Humberger Menu

Digital Footprint แห่งความหวังดี? : เมื่อการ ‘ช่วยเหลือ’ ผู้ถูกล่วงละเมิด คือการ ‘ซ้ำเติม’ เหยื่อทางอ้อม

คุณสามารถอ่านได้อีก

5

บทความ

Register

or

Login

creator
สุภาวดี ไชยชลอ
LineCopy

LATEST

+
#พ่อทำร้ายลูก กับสายสัมพันธ์ที่พังทลาย ในสังคมไร้รัฐสวัสดิการ
Summary
  • ข้อดีของโซเชียลมีเดีย ก็คือ ผู้คนในสังคมสามารถสร้างความตระหนักรู้ในเรื่องสำคัญต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว และขับเคลื่อนให้ประเด็นที่พูดถึง นำไปสู่การพัฒนาแก้ไข เพื่อให้สังคมของเราเป็นสถานที่ที่น่าอยู่ยิ่งขึ้นได้ โดยเฉพาะปัญหาการถูกล่วงละเมิดทั้งทางร่างกายและจิตใจ ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่
  • แต่ในทางกลับกัน ความรวดเร็วและการเข้าถึงได้ง่ายของคนจำนวนมาก จากการใช้ช่องทางสื่อสารในโลกออนไลน์ ก็อาจกลายเป็น ‘ดาบสองคม’ ที่สร้างรอยประทับในชีวิตของคนคนหนึ่งได้อย่างร้ายแรง ในนามของ Digital Footprint หรือ ‘ร่องรอยดิจิทัล’ ที่อาจส่งผลกระทบต่อเหยื่อไปอีกนาน แม้ว่าเหตุการณ์จะจบลงแล้ว
  • สิ่งที่ต้องตั้งคำถามก็คือ ขณะที่เราคิดว่ากำลังช่วยเหลือคนคนหนึ่งจากการถูกล่วงละเมิด เราก็กำลังละเมิดพวกเขาในอีกแง่หนึ่งด้วยหรือเปล่า?


ข้อดีของโซเชียลมีเดีย ก็คือ ผู้คนในสังคมสามารถสร้างความตระหนักรู้ในเรื่องสำคัญต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว และขับเคลื่อนให้ประเด็นที่พูดถึง นำไปสู่การพัฒนาแก้ไข เพื่อให้สังคมของเราเป็นสถานที่ที่น่าอยู่ยิ่งขึ้นได้ 

แต่ในทางกลับกัน ความรวดเร็วและการเข้าถึงได้ง่ายของคนจำนวนมาก ก็อาจกลายเป็น ‘ดาบสองคม’ ที่สร้างรอยประทับในชีวิตของคนคนหนึ่งอย่างยาวนาน

เมื่อไม่นานมานี้ ประเด็นร้อนที่ติดเทรนด์ทวิตเตอร์ในชั่วข้ามคืน คือ ภาพการแสดงความรักภายในครอบครัวระหว่างพ่อกับลูกสาว ที่หลายคนมองว่า อาจเข้าขั้นละเมิดสิทธิในร่างกายของเด็กเกินไป

แน่นอนว่าเป็นเรื่องดี ที่คนในสังคมตระหนักรู้และให้ความสำคัญกับสิทธิในร่างกายของเด็ก แต่ถึงอย่างนั้น ขณะที่พวกเราคิดว่าการแชร์และแสดงความคิดเห็น คือการช่วยเหลือเหยื่อ แต่อีกด้านหนึ่ง ข้อมูล, รูปภาพ หรือคลิปต่างๆ ที่ถูกแชร์ต่อๆ กันไป ก็จะเป็น Digital Footprint หรือ ‘ร่องรอยดิจิทัล’ ที่คงอยู่ในโลกออนไลน์ไปตลอดกาล 

สิ่งที่ต้องตั้งคำถามก็คือ ขณะที่เราคิดว่ากำลังช่วยเหลือคนคนหนึ่งจากการถูกล่วงละเมิด เราก็กำลังละเมิดพวกเขาในอีกแง่หนึ่งด้วยหรือเปล่า?

Digital Footprint ฝันร้ายที่ไม่มีทางลบ

Digital Footprint คือเรื่องราว, รูปภาพ หรือคลิปวิดีโอของใครก็ตาม ที่เมื่อนำเข้าสู่โลกออนไลน์แล้ว ก็จะคงอยู่เช่นนั้นตลอดไป เปรียบเสมือน ‘รอยเท้า’ ที่ไม่มีวันจางหาย ซึ่งเพียงแค่พิมพ์คำค้นหาไม่กี่คำ ข้อมูลเหล่านี้ก็จะปรากฏขึ้นมาให้เห็นได้โดยง่าย ไม่ว่าวันเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนก็ตาม

ข้อมูลจาก Humanium.org ระบุว่า การเข้าถึงเทคโนโลยีและอินเทอร์เน็ตอย่างกว้างขวาง ทำให้เด็กๆ ทุกวันนี้ มี Digital Footprint ตั้งแต่พวกเขายังไม่ลืมตาดูโลก เพราะพ่อแม่แชร์ภาพอัลตราซาวนด์ หรือภาพประกาศการตั้งครรภ์ในโลกออนไลน์ล่วงหน้าไปแล้ว 

สำหรับคนเป็นพ่อแม่ อาจคิดไม่ถึงว่าการแชร์เรื่องราวของลูก อาจส่งผลกระทบต่อลูกได้ในอนาคต แต่งานวิจัยในต่างประเทศระบุว่า เทคโนโลยีที่พัฒนาไปไกล ทำให้ผู้คนในวงกว้างเข้าถึงข้อมูลออนไลน์เพิ่มมากขึ้นอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เพราะฉะนั้น รูปภาพ, เรื่องราว หรือคลิปพัฒนาการของเด็กๆ ที่พ่อแม่โพสต์นี้ อาจแพร่กระจายไปไกลกว่าที่คิด แม้ว่าพ่อแม่อาจไม่ได้ตั้งใจก็ตาม 

และบางครั้ง รูปภาพหรือข้อมูลเหล่านี้ อาจตกไปอยู่ในมือของผู้ไม่ประสงค์ดี และอาจส่งผลกระทบเชิงลบต่อเด็กในอนาคตได้

หลายคนอาจบอกว่า ก็พ่อแม่ของเด็กเองที่เผยแพร่ข้อมูลเหล่านั้นสู่สาธารณะ แล้วทำไมเราถึงจะแชร์ต่อไม่ได้ คำตอบก็คือ ทุกครั้งที่มีการแชร์ต่อๆ ไป แม้จะด้วยเจตนาที่ดี แต่เราก็ต้องไม่ลืมว่า เหรียญมักมีสองด้านเสมอ 

เราอาจคิดว่ากำลังสร้างความตระหนักรู้ในสังคม แต่ขณะเดียวกัน เราก็กำลังผลิตซ้ำความรุนแรง หรือเรื่องราวแง่ลบที่เกี่ยวข้องกับบุคคลในภาพหรือในคลิปไปด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กับเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ ‘ผู้เยาว์’ เราก็ยิ่งควรต้องระมัดระวังที่จะไม่สร้าง ‘บาดแผล’ ซ้ำๆ ไม่จบสิ้นให้แก่พวกเขา 

เพราะแม้จะป้องกันด้วยการเบลอหน้า แต่ก็อาจไม่มากพอที่จะปกป้องจิตใจของผู้ที่ต้องเห็นภาพของตัวเองในโลกออนไลน์ โดยที่เจ้าตัวไม่ได้ยินยอมตั้งแต่แรก


ในความปรารถนาดีนั้น จึงอาจต้องเพิ่มความใส่ใจอีกสักนิด ว่าจะแชร์และพูดถึงประเด็นละเอียดอ่อนเหล่านี้อย่างไร ที่จะไม่สร้างความเจ็บช้ำซ้ำๆ ให้กับผู้ที่เป็นเหยื่ออีก

share


Moral Panic ความตื่นตระหนกทางศีลธรรม กับการผลิตซ้ำความรุนแรง

เป็นเรื่องดีที่ทุกคนในสังคมไม่นิ่งเฉย เมื่อพบเห็นสิ่งที่อาจเข้าข่ายว่าเป็นการละเมิดสิทธิในร่างกายของเด็ก แต่ยิ่งมีการแชร์, รีทวีต หรือพูดถึงมากเท่าไร สังคมก็ยิ่งมีความ ‘ตื่นตระหนก’ มากขึ้นเท่านั้น จนอาจเข้าข่าย Moral Panic

Moral Panic เป็นปรากฏการณ์ทางจิตสังคมอย่างหนึ่ง ที่สาธารณชนเกิดความกังวลต่อเหตุการณ์หนึ่งๆ แบบตื่นตระหนก และยิ่งตื่นตระหนกมาก พูดถึงมาก รับสื่อมาก ก็ยิ่งผลิตซ้ำความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง

ส่วนการผลิตซ้ำความรุนแรง คือการนำเสนอเรื่องราวความรุนแรง ไม่ว่าจะกระทบทางกายหรือทางจิตใจของเหยื่อซ้ำๆ แม้ว่าเหตุการณ์จริงๆ จะจบไปแล้ว แต่ก็ยังถูกนำมาพูดถึงหรือเผยแพร่อย่างต่อเนื่อง จนอาจส่งผลเสียต่อสภาพจิตใจของผู้ถูกกระทำ

ยกตัวอย่างเช่น กรณีข่าวข่มขืน ในกระบวนการสอบสวน เหยื่อต้องเล่าเหตุการณ์ซ้ำๆ หรือตอบคำถามนักข่าวซ้ำๆ โดยที่สื่อต่างๆ ก็นำเสนอข่าวกันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแม้ว่าทั้งหมดนั้น จะเป็นไปด้วยเจตนาดี เพื่อสร้างความตระหนักรู้ในสังคม หรือเป็นกรณีศึกษา แต่สิ่งเหล่านี้ล้วนส่งผลต่อจิตใจของเหยื่อได้ไม่จบสิ้น  

แม้เราอาจกล่าวได้ว่า สื่อเป็นตัวแปรสำคัญในการผลิตซ้ำดังกล่าว แต่ประชาชน-หรือชาวโซเชียลฯ-ในฐานะผู้แชร์หรือแสดงความคิดเห็น ก็อาจเข้าข่ายผลิตซ้ำความรุนแรงได้เช่นกัน โดยเฉพาะในโซเชียลฯ ที่การแชร์ซ้ำๆ หรือการรีทวีตเป็นล้านๆ ครั้ง ย่อมส่งผลกระทบต่อเหยื่อและคนใกล้ตัวเหยื่ออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

ในความปรารถนาดีนั้น จึงอาจต้องเพิ่มความใส่ใจอีกสักนิด ว่าจะแชร์และพูดถึงประเด็นละเอียดอ่อนเหล่านี้อย่างไร ที่จะไม่สร้างความเจ็บช้ำซ้ำๆ ให้กับผู้ที่เป็นเหยื่ออีก

Share แต่ไม่ Shame 

การแบ่งปัน, การแสดงความคิดเห็น และการแสดงความห่วงใยในประเด็นร้อนของสังคม อาจเป็นสิ่งที่แสดงว่า เราไม่เพิกเฉยต่อปัญหาในสังคม แต่ในขณะเดียวกัน สำหรับผู้ที่ไม่แชร์หรือไม่แสดงความคิดเห็นในประเด็นเดียวกับเราผ่านโลกออนไลน์ ก็อาจไม่ได้หมายความว่า เขานิ่งเฉย หรือไม่รู้สึกรู้สาอะไร 

โซเชียลมีเดียทำให้การ ‘ไม่โพสต์’ หรือ ‘ไม่แสดงความคิดเห็น’ ใดๆ กลายเป็นเรื่องแปลก ความเงียบกลายเป็นสิ่งที่น่าสงสัย หลายคนถูกมองว่า ‘การเงียบ’ เท่ากับ Ignorance กล่าวคือเป็นการเพิกเฉย-ไม่แยแส ซึ่งในความเป็นจริง ก็อาจมีคนบางกลุ่มที่ไม่แสดงออกใดๆ เพราะพวกเขาไม่ใส่ใจจริงๆ แต่ก็อาจมีคนอีกบางกลุ่มที่ไม่ได้เป็นแบบนั้นด้วยเช่นกัน

และก็ใช่ว่าคนที่แสดงความคิดเห็นทุกคนจะใส่ใจกับการแก้ปัญหาจริงๆ เพราะบางครั้ง การแชร์หรือแสดงความคิดเห็นก็อาจเป็นเพียง ‘ความสนุก’ ตามกระแสที่ไม่ได้คาดหวังผลของการเปลี่ยนแปลงใดๆ ซึ่งหากเป็นอย่างหลัง นอกจากการแชร์จะไม่ช่วยแล้ว ก็อาจเป็นการสร้างความอับอาย (Shaming) ซ้ำเติมบาดแผลในใจของเหยื่อ


แม้พ่อแม่จะเป็นผู้ให้กำเนิด แต่พ่อแม่ไม่ได้มีสิทธิเหนือร่างกายของลูก โดยเฉพาะเมื่อเด็กๆ เริ่มเติบโตขึ้น พ่อแม่ก็ต้องระมัดระวังในการแสดงความรัก และควรเคารพพื้นที่ส่วนตัวของลูก

share


นยุคปัจจุบัน นอกจากจะต้องเป็น ‘พลเมืองที่ดีของสังคม’ แล้ว เราก็อาจต้องค่อยๆ เรียนรู้และปรับตัวให้พร้อมเป็น ‘พลเมืองดิจิทัล’ ที่ดีด้วย เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่า ทุกวันนี้ ก็เหมือนเรากำลังใช้ชีวิตอยู่ในโลกสองใบ คือ โลกภายนอกจริงๆ ที่ผู้คนมาพบปะสังสรรค์กันซึ่งๆ หน้า กับโลกออนไลน์ ที่เราจะสามารถเป็นใครก็ได้ แชร์อะไรก็ได้ แสดงความคิดเห็นอย่างไรก็ได้ โดยลืมคำนึงถึงผลกระทบที่จะตามมา

ในฐานะพ่อแม่ สิ่งที่ต้องระวังคือ การแชร์ข้อมูล, รูปภาพ และคลิปวิดีโอต่างๆ ของเด็กๆ เพราะแม้เราจะคิดว่า ‘น่ารัก’ แต่สิ่งเหล่านั้นจะเป็นตราประทับในชีวิตของเด็กไปชั่วนิรันดร์

จงอย่าลืมว่า แม้พ่อแม่จะเป็นผู้ให้กำเนิด แต่พ่อแม่ไม่ได้มีสิทธิเหนือร่างกายของลูก โดยเฉพาะเมื่อเด็กๆ เริ่มเติบโตขึ้น พ่อแม่ก็ต้องระมัดระวังในการแสดงความรัก และควรเคารพพื้นที่ส่วนตัวของลูก

การกอดหรือการสัมผัสควรอยู่ในขอบเขตที่ไม่ทำให้เด็กๆ ต้องรู้สึกอึดอัด กล่าวคือ ห้ามสัมผัสบริเวณที่เสื้อผ้าปกปิด ไม่ว่าจะภายในหรือภายนอก และหากเด็กๆ ปฏิเสธ ก็ควรเคารพสิทธิของพวกเขา อย่าทำให้เด็กๆ รู้สึกผิดด้วยคำพูด เช่น “กอดแค่นี้ก็ไม่ได้ ไม่รักแม่แล้วเหรอ” หรือ “เล่นด้วยไม่ได้ ทีหลังไม่ต้องมาเล่นกับพ่อเลยนะ”

ขณะที่ชาวโซเชียลฯ ก็ควรคำนึงอยู่เสมอว่า ทุกการแชร์ คือการผลิตซ้ำภาพและเรื่องราวของเหยื่อ ที่แม้เหตุการณ์จริงอาจจบไปแล้ว แต่โลกออนไลน์ยังคงคอยตอกย้ำอยู่เรื่อยๆ 

เพราะสุดท้ายแล้ว ความเจ็บปวดที่มากกว่าการถูกกระทำ อาจเป็นการถูกตอกย้ำเรื่องที่ผ่านไปแล้วอย่างไม่จบไม่สิ้นก็เป็นได้ 


อ้างอิง: Revisesociology.com, Humanium.org, Stuff.co.nz


Share article
  • Line
  • link
creator
Author
สุภาวดี ไชยชลอ
อดีตนักเขียนนิตยสารบันทึกคุณแม่ ปัจจุบันเป็นนักเขียนอิสระ และคุณแม่ของลูกสาว Homeschool ที่ชอบดูซีรีส์เกาหลี

Follow