Humberger Menu

เขา ‘ปลูกเนื้อสัตว์’ กันไปถึงไหน? : Lab-Grown Meat เนื้อเทียมเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

คุณสามารถอ่านได้อีก

5

บทความ

Register

or

Login

creator
ธัญศา สิงหปรีชา
LineCopy

LATEST

+
‘สิทธิที่จะตาย’ มีจริงไหม? ผู้ป่วยชาวโคลอมเบีย ถูกระงับการการุณยฆาต ก่อนเวลานัดไม่กี่ชั่วโมง
Summary
  • รู้หรือไม่ว่า เมื่อลองเอาน้ำหนักของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมบนโลกใบนี้ มาคำนวณดูแล้ว มนุษย์เราและสัตว์ป่าจะมีจำนวนเพียง 36% และ 4% เท่านั้น ส่วน 60% ก็คือสัตว์ที่ถูกเลี้ยงในระบบปศุสัตว์ โดยในทุกวัน จะมีไก่กว่า 130 ล้านตัว และหมูอีกกว่า 4 ล้านตัว ที่ถูกลำเลียงเข้าโรงฆ่าสัตว์ เพื่อนำมาเป็น ‘อาหาร’ ของเรา
  • นอกจากจะนำมาสู่ข้อถกเถียงทางจริยธรรมในหมู่ผู้บริโภคแล้ว ตัวเลขเหล่านี้ก็ยังบ่งบอกถึงการใช้ ‘ทรัพยากรทางธรรมชาติ’ ไปกับการปศุสัตว์ ทั้งน้ำและที่ดินจำนวนมหาศาล รวมถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ที่ฟาร์มสัตว์จะปล่อยก๊าซเรือนกระจกตั้งแต่ต้นทางไปจนถึงปลายทางของระบบ -- เหล่านี้อาจเป็นปัจจัยที่ทำให้ผู้คนบริโภคเนื้อสัตว์น้อยลง ซึ่งก็ยังไม่นับรวมถึงการที่ใครหลายคนหันมาใส่ใจสุขภาพของตัวเองมากขึ้น
  • นักทดลองจึงต่างมุ่งมั่นค้นคว้าวิจัยเพื่อสร้างอาหารที่ ‘เลียนแบบเนื้อสัตว์’ ให้ประสบความสำเร็จ เช่น เนื้อเทียมจากพืช (Plant-Based Meat) และเนื้อเทียมเพาะเลี้ยง (Lab-Grown Meat) ที่เป็นการคัดเลือกส่วนของเซลล์จากเนื้อสัตว์ มาเพาะเลี้ยงเพื่อเพิ่มจำนวน แทนการฆ่าสัตว์จริงๆ เป็นอาหาร


รู้หรือไม่ว่า เมื่อลองเอาน้ำหนักของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมบนโลกใบนี้ มาคำนวณดูแล้ว มนุษย์เราและสัตว์ป่าจะมีจำนวนเพียง 36% และ 4% เท่านั้น ส่วน 60% ก็คือสัตว์ที่ถูกเลี้ยงในระบบปศุสัตว์ 

โดยในทุกวัน จะมีไก่กว่า 130 ล้านตัว และหมูอีกกว่า 4 ล้านตัว ที่ถูกลำเลียงเข้าโรงฆ่าสัตว์ เพื่อนำมาเป็น ‘อาหาร’ ของเรา

นอกจากจะนำมาสู่ข้อถกเถียงทางจริยธรรมในหมู่ผู้บริโภคแล้ว ตัวเลขเหล่านี้ก็ยังบ่งบอกถึงการใช้ ‘ทรัพยากรทางธรรมชาติ’ ไปกับการปศุสัตว์ ทั้งน้ำและที่ดินจำนวนมหาศาล รวมถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ที่ฟาร์มสัตว์จะปล่อยก๊าซเรือนกระจกตั้งแต่ต้นทางไปจนถึงปลายทางของระบบ อาทิ ก๊าซมีเทน และไนตรัสออกไซด์ ที่เป็นตัวการก่อให้เกิดภาวะโลกร้อนมากกว่าคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 28 เท่า

และค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาสัตว์เหล่านี้ ก็มีมูลค่ามหาศาล ทั้งจากการปนเปื้อนของสิ่งปฏิกูล และการติดเชื้อในสัตว์ ที่ทำให้เจ้าของฟาร์มหลายแห่งต้องใช้ยาปฏิชีวนะมากเกินความจำเป็น กระทั่งถึงการใช้ฮอร์โมนเร่งการเจริญเติบโต เพื่อลดต้นทุนและตอบสนองความต้องการของตลาดได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่ได้คำนึงถึงสวัสดิภาพของสัตว์และคุณภาพชีวิตของผู้บริโภค

เหตุผลข้างต้นเหล่านี้อาจเป็นปัจจัยที่ทำให้ผู้คนหันมาบริโภคเนื้อสัตว์น้อยลง ซึ่งก็ยังไม่นับรวมถึงการที่ใครหลายคนหันมาใส่ใจสุขภาพของตัวเองมากขึ้น

แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลกลใดก็ตาม กระแสการบริโภคเนื้อสัตว์ที่ลดน้อยลง ทำให้นักทดลองต่างมุ่งมั่นค้นคว้าวิจัยเพื่อสร้างอาหารที่ ‘เลียนแบบเนื้อสัตว์’ ให้ประสบความสำเร็จ ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา ก็มีนวัตกรรม ‘เนื้อเทียม’ เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่น เนื้อเทียมจากพืช (Plant-Based Meat) ที่ตอนนี้มีวางจำหน่ายทั่วไป-รวมถึงในบ้านเราเช่นกัน

จากเนื้อเทียมที่ทำจากพืช เทคโนโลยีในปัจจุบันได้พาเรามาถึงเนื้อเทียมเพาะเลี้ยง (Lab-Grown Meat หรือ Cultured Meat) ที่เป็นการคัดเลือกส่วนของเซลล์จากเนื้อสัตว์ อย่างเช่น กล้ามเนื้อ, เนื้อเยื่อ หรือไขมัน มาเพาะเลี้ยงเพื่อเพิ่มจำนวน แทนการฆ่าสัตว์จริงๆ เป็นอาหาร ซึ่งในกระบวนการนี้ก็ยังสามารถเติมกลิ่น, สารอาหาร หรือแม้กระทั่งยารักษาโรคลงไปได้ด้วย



ล่าสุด Eat Just บริษัทสตาร์ทอัพจากสหรัฐอเมริกา ที่เคยประสบความสำเร็จจากผลิตภัณฑ์ ‘ไข่จากพืช’ ที่ชื่อ Just Egg ก็สามารถผลิตเนื้อไก่เทียมในถังปฏิกรณ์ชีวภาพได้แล้ว โดยเพาะเลี้ยงสารอาหารต่างๆ เช่น ถั่วเหลือง และข้าวโพด เป็นเวลา 14 วัน จนเซลล์เจริญเติบโตเต็มที่ และจัดจำหน่ายในชื่อแบรนด์ Good Meat ซึ่งก็ได้รับการอนุมัติให้ขายในสิงคโปร์เป็นประเทศแรก ด้วยเมนู ‘นักเก็ตไก่’ ที่ขายในร้าน 1880 ตั้งแต่ปลายปี 2020 

และในปัจจุบัน ก็ยังได้ร่วมมือกับโรงแรม JW Marrio Singapore South Beach เพื่อพลิกโฉมภัตตาคารกวางตุ้ง Madame Fan ให้เป็นร้านอาหารแห่งแรกที่จะเปลี่ยนจากการใช้เนื้อสัตว์มาเป็นเนื้อเทียมเพาะเลี้ยง โดยในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ทางโรงแรมได้เริ่มทำเมนูจากเนื้อไก่เทียมออกจำหน่ายแบบเดลิเวอรีเป็นรายแรก ซึ่งแต่ละเมนู อาทิ สลัดไก่สไตล์เอเชียนกับน้ำสลัดงามิริน หรือเกี๊ยวไก่นึ่ง ก็ดูน่าอร่อยไม่แพ้เนื้อไก่จริงๆ เลย

อนึ่ง แม้ในช่วงแรกๆ เนื้อเทียมเพาะเลี้ยงนี้จะมีราคาแพงกว่าเนื้อสัตว์อยู่มาก แต่ทาง Eat Just ก็ยืนยันว่า ในอนาคตเมื่อกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น ราคาของมันก็จะไม่ต่างไปจากเนื้อไก่พรีเมียม โดยคาดการณ์กันว่าในปี 2040 เนื้อที่วางจำหน่ายในท้องตลาดราว 60% จะไม่ได้มาจากการทำปศุสัตว์อีกต่อไป โดย 35% จะมาจากเนื้อเทียมเพาะเลี้ยง ส่วนอีก 25% จะเป็นเนื้อเทียมจากพืช 

การผลักดันเนื้อเทียมเพาะเลี้ยงสู่ตลาดโลกในช่วงเวลานี้ จึงน่าจะได้เรียกได้ว่า เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญของอุตสาหกรรมการทำปศุสัตว์และนวัตกรรมเนื้อเทียม ที่อาจนำไปสู่การรักษาสมดุลสิ่งแวดล้อม สวัสดิภาพของสัตว์ร่วมโลก และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของมนุษย์เราในอนาคต



อ้างอิง: Weforum.org, Academic.oup.com, The Guardian (1, 2), Sciencefocus.com, The Conversation (1, 2), Business Insider, CNBC, Goodmeat.co, Businesswire.com


Share article
  • Line
  • link
creator
Author
ธัญศา สิงหปรีชา
อดีตทำงานด้านการแพทย์แผนตะวันออก แต่ชอบปรุงอาหารมากกว่าปรุงยา ปัจจุบันเลยผันตัวมาเป็นนักทดลองในห้องครัว

Follow