ไมโครไบโอม : เสริมสร้างความงามด้วย ‘จุลชีพ’ เทรนด์ใหม่ที่กำลังมาแรง
...
LATEST
Summary
- หลังจากนี้ไป เชื่อว่าคุณจะได้ยินคำว่า ‘ไมโครไบโอม’ (Microbiome) หรือ ‘ชีวนิเวศจุลชีพ’ บ่อยขึ้นเรื่อยๆ เพราะนี่เป็นกระแสที่มาแรงในแวดวงของการดูแลสุขภาพ
- ต้องบอกว่าไม่ใช่เฉพาะเรื่องความสวยงามแค่ภายนอก แต่ไมโครไบโอมถูกศึกษาอย่างต่อเนื่องมานานหลายปี ในเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับชีวนิเวศจุลชีพที่อาศัยอยู่บนร่างกายของเรา ทั้งบนผิวหนัง และภายในร่างกาย
- นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่า หากเราสามารถรักษาสมดุลของจุลชีพที่อาศัยอยู่กับเราได้ ก็จะทำให้สุขภาพของเราดีตามไปด้วย
...
“ทุกวันที่เราใช้ชีวิต และทุกมื้อที่เรากินอะไรเข้าไป
ไม่ว่าดีหรือเลว ล้วนส่งผลต่อจุลินทรีย์มากมายที่อยู่ในตัวเรา”
จูเลีย เอ็นเดอร์
นักวิทยาศาสตร์ และผู้เขียนหนังสือ Gut: The Inside Story of Our Body's Most Underrated Organ
หลังจากนี้ไป เชื่อว่าคุณจะได้ยินคำว่า ‘ไมโครไบโอม’ (Microbiome) หรือ ‘ชีวนิเวศจุลชีพ’ บ่อยขึ้นเรื่อยๆ เพราะนี่เป็นกระแสที่มาแรงในแวดวงของการดูแลสุขภาพ
ต้องบอกว่าไม่ใช่เฉพาะเรื่องความสวยงามแค่ภายนอก แต่ไมโครไบโอมถูกศึกษาอย่างต่อเนื่องมานานหลายปี ในเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับชีวนิเวศจุลชีพที่อาศัยอยู่บนร่างกายของเรา ทั้งบนผิวหนัง และภายในร่างกาย ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่า หากเราสามารถรักษาสมดุลของจุลชีพที่อาศัยอยู่กับเราได้ ก็จะทำให้สุขภาพของเราดีตามไปด้วย
หลายคนน่าจะพอรู้อยู่แล้วว่า ร่างกายของเรามีไมโครไบโอมหลากหลายประเภทนับแสนล้านตัว ตั้งแต่แบคทีเรีย, ไวรัส, เชื้อรา, ฯลฯ อาศัยอยู่ตามส่วนต่างๆ ซึ่งทั้งหมดนั้นประกอบรวมกันเป็นชีวนิเวศจุลชีพ โดยความหมายรวมๆ ของมันก็คือระบบนิเวศเล็กๆ ที่อาศัยอยู่บนผิวหนัง, เหงือก, ฟัน, ระบบทางเดินอาหาร, ปาก, หลอดอาหาร, ลำไส้เล็ก, ลำไส้ใหญ่, ฯลฯ -- นักวิทยาศาสตร์คาดกันว่าจำนวนของจุลชีพเหล่านี้ น่าจะมีมากกว่าจำนวนเซลล์ต่างๆ ในร่างกายของมนุษย์ทั้งหมดรวมกันถึง 10 เท่า
เปรียบเทียบให้เข้าใจง่ายขึ้น ให้นึกถึงว่า ร่างกายของเราคือผืนป่าแอมะซอนที่เต็มไปด้วยระบบนิเวศเล็กๆ ทั้งตรงพื้นที่ริมแม่น้ำ, กลางป่า หรือบนต้นไม้ ...ร่างกายเราก็เป็นอย่างนั้น
ไมโครไบโอมเริ่มถูกพูดถึงเมื่อราว 300 ปีก่อน จุดเปลี่ยนที่สำคัญน่าจะมาจากการระบาดใหญ่ของโรคอหิวาต์ในลอนดอน ซึ่งทำให้คนหันมาสนใจบทบาทของสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ที่อาศัยอยู่ในร่างกายของเรา และมีการพัฒนาการศึกษาเรื่อยมา จนพบว่า แม้ไมโครไบโอมจะเกี่ยวข้องกับการเกิดโรคต่างๆ ของมนุษย์ แต่ขณะเดียวกัน มันก็มีประโยชน์กับเราด้วยเช่นกัน
ปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถอธิบายได้อย่างชัดเจนว่า พวกมันมีอิทธิพลต่อชีวิตและสุขภาพของเรามากน้อยขนาดไหน เพราะแม้จะศึกษามานาน แต่ด้วยความที่พวกมันมีขนาดเล็ก และมีระบบนิเวศที่ซับซ้อน จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำความเข้าใจ -- เราจึงรู้เพียงว่าพวกมันมีอิทธิพลพอสมควรในการดำรงชีวิตของมนุษย์ตั้งแต่เราเกิดจนตาย
เพราะมีการค้นพบว่านอกเหนือจากยีนที่เราได้จากพ่อแม่ เรายังมีอีกกว่า 3.3 ล้านยีนที่ได้มาจากไมโครไบโอมที่ส่งต่อกันมาด้วย
โดยนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า ทารกในครรภ์นั้น ยังไม่มีกลุ่มไมโครไบโอมอาศัยอยู่ในร่างกาย แต่จะเกิดการสะสมของเชื้อแบคทีเรียต่างๆ จากแม่ ผ่านการคลอดตามธรรมชาติ ซึ่งก็มีรายงานทางวิชาการหลายชิ้นแสดงให้เห็นว่า เด็กที่เกิดจากการคลอดโดยธรรมชาติจะได้รับแบคทีเรียที่มีประโยชน์ต่อการเจริญเติบโต มากกว่าเด็กที่คลอดโดยการผ่าตัด เนื่องจากเด็กที่คลอดด้วยวิธีหลังจะไม่มีโอกาสได้สัมผัสน้ำคร่ำและแบคทีเรียที่อยู่ในช่องคลอดของแม่ ซึ่งมีประโยชน์ต่อการพัฒนาภูมิคุ้มกันและการพัฒนาของสมอง เชื้อเหล่านั้นจะค่อยๆ เพิ่มจำนวนขึ้นจนกลายเป็นชีวนิเวศจุลชีพอาศัยอยู่ในร่างกายของทารก และหลังจากผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ จำนวนไมโครไบโอมในร่างกายของทารกก็จะค่อยๆ คงที่
วิทยาการสมัยใหม่ทำให้เราสามารถศึกษาไมโครไบโอมในระดับยีนได้ ซึ่งดีกว่าการศึกษาแบบเก่าจากการเพาะเชื้อในจานเพาะ เราจึงพบว่าไมโครไบโอมเหล่านี้เกี่ยวข้องกับสมดุลของร่างกายหลายๆ อย่าง ซึ่งคาดกันว่าไมโครไบโอมที่อาศัยในร่างกายมนุษย์ น่าจะมีตั้งแต่ 3,500-35,000 สายพันธุ์ และบางสายพันธุ์ก็จะมีความสอดคล้องกันเมื่ออาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ใกล้เคียงกัน (เช่น สายพันธุ์เกี่ยวกับระบบการย่อยอาหาร ที่พบในช่องปาก ฟัน ลิ้น และเหงือก อาจมีบางอย่างใกล้เคียงกับจุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่ในลำไส้ใหญ่) ซึ่งชีวนิเวศจุลชีพนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ตามอายุของเรา และสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยของมนุษย์ที่แตกต่างกันไป
แล้วไมโครไบโอมพวกนี้มาเกี่ยวข้องกับความสวยความงามได้ยังไง ...มาครับ, เราจะสรุปง่ายๆ ให้อ่าน เริ่มจากเรื่องของ ‘ความอ้วน’ ก่อน
ไมโครไบโอม กับความอ้วน
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า สิ่งมีชีวิตเล็กๆ พวกนี้เกี่ยวข้องกับความอ้วนของคนเราด้วย โดยมีการศึกษาบทบาทหน้าที่ของไมโครไบโอมในลำไส้จากการนำหนูทดลองที่เลี้ยงด้วยเทคนิคปลอดเชื้อ มาเลี้ยงดูตามธรรมชาติ จนมีการสะสมของไมโครไบโอมในลำไส้ พบว่าหนูทดลองกินอาหารได้น้อยลง แต่ร่างกายกลับอ้วนขึ้น เนื่องจากปริมาณโมโนแซกคาไรด์ (Monosaccharide) ที่มีมากขึ้น ทำให้ตับกักเก็บไขมันเพิ่มขึ้น
การศึกษาในหนูทดลองที่เป็นโรคอ้วนพบว่า มีไมโครไบโอมบางกลุ่มที่คนเหล่านี้มีมากกว่าคนทั่วไป ซึ่งไมโครไบโอมพวกนี้ดูดซึมกรดไขมันได้ดีกว่า ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งว่า ทำไมบางคนถึงไม่สามารถจะลดน้ำหนักได้ผล ทั้งที่ก็ออกกำลังกายและควบคุมอาหารอย่างดีแล้ว
ตอนนี้ นักวิทยาศาสตร์พบแล้วว่า นอกเหนือจากการควบคุมอาหารหรือการออกกำลังกายแล้ว สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน ก็คือ ต้องปรับสมดุลในลำไส้ไปด้วย โดยเพิ่มอาหารให้กับไมโครไบโอมเหล่านี้ นั่นคือ พรีไบโอติกต่างๆ เพื่อเพิ่มจำนวนไมโครไบโอมประเภทที่เราต้องการ
และขณะเดียวกันก็อาจต้องเติมโพรไบโอติก หรือจุลชีพที่มีประโยชน์เข้าไป เพื่อลดบทบาทของบางตัวที่เก่งเรื่องการสะสมไขมันเข้าไปในลำไส้ ซึ่งเราน่าจะเริ่มได้เห็นอาหารเสริมเหล่านี้บ้างแล้วในตลาด
แต่เราขอแนะนำว่า คุณต้องมีวินัยในการใช้ชีวิต ควบคู่ไปกับการมีเงินในกระเป๋าอีกหน่อย เพื่อการนี้ เพราะราคาสำหรับรูปร่างที่ดีขึ้นและยั่งยืนด้วยนั้น ไม่ใช่ถูกๆ
ไมโครไบโอม กับผิว
เรื่องนี้ก็น่าสนใจไม่น้อยไปกว่าความอ้วน เพราะตอนนี้ เราจะเริ่มเห็นผลิตภัณฑ์หลายๆ ตัว ไม่ว่าจะเป็นสกินแคร์ราคาสูงอย่าง Lancome หรือสกินแคร์สายคลีนอย่าง Drunk Elephant ก็ล้วนมีไมโครไบโอม กระทั่งสกินแคร์เพื่อมวลชนอย่าง Aveeno ก็เริ่มให้ความรู้กับผู้บริโภคว่าไมโครไบโอมดีต่อผิวอย่างไร
จริงๆ แล้วผิวหนังเป็นอวัยวะที่มีพื้นที่มากที่สุดในร่างกาย ซึ่งก็ไม่แปลกที่เราจะมีไมโครไบโอมหลากหลายสายพันธุ์อาศัยอยู่ตามส่วนต่างๆ ทั้งแบคทีเรีย, เชื้อรา และไวรัส ที่ส่วนใหญ่จะมีความสัมพันธ์กับมนุษย์โดยอยู่ร่วมกันอย่างเกื้อกูล มีหน้าที่ป้องกันการบุกรุกจากจุลชีพก่อโรคต่างๆ ซึ่งแต่ละบริเวณของร่างกายก็จะมีลักษณะแตกต่างกันไปตามเคมีและกายภาพของแต่ละบุคคล เพราะผิวหนังแต่ละคนในแต่ละส่วนนั้นไม่เหมือนกัน มีทั้งความเย็น, ความเป็นกรด, ความแห้ง, ความหนาของผิว และความหนาแน่นของรูขุมขน ฯลฯ -- ทั้งหมดนี้เป็นปัจจัยที่ทำให้แต่ละคนมีไมโครไบโอมแตกต่างกัน
เรียกว่าไมโครไบโอมบนผิวหนังก็มีความซับซ้อนไม่แพ้กับที่อยู่ในร่างกายเลย
หน้าที่หลักๆ ของไมโครไบโอมบนผิวหนังชั้นนอก คือเป็นตัวกั้นจุลชีพก่อโรคและสารพิษต่างๆ ไม่ให้เข้าไปในร่างกาย ซึ่งปัจจุบัน การ ‘ให้อาหารผิว’ นั้น ก็คือการให้อาหารไมโครไบโอมเหล่านี้นี่แหละครับ
โดยมากสกินแคร์ที่เน้นเรื่องไมโครไบโอม จะมีส่วนผสมที่มาจากการหมักของพืช (เช่น มีส่วนผสมของสาเก, ข้าวหมัก, คอมบุฉะ เป็นต้น) เพื่อให้เกิดจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ ซึ่งไมโครไบโอมเล็กๆ บนผิวหนังสามารถนำไปใช้รักษาความชุ่มชื้นได้ ...แต่ต้องลองดูให้ดีนะครับ เพราะไมโครไบโอมบางกลุ่มสามารถสร้างกรด จนทำให้ผิวมีสภาวะเป็นกรดอ่อนๆ ซึ่งหากคุณเป็นคนแพ้ง่ายก็ต้องระวังด้วยเช่นกัน
ประโยชน์ของสกินแคร์ที่มีไมโครไบโอมนั้น มีมากมาย ทั้งการช่วยให้เกิดความสมดุลของแบคทีเรียบนผิวหนัง, การใช้แบคทีเรียบางตัวเป็นเกราะป้องกันแสงอัลตราไวโอเลตแทนสารเคมี หรือการสร้างฟิล์มชีวภาพที่ยากต่อการชำระล้าง เพื่อทำหน้าที่เป็นเกราะทางกายภาพป้องกันการแทรกซึมผ่านของสารเคมี
แต่น่าเสียดายที่เราต้องบอกคุณว่าการใช้เครื่องสำอางและสารชะล้างต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสบู่, โฟมล้างหน้า, แชมพู ล้วนมีส่วนทำลายความสมดุลของผิว และเอาไมโครไบโอมที่ดีออกไปจากผิวด้วย
นักวิทยาศาสตร์ยังพบว่า สิ่งที่อันตรายมากสำหรับไมโครไบโอม ก็คือ เครื่องสำอางต่างๆ อย่างรองพื้น, มาสคาร่า, หรืออายแชโดว์ เพราะต่อให้คุณล้างไปหมดจดเพียงใด มันก็อาจตกค้างบนใบหน้านานเป็นสัปดาห์ได้เลยทีเดียว
การรักษาสมดุลอย่างง่ายๆ ของผิวหนัง ก็เหมือนกับที่คุณหมอรักษาสิวบอกเราบ่อยๆ นั่นแหละ ว่าให้ลดการแต่งหน้า ลดการใช้สารเคมี พยายามล้างหน้าด้วยน้ำเปล่า และลองมองหาสกินแคร์ที่มีส่วนผสมจากการหมักของพืช -- เท่านี้ก็น่าจะช่วยให้ไมโครไบโอมบนหน้าของคุณอยู่ได้อย่างเป็นสุข และผิวของคุณก็จะชุ่มชื่นขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติด้วย
อย่างไรก็ดี ไมโครไบโอมไม่ใช่ของวิเศษ การจะมีสุขภาพที่ดีได้นั้น ต้องประกอบไปด้วยหลายปัจจัย ดังนั้น พยายามถอยมามองตัวคุณเองในภาพรวมว่า คุณกินอยู่หลับนอนได้อย่างสมดุลแล้วหรือยัง
เพราะสิ่งนั้นจะสร้างความสวยแบบยั่งยืนให้กับคุณได้มากกว่า
We Recommended :
หากเราอยากหาสกินแคร์ที่มีไมโครไบโอม ลองดูแบรนด์เหล่านี้ก็ได้ครับ เพราะทั้งสามแบรนด์สามารถหาซื้อได้ทั่วไป และมีหลากหลายราคาตามนวัตกรรมของแต่ละแบรนด์ ไม่ว่าจะเป็น ปัญญ์ปุริ (Panpuri) แบรนด์ของคนไทยที่เริ่มใช้ไมโครไบโอมในการบำรุงผิวหน้าอย่าง ArunaYouth Complex Probiotic Age Delay SOS Serum หรือหากอยากลองล้างหน้าพร้อมรักษาสมดุลของไมโครไบโอม สามารถลอง Kombucha Cleansing จาก Fresh ที่ราคาไม่แรงนัก แต่ใช้แล้วได้ผล ...สำหรับโลชั่น หากคุณเป็นคนผิวแพ้ง่าย ลอง Aveeno Skin Relief Mouisturizing Lotion ก็ได้ครับ เพราะมีพรีไบโอติกที่ได้จากข้าวโอ๊ตผสมอยู่
