Humberger Menu

เรากำลังมองโลกผ่านกรอบแว่นแบบ ‘การ์ตูนดิสนีย์’ อยู่หรือเปล่า?

คุณสามารถอ่านได้อีก

5

บทความ

Register

or

Login

creator
สุภาวดี ไชยชลอ
LineCopy

LATEST

+
Summary
  • หากพูดถึงการ์ตูนคลาสสิกที่เด็กๆ ทุกคนรู้จัก คงหนีไม่พ้นการ์ตูน ‘ดิสนีย์’ (Disney) ซึ่งเทพนิยายชวนฝันเหล่านี้ล้วนมีส่วนหล่อหลอมความเป็นเรา และมีความเป็นไปได้ไม่น้อยว่า การมองโลกของเราส่วนหนึ่งอาจมาจากการ์ตูนที่มีอิทธิพลต่อคนทั่วโลกอย่างดิสนีย์นี่เอง
  • ประเด็นหนึ่งที่การ์ตูนดิสนีย์มักถูกพูดถึงจากนักวิจารณ์ หรือนักวิชาการก็คือ การสร้างตัวละครที่มีเพียงมิติเดียว โดยเฉพาะบรรดาเจ้าหญิงต่างๆ ที่มักช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ มีชีวิตอยู่อย่างว่างเปล่า จนกระทั่งได้พบรักกับเจ้าชาย
  • ความคาดหวังที่ว่า วันหนึ่งเจ้าชายของฉันจะต้องเดินทางมาหา ทำให้ผู้หญิงไม่ได้เลือกใช้ชีวิตตามเงื่อนไขแวดล้อม, ความสามารถ หรือความปรารถนาที่แท้จริงของตัวเอง หรือกลับเริ่มต้นความสัมพันธ์ด้วยความคิดที่ว่า ‘ฉันอ่อนแอกว่า และเธอต้องดูแลฉัน’ ซึ่งหากผู้หญิงเชื่อว่ารักแท้คือสิ่งสำคัญหนึ่งเดียวในชีวิต ก็น่าเสียดายว่าเราอาจพลาดโอกาสในการ ‘เล่า’ เรื่องราวของเราเอง


กาลครั้งหนึ่ง ไม่นานเท่าไร เราล้วนเคยเป็นเด็กน้อย นั่งเฝ้าหน้าจอเพื่อรอดูการ์ตูนเรื่องโปรด 

และหากพูดถึงการ์ตูนคลาสสิกที่เด็กๆ ทุกคนรู้จัก คงหนีไม่พ้นการ์ตูน ‘ดิสนีย์’ (Disney) โดยเฉพาะเรื่องราวของเจ้าหญิงแสนสวยกับเจ้าชายรูปงาม ซึ่งเทพนิยายชวนฝันเหล่านี้คงยังตราตรึงอยู่ในจิตใจของใครหลายๆ คน จนกระทั่งเราเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ 

และในเมื่อประสบการณ์ รวมถึงสิ่งต่างๆ ที่เราซึมซับรับรู้เมื่อครั้งยังเป็นเด็ก ล้วนมีส่วนหล่อหลอมความเป็นเราในทุกวันนี้ จึงมีความเป็นไปได้ไม่น้อยว่า การมองโลกของเราส่วนหนึ่งอาจมาจากการ์ตูนที่เราดู โดยเฉพาะการ์ตูนที่มีอิทธิพลต่อคนทั่วโลกอย่างดิสนีย์ 


Snow White and the Seven Dwarfs

 

มองความงามตามแบบ ‘เจ้าหญิง’

สวย, สูง, ขาว, ผอม, ทำงานบ้านเก่ง -- ทั้งหมดนี้อาจเป็นคำจำกัดความของเจ้าหญิงดิสนีย์ในยุคแรกๆ นับตั้งแต่ที่ตัวละคร สโนว์ไวท์ ใน Snow White and the Seven Dwarfs (1937) การ์ตูนเรื่องแรกของดิสนีย์ได้ถูกเผยแพร่ออกสู่สายตาสาธารณชน ซึ่งตามติดด้วยภาพลักษณ์ที่คล้ายคลึงกันของ เจ้าหญิงนิทรา และ ซินเดอเรลลา ในหนังเรื่องถัดๆ มา 

ภาพของหญิงที่ทั้งสาว, สวย, สูง และบอบบาง จึงได้กลายมาเป็นมาตรฐานความงามของสังคม ที่แม้กาลเวลาจะผ่านมาเนิ่นนานหลายทศวรรษ แต่ดูเหมือนว่าค่านิยมเรื่องความงามที่สังคมชื่นชมยอมรับ ก็ยังไม่เปลี่ยนไปเท่าใดนัก

การ์ตูนดิสนีย์หลายเรื่องมักมีเนื้อหาที่ให้คุณค่าของผู้หญิง (หรือเจ้าหญิง) จากรูปลักษณ์ภายนอก มากกว่าความสามารถหรือสติปัญญาภายใน ยกตัวอย่างเช่นในเรื่อง Sleeping Beauty (1959) ของขวัญชิ้นแรกที่เจ้าหญิงนิทราได้รับก็คือ ‘ความงาม’ หรือในเรื่อง Snow White ความงามของเธอก็ได้กลายเป็นแรงจูงใจให้แม่มดส่งนายพรานมาทำร้าย เพื่อที่ว่าเมื่อกำจัดสโนว์ไวท์สำเร็จ แม่มดก็จะได้ ‘งามเลิศในปฐพี’ แต่เพียงผู้เดียว ขณะที่ผู้หญิงน้ำหนักเกินในการ์ตูนของดิสนีย์ มักมีภาพลักษณ์ไปในเชิงลบ ทั้งสถานะการเป็นตัวร้ายที่นิสัยไม่ดี หรือไม่ได้แต่งงาน เช่น เออร์ซูลา จากเรื่อง The Little Mermaid (1989) ที่มีรูปร่างใหญ่โตและน่ากลัว หรือแม่เลี้ยงของซินเดอเรลลาที่น้ำหนักเกินและโหดร้าย

สำหรับในโลกความเป็นจริง ผู้หญิงจำนวนไม่น้อยต่างถวิลหาความงามในอุดมคติตามแบบฉบับเจ้าหญิงดิสนีย์ ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม พวกเธอมักเชื่ออยู่ลึกๆ ว่าความงามแบบเจ้าหญิงดิสนีย์คือมาตรฐานที่สังคมยอมรับ และด้วยสถานะของความเป็นการ์ตูน พ่อแม่จึงมักปล่อยให้เด็กๆ เปิดรับสื่อเหล่านี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะคิดว่าไม่มีพิษไม่มีภัย ทั้งที่ในแง่หนึ่ง การ์ตูนอาจเป็นสื่อที่ปลูกฝังความคิด ความเชื่อ และค่านิยมต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย

ซาราห์ คอยน์ จาก Brigham Young University ในสหรัฐอเมริกา ทำการศึกษาเรื่องผลกระทบจากการเปิดรับสื่อดิสนีย์ และการรับรู้เกี่ยวกับตัวละครเจ้าหญิงเหล่านั้นในเด็กหญิงวัย 2 ปี พบว่า ภาพลักษณ์ของเจ้าหญิงดิสนีย์อาจทำให้เด็กหญิงเติบโตขึ้นมามีทัศนคติเหมารวม (Stereotype) ต่อมาตรฐานความงาม โดยเฉพาะในการเป็นเพศหญิง และมีความพึงพอใจในรูปลักษณ์ของตนเองต่ำ (Lower Body Self-Esteem)      

มาตรฐานความงามแบบอุดมคตินี่เองที่อาจทำลายความมั่นใจของผู้หญิงหลายๆ คน เพราะต้องเจ็บกันมานักต่อนักกับคำติติงว่า อ้วน, ผิวคล้ำ, ขาสั้น, เอวหนา, ฯลฯ ซึ่งสำหรับบางคนสิ่งเหล่านี้อาจไม่ได้เป็นเพียงคำพูดที่ทำให้รู้สึกหงุดหงิดรำคาญใจ แต่อาจส่งผลต่อความภาคภูมิใจในรูปลักษณ์ของตัวเอง บั่นทอนความเชื่อมั่นและสภาพจิตใจ ยิ่งหากว่ามาตรฐานเหล่านี้นำไปสู่การเลือกปฏิบัติ หรือโอกาสที่ดีกว่าในชีวิต ก็อาจยิ่งทำให้คนที่รู้สึกว่ารูปลักษณ์ของตนเองไม่ตรงตามมาตรฐาน เกิดความกดดัน จนต้องพยายามอย่างมากเพื่อเปลี่ยนแปลงตัวเอง เพื่อให้สอดรับตามคุณค่าความงามของสังคม


Cinderella

 

มองความสัมพันธ์แบบ ‘เทพนิยาย’

ประเด็นหนึ่งที่การ์ตูนดิสนีย์มักถูกพูดถึงจากนักวิจารณ์ หรือนักวิชาการก็คือ การสร้างตัวละครที่มีเพียงมิติเดียว โดยเฉพาะบรรดาเจ้าหญิงต่างๆ ที่มักช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ มีชีวิตอยู่อย่างว่างเปล่า จนกระทั่งได้พบรักกับเจ้าชาย 

การ์ตูนดิสนีย์ 11 เรื่อง จากทั้งหมด 25 เรื่อง ตั้งแต่ปี 1937-2000 ล้วนมีตัวละครเพศหญิงที่ไม่สามารถดูแลตัวเองได้ และจำเป็นต้องได้รับการปกป้อง ยกตัวอย่างเช่น สโนว์ไวท์ที่อาจถูกฆ่าตายตั้งแต่เริ่มเรื่อง หากนายพรานไม่รู้สึกสงสารและเปลี่ยนใจเสียก่อน และถึงแม้จะมีชีวิตรอด เธอก็ยังต้องอาศัยความช่วยเหลือจากคนแคระทั้งเจ็ด แต่สุดท้ายเมื่อคนแคระออกไปทำงาน เธอก็ไม่วายถูกแม่มดหลอกให้กินแอปเปิ้ลเคลือบยาพิษ แถมหลังจากสลบไป ก็ต้องรอเจ้าชายขี่ม้าขาวมาจุมพิตเพื่อให้ฟื้นกลับมามีชีวิตอีกครั้ง

เช่นเดียวกับซินเดอเรลลาใน Cinderella (1950) ที่ถูกแม่เลี้ยงกลั่นแกล้ง จนต้องให้นางฟ้าประจำกายมาช่วยเนรมิตชุดสวยกับรองเท้าแก้วให้เธอได้ไปงานเลี้ยง และได้พบกับเจ้าชายที่ทำให้เธอมีความสุข แต่เมื่อกลับคืนสู่วิถีชีวิตปกติ เธอก็ยังไม่สามารถปกป้องตัวเองไม่ให้ถูกแม่เลี้ยงรังแกได้ และต้องรอจนกว่าเจ้าชายจะหาตัวพบ เธอจึงได้แต่งงานอย่างมีความสุข 

สำหรับผู้หญิงส่วนใหญ่ เราล้วนเติบโตมากับความคิดโรแมนติกชวนฝันแบบดิสนีย์ โดยเฝ้าคอยมองหา ‘เจ้าชาย’ (ที่ไม่รู้ว่ามีจริงไหม) เพื่อมาทำให้ชีวิตมีคุณค่า ซึ่งนับตั้งแต่เด็กจนโต สังคมมักทำให้ผู้หญิงรู้สึกด้อยกว่า อ่อนแอกว่า และทำให้เราเชื่อว่า ชีวิตจะไม่สมบูรณ์หากไม่พบ ‘รักแท้’

ความคาดหวังที่ว่า วันหนึ่งเจ้าชายของฉันจะต้องเดินทางมาหา ทำให้ผู้หญิงไม่ได้เลือกใช้ชีวิตตามเงื่อนไขแวดล้อม, ความสามารถ หรือความปรารถนาที่แท้จริงของตัวเอง หรือไม่ได้เริ่มต้นความสัมพันธ์ด้วยความคิดที่ว่า ‘เราสองคนเท่าเทียมกัน’ หากแต่เป็นความรู้สึกที่ว่า ‘ฉันอ่อนแอกว่า และเธอต้องดูแลฉัน’ ซึ่งหากผู้หญิงเชื่อว่ารักแท้คือสิ่งสำคัญหนึ่งเดียวในชีวิต ก็น่าเสียดายว่าเราอาจพลาดโอกาสในการ ‘เล่า’ เรื่องราวของเราเอง


Frozen

 

มองการ์ตูนดิสนีย์ยุคใหม่ เพื่อเข้าใจโลกจริงให้มากขึ้น    

หลังจากผ่านมากว่าทศวรรษ การ์ตูนดิสนีย์ก็ค่อยๆ ปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ของตัวละครเพศหญิงในเรื่อง หลังจากในยุคแรกที่มีสโนว์ไวท์, เจ้าหญิงนิทรา และซินเดอเรลลา เป็นตัวแทนของผู้หญิงบอบบาง รอคอยรักแท้ และเจ้าชายขี่ม้าขาว มาสู่ยุคที่ตัวเอกของเรื่องมีความเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น เบลล์ จาก Beauty and the Beast (1991) หรือ เอเรียล จาก The Little Mermaid 

โดยยังมีเจ้าหญิงที่ไม่ได้มีภาพลักษณ์เป็นคนขาว (Caucasian) อย่าง จัสมิน จาก Aladdin (1992) รวมถึง โพคาฮอนทัส (Pocahontas, 1995) และ มู่หลาน (Mulan, 1998) ซึ่งตัวละครเหล่านี้มีบุคลิกที่กล้าหาญและเป็นตัวเองมากขึ้น ถึงแม้เนื้อหาจะยังผูกติดกับเรื่องราวความรักโรแมนติกและการแต่งงานอยู่ก็ตาม 

จนมาถึงยุคปัจจุบันที่เรามี เมอริดา จาก Brave (2012), เอลซา จาก Frozen (2013) หรือ โมอานา จาก Moana (2016) ที่ฉีกภาพลักษณ์ตัวละครหญิงแบบดิสนีย์ไปโดยสิ้นเชิง อีกทั้งความรักและการตามหารักแท้ ก็ไม่ใช่ประเด็นสำคัญของเรื่องอีกต่อไป ซึ่งความเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นพร้อมๆ กับค่านิยมของสังคมที่เปลี่ยนไป เนื่องจากการแต่งงาน หรือการเป็นแม่บ้านแม่เรือน แล้วคิดฝันไปว่าเราจะได้ ‘อยู่อย่างมีความสุขตลอดไป’ ภายใต้สถานะเช่นนั้น แบบเดียวกับสโนว์ไวท์ หรือซินเดอเรลลา อาจไม่ตอบโจทย์คนยุคใหม่อีกแล้ว 

การได้เป็นตัวของตัวเอง, มีสิทธิเสรีภาพ และมีโอกาสได้ตามหาความปรารถนาต่างหาก คือสิ่งที่คนยุคใหม่ต้องการ ด้วยเหตุนี้เราจึงเห็นว่าการ์ตูนดิสนีย์ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ให้ความสำคัญกับทักษะ, ความสามารถ และพลังของความเป็นเพศหญิงมากขึ้น

การเปรียบเทียบการ์ตูนดิสนีย์กับบริบทของสังคมที่เปลี่ยนไป อาจทำให้คนต่างเจเนอเรชั่นเข้าใจกันได้มากขึ้น ว่าในยุคพ่อแม่ที่เติบโตมากับเจ้าหญิงผู้อ่อนแอบอบบางนั้น ฝ่ายหญิงถูกสอนให้เป็นเพศที่ต้องพึ่งพิงฝ่ายชาย ต้องรับผิดชอบงานบ้าน และให้ความสำคัญกับครอบครัว ส่วนฝ่ายชายก็ต้องแสดงความเข้มแข็ง เพื่อปกป้องคุ้มครองเธอ หรือบางครั้งอาจถึงขั้น ‘ครอบงำชีวิต’ จนฝ่ายหญิงก็ต้องคอยเอาแต่ก้มหน้ายอมรับ 

ขณะเดียวกัน เรื่องราวที่เน้นการต่อสู้ระหว่างความดี-ความชั่วที่เด่นชัดในการ์ตูนดิสนีย์ยุคแรก ก็อาจทำให้ผู้ใหญ่ที่เคยเติบโตมาในยุคนั้น มักมองโลกแบบ ‘ขาว-ดำ’ ต่างจากเด็กยุคใหม่ที่มีอิสระและมีโอกาสเลือกรับสื่อที่หลากหลายกว่า จนทำให้มองเห็นว่าโลกไม่ได้มีแค่สีขาวกับสีดำเท่านั้น แต่ยังมีอีกหลายเฉดสีซุกซ่อนอยู่ตรงกลางระหว่างนั้น ซึ่งนำไปสู่เป้าหมายและการใช้ชีวิตที่หลุดพ้นไปจากกรอบแว่นเดิมๆ 

การ์ตูนดิสนีย์ยุคใหม่จึงน่าจะเป็นภาพสะท้อนแห่งยุคสมัย ที่ทำให้ผู้ใหญ่อย่างเราสามารถเข้าใจเด็กๆ ที่เติบโตขึ้นมาอย่างแตกต่างหลากหลายในยุคนี้ได้ดียิ่งขึ้น

สุดท้ายแล้ว การ์ตูนดิสนีย์จึงไม่ได้เป็นเพียงสื่อที่ให้แค่ความบันเทิง แต่มันยังมีอิทธิพลต่อทัศนคติ, การมองโลก และตัวตนของผู้คนในสังคมด้วย ทั้งยังเป็นสิ่งที่ช่วยสะท้อนสังคม ณ ขณะนั้น และเป็นเครื่องมือที่เราสามารถใช้ทำความเข้าใจกับคนต่างรุ่นต่างวัย เพื่อให้เราสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุขมากขึ้น 

ไม่จำเป็นต้องมีความสุข ‘ตลอดไป’ แต่แค่ใน ‘ปัจจุบันขณะ’ ที่เรายังต้องอาศัยในบ้าน หรือสังคมเดียวกัน -- นั่นก็คงเพียงพอแล้ว 

- The End - 

 

อ้างอิง: Tandfonline.com (1, 2), BBC, Sprylit.com


Share article
  • Line
  • link
creator
Author
สุภาวดี ไชยชลอ
อดีตนักเขียนนิตยสารบันทึกคุณแม่ ปัจจุบันเป็นนักเขียนอิสระ และคุณแม่ของลูกสาว Homeschool ที่ชอบดูซีรีส์เกาหลี

Follow