Humberger Menu

How to คุยเรื่องการเมือง แบบไม่เคืองใจกัน

คุณสามารถอ่านได้อีก

5

บทความ

Register

or

Login

creator
สุภาวดี ไชยชลอ
LineCopy

LATEST

+
Summary
  • การเมือง เป็นหัวข้อที่เมื่อหยิบมาพูดคุย ก็อาจนำไปสู่ความบาดหมาง อาจทำให้คู่สนทนารู้สึกอึดอัด และอาจถึงขั้นทำให้เพื่อนเลิกคบ แต่ท่ามกลางความยากลำบากและกระอักกระอ่วนใจเหล่านี้ ก็มีเหตุผลที่น่าสนใจหลายประการที่เราน่าจะชวนกันก้าวข้ามความคิดที่ว่า “ห้ามคุยการเมือง” มาสู่ “คุยเรื่องการเมืองกัน (บ้างก็ได้)”
  • เมื่อใดก็ตามที่คนใกล้ตัวเปิดประเด็นเรื่องการเมือง ลองเปิดใจรับฟังมุมมองของพวกเขาดู โดยไม่ตั้งธงในใจไปก่อนว่า คู่สนทนามีความเชื่อแบบนี้ ต้องพูดอย่างนี้ แล้วเราก็จะตอบโต้แบบนี้ เพราะหากเป็นเช่นนั้น ผลลัพธ์ก็อาจเหมือนกับหลายๆ ครั้ง ที่บทสนทนาต้องจบลงตรงที่ต่างฝ่ายต่างขุ่นข้องหมองใจ และไม่ได้บทสรุปอะไรที่ไปไกลกว่าเดิม
  • ผู้เยาว์หรือคนรุ่นใหม่ควรเคารพการตัดสินใจของคนรุ่นก่อนว่า อย่างน้อย พ่อแม่ปู่ย่าตายายของเราก็เลือกทำในสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับบริบทสังคมและข้อมูลข่าวสารในสมัยนั้น ในทางกลับกัน ผู้ที่อาวุโสกว่าก็ควรให้โอกาสคนรุ่นใหม่ ได้แสดงความคิดเห็นและศักยภาพตามสิทธิที่พึงมี และควรให้โอกาสพวกเขาได้ต่อสู้เพื่อสิ่งที่เชื่อภายใต้ระบอบประชาธิปไตยที่เป็นธรรม


ว่ากันว่าหากต้องการรักษามิตรภาพเอาไว้ สองเรื่องที่ไม่ควรหยิบขึ้นมาคุยกัน คือ ‘ศาสนา’ และ ‘การเมือง’ 

แต่จริงหรือที่การพูดคุยเรื่องเหล่านี้ จะทำให้ความสัมพันธ์ต้องแตกหักเสมอไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องการเมืองที่การสนทนาอย่างสันติ ตั้งอยู่บนเหตุและผล อาจนำไปสู่สิ่งที่ดีกว่าได้ 

แล้วทำไมเราถึงถูกบอกไม่ให้คุยเรื่องการเมือง มีวิธีอื่นใดไหมที่เราจะคุยถึงการเมือง ...โดยไม่เคืองใจกัน?

คุยทำไม...เรื่องการเมือง

การเมืองเป็นความเชื่อส่วนบุคคล เป็นหัวข้อที่เมื่อหยิบมาพูดคุย ก็อาจนำไปสู่ความบาดหมาง อาจทำให้คู่สนทนารู้สึกอึดอัด และอาจถึงขั้นทำให้เพื่อนเลิกคบ 

แต่ท่ามกลางความยากลำบากและกระอักกระอ่วนใจเหล่านี้ ก็มีเหตุผลที่น่าสนใจหลายประการที่เราน่าจะชวนกันก้าวข้ามความคิดที่ว่า “ห้ามคุยการเมือง” มาสู่ “คุยเรื่องการเมืองกัน (บ้างก็ได้)” 

ประการแรก คือ หากเราไม่เคยถกเถียง แลกเปลี่ยน และหาข้อสรุปร่วมกันในหัวข้อสนทนายากๆ สุดท้ายแล้ว ก็จะมีคนอื่นในสังคม ‘ตัดสินใจ’ แทนเรา และเราก็อาจต้องจมอยู่ในโลกที่ถูกหล่อหลอมโดยคนอื่น และในที่สุด ก็จะมี ‘ผู้เชี่ยวชาญทางการเมือง’ มาทำหน้าที่แทนเรา คอยชี้นำประเด็นต่างๆ ให้ว่า สิ่งใดพูดได้ สิ่งใดพูดไม่ได้ ทำให้อำนาจในการแสดงความคิดเห็นกระจุกตัวอยู่ที่คนกลุ่มเดียว ขณะที่เสียงของปัจเจกผู้เป็นเจ้าของอำนาจที่แท้จริงในระบอบประชาธิปไตยกลับถูก ‘ด้อยค่า’ ไปเรื่อยๆ

ประการต่อมา หากเราไม่พูดคุยเรื่องการเมือง เราก็จะไม่มีวันค้นพบข้อเท็จจริงในประเด็นที่คาใจ อีกทั้งการคุยการเมืองกับ ‘คนที่มีความคิดแตกต่าง’ อาจทำให้เราเริ่มตั้งคำถามกับสิ่งที่เราไม่เคยสงสัยมาก่อน นำไปสู่การค้นคว้าหาข้อเท็จจริง ฉะนั้น เมื่อเรามีโอกาสได้พูดคุยกับคนอื่น ก็มีความเป็นไปได้ว่า เราอาจจะได้พบมุมมองใหม่ๆ หรือได้รับรู้ข้อเท็จจริงในด้านที่ไม่เคยรู้หรือเข้าใจมาก่อน

ประการสุดท้าย เราควรคุยกันเรื่องการเมือง เพราะหากต้องตัดสินใจประเด็นสำคัญทางสังคม การถกเถียงพูดคุยกันจะทำให้เราได้เห็นมุมมองหลากหลายรอบด้าน เพื่อประกอบการตัดสินใจ และนำไปสู่การสร้างสังคมในแบบที่คนส่วนใหญ่ต้องการได้ การพูดคุยถกเถียง แม้บางครั้งอาจไม่มีบทสรุป แต่ก็เปรียบเสมือนการจุดคบไฟต่อไปเรื่อยๆ ทำให้เราค้นพบคำตอบสุดท้าย ณ ปลายทางได้ในที่สุด

ว่าแล้วก็ลองมาดูกันว่า เราจะสื่อสารเรื่องการเมืองอย่างสร้างสรรค์ เพื่อนำไปสู่การอยู่ร่วมกันอย่างสันติ โดยไม่เคืองใจกันได้อย่างไรบ้าง

คุยการเมือง เคืองเพราะไม่ฟัง

สตีเฟน โควีย์ นักเขียนชาวอเมริกัน ผู้เขียนหนังสือเรื่อง The 7 Habits of Highly Effective People หรือชื่อไทยว่า ‘7 อุปนิสัย สำหรับผู้ทรงประสิทธิผลยิ่ง’ เคยกล่าวไว้ว่า ปัญหาอย่างหนึ่งของการสื่อสารคือ เราไม่ได้ฟังเพื่อทำความเข้าใจ แต่เราฟังเพื่อจะโต้ตอบ 

จะว่าไปแล้ว การฟังถือเป็นทักษะที่ต้องฝึกฝน และหากสังเกตตัวเองดีๆ เราอาจพบว่า บ่อยครั้ง เราเพียง ‘ได้ยิน’ แต่ ‘ไม่ได้ฟัง’ โดยเฉพาะเรื่องที่ขัดกับความเชื่อในใจของเรา ก็ยิ่งมีแนวโน้มว่า เราจะฟังเพื่อโต้ตอบ มากกว่าฟังเพื่อทำความเข้าใจ 

เมื่อใดก็ตามที่คนใกล้ตัวเปิดประเด็นเรื่องการเมือง ลองเปิดใจรับฟังมุมมองของพวกเขาดู โดยไม่ตั้งธงในใจไปก่อนว่า คู่สนทนามีความเชื่อแบบนี้ ต้องพูดอย่างนี้ แล้วเราก็จะตอบโต้แบบนี้ เพราะหากเป็นเช่นนั้น ผลลัพธ์ก็อาจเหมือนกับหลายๆ ครั้ง ที่บทสนทนาต้องจบลงตรงที่ต่างฝ่ายต่างขุ่นข้องหมองใจ และไม่ได้บทสรุปอะไรที่ไปไกลกว่าเดิม

เคล็ดลับของการเป็นผู้ฟังที่ดี คือการ ‘ทวน’ สิ่งที่อีกฝ่ายพูด เช่น หากคู่สนทนาบอกว่า “รัฐบาลนี้ดีที่สุดแล้ว” ลองทวนประโยคนี้ใหม่ตามความเข้าใจของเราเองว่า “เธอชอบการทำงานของรัฐบาลนี้ใช่ไหม” เพื่อตรวจสอบว่า เราเข้าใจสิ่งที่คู่สนทนากำลังสื่อออกมาอย่างถูกต้อง เพราะบางครั้งสิ่งที่คนเราต้องการสื่อ กับสิ่งที่พูดออกมา หรือสิ่งที่ผู้พูดพูดกับสิ่งที่ผู้ฟังตีความ อาจมีความคลาดเคลื่อนได้ 

เมื่อเราทวนประโยค คู่สนทนาก็จะมีโอกาสขยายความสิ่งที่ต้องการสื่อได้ชัดเจนขึ้น ทั้งยังสร้างความรู้สึกว่าเราตั้งใจฟังอย่างแท้จริงด้วย

ภาษากาย คลายตึงเครียด

การสื่อสารนอกจากคำพูดที่เอ่ยออกมาแล้ว ‘ภาษากาย’ ก็เป็นสิ่งที่จำเป็นไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน 

โดยการศึกษาในต่างประเทศพบว่า ระหว่างบทสนทนา คำพูดมีส่วนสร้างการรับรู้เพียงแค่ 20% เท่านั้น แต่ที่เหลือเป็นสิ่งที่ผู้ฟังตีความจากภาษากายหรือสิ่งที่เราไม่ได้พูดออกมา

เมื่อคุยเรื่องการเมือง ไม่ว่าจะกับเพื่อนหรือคนในครอบครัว เราควรหมั่นตรวจสอบภาษากายของตนเอง เช่น กอดอก, มองบน, หลบตา, ยิ้มมุมปาก, ฯลฯ ซึ่งอาจเป็นท่าทีของการสื่อความหมายแง่ ‘ลบ’ ว่าเราไม่เห็นด้วย หรือกำลังด้อยค่าสิ่งที่คู่สนทนากำลังพูด 

สิ่งที่ควรทำคือ สบตาคู่สนทนาอย่างสบายๆ เป็นธรรมชาติ ไม่กระสับกระส่าย ไม่ก้มดูโทรศัพท์ เพราะเหล่านี้เป็นท่าทางที่แสดงว่าเราไม่ได้สนใจสิ่งที่คู่สนทนากำลังพูด 

คนทั่วไปจะตอบสนองได้ดี เมื่อรู้สึกสบายใจ ไม่ถูกตัดสิน หรือรู้สึกว่ากำลังถูกต้อนให้จนมุม การระมัดระวังภาษากายขณะคุยเรื่องการเมือง จึงน่าจะช่วยทำให้บรรยากาศการสนทนาไม่ตึงเครียดจนเกินไป



ให้คุณค่าต่างสิ่ง ยิ่งห่างเหิน

เมื่อความคิดเห็นไม่ลงรอย สาเหตุส่วนหนึ่งอาจมาจากการให้คุณค่าสิ่งต่างๆ ไม่เหมือนกัน 

ในกรณีเรื่องการเมือง ฝ่ายหนึ่งอาจเชื่อในอำนาจและสิทธิของประชาชนภายใต้ระบอบประชาธิปไตย ขณะที่อีกฝ่ายอาจให้ความสำคัญกับความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง เมื่อเป็นเช่นนี้ การพูดคุยเรื่องการเมืองจึงอาจนำไปสู่ความขัดแย้ง เพราะสองฝ่ายให้คุณค่าในสิ่งที่ต่างกัน

การตระหนักรู้ว่า ระบบให้คุณค่าของแต่ละคนอาจแตกต่างกัน ช่วยให้เราเข้าใจคู่สนทนามากขึ้น และยังทำให้เราสามารถอธิบายความคิดของตนเองได้ชัดเจนขึ้นด้วย 

อย่างไรก็ตาม มีความจำเป็นที่แต่ละฝ่ายต้องตรวจสอบคุณค่าที่ยึดถือว่าสอดคล้องกันหรือไม่ ยกตัวอย่างเช่น กรณีชายแดนของประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ฝ่ายหนึ่งมองว่าการปกป้องชายแดนไม่ให้มี ‘ผู้อพยพ’ ข้ามมา เป็นเรื่องสำคัญที่สุด เพื่อป้องกันปัญหายาเสพติด ขณะที่อีกฝ่ายมองว่าโอกาสและความปลอดภัยสำหรับผู้อพยพสำคัญที่สุด 

ในกรณีนี้ คุณค่าของสองฝ่ายไม่สอดคล้องกัน เพราะโดยพื้นฐานที่สุด เราควรมีทั้งนโยบายให้ความปลอดภัยแก่ผู้อพยพ และมาตรการป้องกันยาเสพติดที่มีประสิทธิภาพ การปิดชายแดนไม่ใช่แนวทางแก้ปัญหายาเสพติด 

เมื่อใดก็ตามที่สองฝ่ายตระหนักถึงค่านิยมที่ถูกต้องตามหลักเหตุผล เมื่อนั้นก็จะสามารถสนทนาอย่างสร้างสรรค์และนำไปสู่แนวทางแก้ปัญหาเชิงนโยบายได้

ช่างสงสัย ได้เรียนรู้

ความช่างสงสัย อาจนำพาบทสนทนาไปสู่สิ่งใหม่ๆ ที่ไม่เคยรู้มาก่อน อีกทั้งเมื่อเราตั้งคำถามแสดงความสนใจใคร่รู้ในความคิดความเชื่อของคู่สนทนา ก็ยังทำให้อีกฝ่ายเห็นว่า เราไม่ใช่ผู้ที่ยึดติดในความคิดของตัวเองจนไม่ฟังความคิดของคนอื่น 

เมื่อคู่สนทนารู้สึกว่าเราลดการ์ดลง ก็มีแนวโน้มว่าพวกเขาจะลดการ์ดและเปิดใจรับฟังความคิดเห็นของเรามากขึ้นเช่นกัน

การเป็นคนช่างสงสัยเกิดขึ้นได้ เมื่อเราไม่ยึดถือความคิดของตนเองมากเกินไปนัก เราอาจตั้งคำถามประมาณว่า “ฉันอยากรู้จังว่าเธอคิดอย่างไรเรื่อง...” หรือ “บอกได้ไหมว่าอะไรที่ทำให้เธอเชื่อแบบนั้น” 

ความช่างสงสัย เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เราเปลี่ยนบทสนทนาที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างบุคคล มาสู่บทสนทนาโต้ตอบเพื่อค้นหาค่านิยมที่อยู่เบื้องหลังความเชื่อของแต่ละฝ่าย

คุยเพื่อ ‘แลกเปลี่ยน’ ไม่ใช่ ‘เปลี่ยนแปลง’

ก่อนพูดคุยเรื่องการเมือง หลายคนอาจหวังเล็กๆ ในใจว่า จะทำให้คู่สนทนาที่มีความคิดต่างจากตัวเอง เปลี่ยนมาเชื่อเหมือนกันได้ ซึ่งความคิดแบบนี้อาจนำไปสู่ความขัดแย้ง เมื่อต่างฝ่ายต้องพยายามยัดเยียดความเชื่อของตัวเองให้คู่สนทนา 

โดยเฉพาะการพูดคุยกับคนในครอบครัว พ่อแม่มักคาดหวังว่าลูกน่าจะมีความเชื่อแบบนั้นแบบนี้ ลูกก็มักคาดหวังว่า ถ้าอธิบายให้เหตุผล พ่อแม่จะเปลี่ยนใจมาคิดเหมือนตัวเองได้ ซึ่งความเชื่อแบบนี้เองที่อาจเป็นปัญหาในการพูดคุยเรื่องการเมืองภายในครอบครัว 

เพราะเมื่อเปลี่ยนความคิดอีกฝ่ายไม่ได้ คนเราก็มักรู้สึกผิดหวังในตัวบุคคลนั้นๆ เช่น ลูกผิดหวังในตัวพ่อแม่ที่ไม่เปลี่ยนมาเชื่อเหมือนเขา หรือพ่อแม่พยายามหาเหตุผลต่างนานามาหักล้างความเชื่อของลูก เมื่อไม่เป็นผล ก็ผิดหวังในตัวลูก

ก่อนคุยเรื่องการเมือง คู่สนทนาทุกฝ่ายจึงควรจูนความคาดหวังของตัวเองว่า นี่คือการพูดคุยเพื่อ ‘แลกเปลี่ยน’ ความคิดเห็นเท่านั้น ไม่ใช่เพื่อ ‘เปลี่ยนแปลง’ ให้อีกฝ่ายคิดเหมือนเรา 

การ ‘แชร์ แต่ไม่ชวนเชื่อ’ หรือบอกสิ่งที่เราชอบ โดยไม่ยัดเยียดว่า “ชอบเหมือนเราสิ” จะช่วยลดความขัดแย้งในบทสนทนาได้

จบบทสนทนาอย่างสันติ

ในการคุยเรื่องการเมือง เป็นเรื่องปกติที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจรู้สึกหัวเสีย มีอารมณ์ เนื่องจากความคิดเห็นที่ไม่ตรงกัน 

เมื่อใดก็ตามที่รู้สึกตัวว่า เริ่มขึ้นเสียง การถกเถียงเริ่มใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผล ควรยุติบทสนทนา แต่แทนที่จะเลิกคุย แล้วเดินหนีไปเฉยๆ หรือตัดจบแบบไม่เป็นมิตร อาจเปลี่ยนเป็น บอกคู่สนทนาว่า “วันนี้มีประเด็นให้กลับไปคิดต่อเยอะเลย ไว้วันหลังเรามาคุยเรื่องนี้กันต่อนะ” 

เพราะถึงแม้จะไม่ได้บทสรุป และทั้งสองฝ่ายอาจยังมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน แต่การจบบทสนทนาในเชิงบวกเช่นนี้ ก็แสดงให้เห็นว่า เราใส่ใจและห่วงใยความรู้สึกของคู่สนทนา มากกว่าตั้งหน้าตั้งตาเอาชนะกันและกัน

ความเชื่อทางการเมือง กับโซเชียลมีเดีย

ปฏิเสธไม่ได้ว่าปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองส่วนใหญ่ทุกวันนี้ เปลี่ยนรูปแบบจากการถกเถียงกันต่อหน้า มาเป็นความขัดแย้งผ่านโซเชียลมีเดีย ยิ่งมีเพื่อนมากและหลากหลายเท่าไร ก็ยิ่งเสี่ยงทำให้บางคนขุ่นเคืองกับการโพสต์หรือคอมเมนต์เรื่องการเมืองของคุณได้

ในจำนวนนี้หากเป็นเพียงคนรู้จัก หรือเพื่อนของเพื่อนที่ห่างออกไป ก็คงไม่เป็นปัญหาเท่าไรนัก แต่หากเป็นคนในครอบครัวที่ไม่เห็นด้วยกับการโพสต์หรือความคิดเห็นของเรา ก็อาจทำให้เกิดปัญหาได้ 

ดังนั้น ก่อนโพสต์ หากกำลังรู้สึกโกรธหรือหงุดหงิดหัวเสียกับประเด็นทางการเมืองในขณะนั้น เราอาจโพสต์โดยตั้งค่าความเป็นส่วนตัวแบบ ‘เฉพาะฉัน’ (Only Me) ไว้ก่อน เพื่อให้ตัวเองใจเย็นลงสักนิด แล้วค่อยกลับมาสำรวจความรู้สึกว่ายังเหมือนเดิมหรือไม่ 

เช่นเดียวกับการคอมเมนต์โพสต์สาธารณะ เราอาจบันทึกโพสต์ไว้ และรอเวลาสักนิด คิดให้ถี่ถ้วน บางครั้งเมื่อเวลาผ่านไปเพียงแค่ไม่กี่ชั่วโมง เราอาจรู้สึกว่าไม่คุ้มที่จะแสดงความคิดเห็นลงไป หากกระทบกับความรู้สึกของคนใกล้ตัว

อย่างไรก็ตาม ทุกคนมีสิทธิแสดงความคิดเห็นของตัวเอง หากเราชัดเจนในความเชื่อนั้นๆ มากพอ ก็สามารถแสดงความคิดเห็นหรือโพสต์ลงโซเชียลฯ ได้ 

แต่ถึงอย่างนั้น หากโพสต์ลงไปแล้ว ก็ต้องพร้อมยอมรับผลที่ตามมา และหากเพื่อนหรือคนในครอบครัวไม่พอใจ นั่นก็เป็นสิทธิของเขาเช่นกัน -- การเคารพความคิดเห็นของผู้อื่น ขณะที่ยึดมั่นในความคิดของตัวเอง เป็นสิ่งที่ทำได้ และควรทำในสังคมประชาธิปไตย

Tolerance อดทนต่อความต่าง ไม่บาดหมางในใจ

คำว่า ‘อดทน’ ในภาษาอังกฤษมีอยู่หลายคำ เพื่อใช้พูดถึงการอดทนในรูปแบบต่างๆ กัน ซึ่งคำหนึ่งที่น่าสนใจคือ คำว่า Tolerance ซึ่งหมายถึง ‘อดทน’ ที่ไม่ใช่แค่ทางร่างกายเท่านั้น แต่ยังรวมถึงทางจิตใจ หรือทางความรู้สึก ต่อผู้คนที่มีความคิดต่างจากเราด้วย

เพราะเราล้วนเป็นคนธรรมดาที่ไม่สามารถรับมือทุกสถานการณ์ได้อย่างถูกต้องเสมอไป บางครั้ง เราอาจรู้สึกกระอักกระอ่วนกับความคิดเห็นที่ไม่ตรงกัน หรือติดอยู่ในบทสนทนาที่หาข้อสรุปไม่ได้ แต่เราก็ไม่ควรคาดหวังว่าผู้อื่นจะเปลี่ยนความคิดภายในระยะเวลาอันสั้น เพียงเพราะการได้คุยกับเรา

Tolerance หรือการอดทนอดกลั้นต่อความเชื่อที่แตกต่าง จึงเป็นทักษะที่ทุกคนและทุกฝ่ายควรฝึกฝน โดยเฉพาะในสังคมประชาธิปไตยที่ทุกคนมีสิทธิแสดงความคิดเห็นของตนเองได้อย่างเท่าเทียม เพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกันได้ แม้จะคิดไม่เหมือนกันก็ตาม

ผู้เยาว์หรือคนรุ่นใหม่ควรเคารพการตัดสินใจของคนรุ่นก่อนว่า อย่างน้อย พ่อแม่ปู่ย่าตายายของเราก็เลือกทำในสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับบริบทสังคมและข้อมูลข่าวสารในสมัยนั้น และในปัจจุบัน หากจะพวกเขายังเชื่อเช่นนั้นอยู่ ก็เป็นสิทธิที่ทำได้ 

ในทางกลับกัน ผู้ที่อาวุโสกว่าก็ควรให้โอกาสคนรุ่นใหม่ ได้แสดงความคิดเห็นและศักยภาพตามสิทธิที่พึงมี หากพวกเขารู้สึกว่า สิ่งที่คนยุคก่อนเห็นว่าดี อาจไม่เหมาะกับยุคสมัยอีกต่อไป ก็ควรให้โอกาสพวกเขาได้ต่อสู้เพื่อสิ่งที่เชื่อภายใต้ระบอบประชาธิปไตยที่เป็นธรรม

การมีความเชื่อทางการเมืองเป็นสิ่งที่ดี เพราะนั่นหมายความว่าเราใส่ใจประเด็นทางสังคมและมีความหวังถึงชีวิตที่ดีกว่า แต่หากความเชื่อของเรา ทำให้ใครบางคนรู้สึกขุ่นเคือง การขอโทษอย่างจริงใจอาจช่วยลดความบาดหมางได้ 

เราสามารถรักษาความรู้สึกของผู้อื่น ควบคู่ไปกับการรักษาความเชื่อของตัวเองได้

สุดท้ายแล้ว อาจไม่มีความคิดเห็นทางการเมืองใด ที่มีค่ามากพอจะแลกกับความสัมพันธ์ในชีวิต โดยเฉพาะความสัมพันธ์กับคนในครอบครัว เพราะเราทุกคนต่างเติบโตและเรียนรู้อย่างช้าๆ ในโลกที่หมุนเร็วขึ้นทุกวัน เมื่อมาถึงเรื่องของความเชื่อทางการเมืองและความสัมพันธ์กับคนรอบกาย อาจไม่มีคำแนะนำใดที่ใช้ได้ผลในทุกสถานการณ์ และอาจไม่มีคำแนะนำใดเป็นเรื่องง่าย 

แต่อย่างน้อย การมีแนวทางไว้ฝึกฝน ลองผิดลองถูก ก็น่าจะช่วยให้พวกเราลดช่องว่างของความ ‘เห็นต่าง’ ในสังคมได้บ้างไม่มากก็น้อย 


อ้างอิง: Start It Up, Journals.lww.com, Grottonetwork.com


Share article
  • Line
  • link
creator
Author
สุภาวดี ไชยชลอ
อดีตนักเขียนนิตยสารบันทึกคุณแม่ ปัจจุบันเป็นนักเขียนอิสระ และคุณแม่ของลูกสาว Homeschool ที่ชอบดูซีรีส์เกาหลี

Follow

RELATED

+