Humberger Menu

20 ปี เหตุการณ์ 9/11 20 ปีสงครามต่อต้านการก่อการร้าย การเมืองอัฟกานิสถานภายใต้ตาลีบัน

creator
อาทิตย์ ทองอินทร์
LineCopy

LATEST

+
Summary
  • หลังสหรัฐฯ บุกอัฟกานิสถานในปี 2001 ตาลีบันแตกพ่ายไปเพียง 5 ปี หลังจากนั้นการต่อสู้ทั้งทางการทหารและการเมืองที่ยาวนานไม่น้อยกว่า 15 ปี ทำให้ตาลีบันกลับมามีอำนาจได้ และนี่มิใช่เพราะอเมริกาถอนทหารออกไปเท่านั้น
  • ยุทธการทำสงครามกับการก่อการร้ายของชาติตะวันตกก่อให้เกิดผลกระทบเชิงลบอย่างกว้างขวาง ทั้งในระดับปฏิบัติการและระดับการบริหาร ผู้คนจำนวนไม่น้อยจึงมีใจเอนเอียงไปทางตาลีบัน เพราะอย่างน้อยก็เสมือนเป็นผู้ขับไล่สหรัฐฯ ซึ่งเป็นผู้รุกรานออกไป
  • การทำสงครามต่อต้านการก่อการร้ายที่ยาวนานครั้งนี้แสดงให้เห็นแล้วว่า การแก้ปัญหาการก่อการร้ายไม่อาจแก้ไขได้ด้วยสงคราม แต่ต้องทำในมิติการเมืองและสังคมควบคู่ไปด้วย


เมื่อวันศุกร์ที่ 10 กันยาที่ผ่านมา สาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ได้จัดงานอภิปรายทางวิชาการออนไลน์ ในหัวข้อ ‘ระเบียบใหม่(?) ทางการเมืองของอัฟกานิสถาน: นัยต่อภูมิภาค โลก และไทย’ เนื่องในโอกาสวันสถาปนามหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชครบ 43 ปี โดยได้รับเกียรติจาก ศ.ดร.จรัญ มะลูลีม มาเป็นองค์ปาฐกเปิดการอภิปราย ซึ่งวงอภิปรายประกอบด้วย ดร.ดวงยิหวา อุตรสินธุ์ คุณดาราณี ทองศิริ และผู้เขียน ผศ.อาทิตย์ ทองอินทร์ โดยมี อ.สุวิชชญา จันทรปิฎก เป็นผู้ดำเนินรายการ ผู้เขียนเห็นว่าจะเป็นประโยชน์ที่เพิ่มพูนขึ้น จึงขอใช้พื้นที่นี้ขยายความการนำเสนอของตนเองในวงอภิปรายดังกล่าว ประกอบกับวงเสวนาอื่นอันนับเนื่องจากสถานการณ์อัฟกานิสถานและการครบรอบเหตุการณ์ 9/11 ที่ผู้เขียนได้ร่วมเป็นวิทยากรแลกเปลี่ยน

เนื้อหาของบทความนี้จึงมีลักษณะเป็นการใช้สถานการณ์การเมืองอัฟกานิสถานเป็นกรณีศึกษาที่วางอยู่ในภาพใหญ่ของสงครามต่อต้านการก่อการร้าย (War on Terror) และยุคสมัยที่บางคนเรียกกันว่า ‘โลกยุคหลัง 9/11’ (the Post-9/11 World) การชวนผู้อ่านสำรวจความเป็นไปของการเมืองอัฟกานิสถานจึงเป็นการทบทวนสถานการณ์ด้านการเมืองและความมั่นคงระหว่างประเทศ 20 ปี ให้หลังจากเหตุการณ์ 9/11 ไปด้วยในตัวเอง 

ภายหลังเหตุการณ์ 9/11 ซึ่งเกิดเหตุจี้เครื่องบินพุ่งชนอาคารเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ และเพนตากอนในสหรัฐอเมริกา เมื่อ 11 กันยายน 2001 การก่อเหตุรุนแรงครั้งใหญ่อันมีนัยเชิงสัญลักษณ์ของการโจมตีต่อสัญลักษณ์เชิงอำนาจทางเศรษฐกิจการค้า (เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์) และอำนาจทางการทหาร (เพนตากอน) ของสหรัฐอเมริกา รัฐบาลสหรัฐฯ ยุคนั้นระบุว่าเป็นฝีมือของกลุ่มอัลกออิดะห์ ซึ่งมีฐานพักพิงกบดานอยู่ในอัฟกานิสถาน โดยการเอื้ออำนวยของรัฐบาลตาลีบัน เป็นที่มาของการโจมตีกลับของอเมริกาต่ออัฟกานิสถานภายในปีเดียวกัน นับเป็นจุดเริ่มต้นอย่างเป็นทางการของ ‘สงครามต่อต้านการก่อการร้าย’ ของอเมริกาที่มีพื้นที่ปฏิบัติการรบหลักอยู่ในอัฟกานิสถานและอิรัก 

และเป็นสงครามยืดเยื้อมาจนถึงปัจจุบันยาวนานร่วม 20 ปี หรือ 2 ทศวรรษเต็มๆ ซึ่งหมายความว่า คนจำนวนไม่น้อยได้เติบโตหล่อหลอมตัวตนตนเองจากเด็กเป็นวัยรุ่น ภายใต้สภาพแวดล้อมของสงครามนับตั้งแต่เธอ/เขาลืมตาขึ้นมาดูโลก

ภายหลังรัฐบาลอเมริกาภายใต้ประธานาธิบดี โจ ไบเดน ถอนทหารออกจากอัฟกานิสถานได้เพียง 11 วัน เหตุการณ์ไม่คาดฝันของสังคมโลกก็ปรากฏขึ้น นั่นคือกลุ่มตาลีบันหวนกลับมายึดหลายเมืองใหญ่เรื่อยมาจนถึงกรุงคาบูล และภาพที่ถูกถ่ายทอดไปทั่วโลกว่าพวกเขาสามารถบุกเข้าไปนั่งในทำเนียบประธานาธิบดีได้สำเร็จ เป็นภาพสัญลักษณ์แห่งชัยชนะในการพิชิตยึดประเทศได้ของกลุ่มตาลีบันครั้งใหม่ ซึ่งเกิดขึ้นได้ในเวลาอันรวดเร็วมาก กลายเป็นข้อคำถามสงสัยอย่างกว้างขวางว่า อะไรทำให้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นได้?



การกลับมาของตาลีบัน ไม่ใช่เพราะการถอนกำลังของสหรัฐฯ  

แง่มุมเบื้องต้นสำหรับการทำความเข้าใจประเด็นนี้คือ การถอยกลับไปพิจารณาข้อเท็จจริงก่อนว่า แม้ในสงครามอัฟกานิสถานปี 2001 กองทัพของอเมริกาจะบดขยี้รัฐบาลตาลีบันจนแตกพ่ายยับเยิน ในระดับที่คนทั่วไปเชื่อว่าตาลีบันจะไม่สามารถหวนกลับสู่การต่อสู้ได้อีกต่อไป ขณะที่ผู้ก่อตั้งและผู้นำตาลีบันขณะนั้นอย่างมุลเลาะฮฺ โมฮัมเหม็ด อุมัร (Mullah Mohammed Omar) หลบหนีไปปากีสถาน 

แต่ให้หลังเพียงราวๆ 5 ปีเท่านั้น พวกเขาอาศัยฐานที่มั่นในปากีสถานทำการต่อสู้กลับ และแผ่ขยายอิทธิพลยึดพื้นที่และระดมการสนับสนุนของผู้คนเอาไว้ได้ในหลายส่วนของประเทศ โดยเฉพาะที่มั่นสำคัญในตอนใต้และตะวันออกของอัฟกานิสถาน

ห้วงเวลาหลังจากนั้นตลอดทั้งทศวรรษของ การเมืองอัฟกานิสถานก็ล้วนเป็นเรื่องราวการรุกคืบขยายอิทธิพลของตาลีบันไปได้กว้างทั่วประเทศ 

ดังนั้น ปรากฏการณ์ยึดประเทศได้อีกครั้งของกลุ่มตาลีบันที่เราเห็นกันในช่วงเดือนที่ผ่านมาจึงเป็นผลลัพธ์ของการต่อสู้ทั้งทางการทหารและการเมืองที่ยาวนานไม่น้อยกว่า 15 ปี มิใช่เป็นไปได้เพียงเพราะอเมริกาถอนทหารออกเท่านั้น 

งานวิชาการจำนวนมากมักให้น้ำหนักอธิบายความสำเร็จของตาลีบันว่าเป็นผลสำคัญจากความล้มเหลวเชิงยุทธศาสตร์ของอเมริกาและชาติพันธมิตรตะวันตก ในการดำเนินการต่ออัฟกานิสถาน ว่าบริบทความพยายามของประชาคมโลกต่อพื้นที่นี้ขาดความเป็นเอกภาพ งานบางชิ้นให้น้ำหนักเป็นพิเศษกับความล้มเหลวอันเกิดจากแนวทางสร้างรัฐและสร้างชาติของอเมริกาที่รวมศูนย์การตัดสินใจชี้นำไว้กับรัฐบาล (ที่มีระดับการทุจริตคอร์รัปชันสูงมาก) top-down ลงสู่สังคมที่เต็มไปด้วยความแตกต่าง หลากหลาย และมีธรรมชาติจะปลีกให้หลุดออกจากการควบคุมหรือตกอยู่ใต้อำนาจของส่วนกลางเป็นทุนเดิม 

แนวทางพัฒนาการเมืองในแบบอเมริกาจึงสร้างปัญหาให้กับมิติความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับสังคมในอัฟกานิสถาน พื้นที่หลังจึงเปิดกว้างรับการหนุนของกลุ่มที่สู้กับรัฐอย่างตาลีบันได้ไม่ยาก  


รวมไปถึงผลกระทบเชิงลบจากยุทธวิธีต่อต้านการก่อการร้ายในระดับปฏิบัติการของอเมริกาและพันธมิตรตะวันตกได้สร้างความสูญเสียและเจ็บปวดให้กับผู้คนอัฟกานิสถานอย่างกว้างขวาง 

ยุทธวิธีทางการทหารหลายครั้งสัมผัสได้อย่างชัดเจนถึงนัยของความเกลียดชังและเหยียดคนท้องถิ่นให้ต่ำเตี้ย เช่น ในปี 2010 ที่ปรากฏปฏิบัติการทางการทหารของนานาชาติต่ออัฟกานิสถานเข้มข้นที่สุด ทหารอเมริกันดำรงอยู่ในผืนแผ่นดินแห่งนี้ร่วม 100,000 นาย ทหารอเมริกา 4 นายซึ่งเรียกตนเองว่า ‘ทีมสังหาร’ (kill team) อันปฏิบัติการอยู่ในแถบกันดะฮาร์ (Kandahar) ล่าสังหารพลเรือนอัฟกานิสถานอย่างน้อย 3 ราย เพื่อ ‘ล่าแต้ม’ สะสมชิ้นส่วนศพเป็นถ้วยรางวัลแข่งกัน (human trophy collecting) และถ่ายภาพกับศพที่ล่าได้เพื่อโชว์กัน จนถูกเรียกว่า ‘เหตุฆาตกรรมที่ไมวันด์’ (Maywand District Murders) 

แม้การทำความเข้าใจเหตุการณ์นี้บ่งชี้ว่า สงครามทำลายสภาพจิตใจของทุกฝ่ายจนป่วยทางจิตรุนแรงไม่แพ้กัน แต่ยุทธวิธีลักษณะนี้ที่เกิดขึ้นหลายครั้งก็เพียงพอจะสร้างแนวร่วมมุมกลับให้กับตาลีบัน หรือใครก็ตามที่กล้าลุกขึ้นต่อสู้กับกลุ่มกองกำลังที่ตอกย้ำภาพลักษณ์ตีตราให้กับตนเองไปแล้วว่าเป็น ‘ผู้รุกรานจากข้างนอก’ อย่างอเมริกา 

งานวิชาการอีกจำนวนไม่น้อยกว่ากันนักผูกโยงสาเหตุข้างต้นเอาไว้อย่างสัมพันธ์กับการดำรงอยู่ของรัฐบาลอัฟกานิสถาน ที่มีระดับทุจริตคอร์รัปชันที่รุนแรงเอามากๆ การให้ความช่วยเหลือระหว่างประเทศปริมาณมหาศาลได้ส่งไปถึงผู้คนอัฟกันโดยผ่านรัฐบาลที่มีลักษณะดังกล่าว การคอร์รัปชันรุนแรงฝังรากลึกลงไปในชีวิตทางสังคมโดยกว้างขวาง การเมืองในระบบอุปถัมภ์และการติดสินบนเจ้าหน้าที่รัฐกลายเป็นเรื่องปกติอันยอมรับได้ในชีวิตประจำวันของคนที่นี่ไปแล้ว ทั้งการติดสินบนเล็กๆ น้อยๆ เพื่อแลกกับสิทธิพิเศษบางอย่าง การซื้อตำแหน่งและการเลื่อนขั้นตำแหน่งในระบบงานของรัฐโดยหลักการความสัมพันธ์เชิงเครือข่ายและตัวบุคคลมากกว่าหลักคุณธรรมความสามารถ และอีกหลากรูปแบบของคอร์รัปชัน ทั้งหมดนี้บ่อนทำลายทั้งความชอบธรรม ประสิทธิภาพของรัฐบาลและหน่วยความมั่นคงอัฟกานิสถานในสายตาของผู้คนตนเอง 


ผลผลิตชาตินิยมอิสลามจากปากีสถาน

งานวิชาการอีกส่วนหนึ่งให้น้ำหนักไปยังบทบาทของปากีสถาน ที่มีนัยสำคัญมากกว่าชาติอื่นๆ ในเรื่องราวนี้ หลายชิ้นยืนยันข้อมูลตรงกันว่า กลุ่มตาลีบันอัฟกานิสถานได้รับการสนับสนุนที่เข้มแข็งและต่อเนื่องจากปากีสถานมาโดยตลอด ทั้งการลำเลียงนักรบ อาวุธ เครื่องมือ และเงิน ข้ามพรมแดนเพื่อสนับสนุนปฏิบัติการต่อสู้ การอาศัยค่ายผู้ลี้ภัยเป็นฐานพักพิงอันปลอดภัยสำหรับนักรบตาลีบันบางส่วน รวมไปถึงการสนับสนุนทางการทหารโดยตรงจากคนในกองทัพและหน่วยข่าวกรอง (the Inter-Services Intelligence: ISI) ของปากีสถาน 

ปฏิบัติการของตาลีบันจึงเป็นไปได้ในลักษณะวงจรการต่อสู้ที่ยากจะหยุดยั้ง เริ่มจากการฝึกปฏิบัติการในปากีสถาน แล้วเข้ามาต่อสู้ในอัฟกานิสถาน จากนั้นจึงหลบหนีกลับเข้าไปในปากีสถานอีกครั้ง เพื่อพักฟื้นฟูและรอดพ้นการจับกุม ปากีสถานจึงเป็นแหล่งที่มาอันสำคัญที่สุดสำหรับตาลีบันของการสนับสนุนในมิติต่างๆ ที่จำเป็นสำหรับการต่อสู้อันยืดเยื้อ 


อิมรอน ข่าน นายกรัฐมนตรีปากีสถาน

 

สายสัมพันธ์อันแนบแน่นดังกล่าวปรากฏชัดในคำพูดของ อิมรอน ข่าน นายกรัฐมนตรีปากีสถานคนปัจจุบัน ต่อชัยชนะของตาลีบันเมื่อเดือนที่ผ่านมา ว่านับเป็นการ “ปลดโซ่ตรวนแห่งความเป็นทาส” ออกให้กับชาวอัฟกานิสถาน (breaking the chains/ the shackles of slavery) คำถามที่น่าสนใจคือ “ทำไม?” หรือ “อะไรเป็นเหตุจูงใจของปากีสถาน?” ให้คิดเช่นนั้น

ประการแรกคือ ทั้งสองประเทศมีชายแดนติดต่อกันยาวถึง 2,570 กิโลเมตร เหนือพื้นที่ถิ่นฐานซึ่งอยู่มาแต่เดิมของชาติพันธุ์ปัชตุน (Pashtun) เขตแดนเป็นสิ่งประดิษฐ์ยุครัฐสมัยใหม่ซึ่งวางลงขีดแบ่งชนปัชตุนออกจากเป็นสองฟากฝั่ง โดยชาติพันธุ์นี้เป็นคนส่วนใหญ่ของอัฟกานิสถาน ซึ่งแม้ปัชตุนจะมีเผ่า (zai) อันหลากหลายภายใน และหลายเผ่าก็แตกแขนงออกเป็นสายตระกูล (khel) มากมายเต็มไปหมด แต่สายสัมพันธ์เชิงเครือญาติอันเป็นคุณค่าสำคัญประการหนึ่งของค่านิยมความเป็นปัชตุนก็วางเชื่อมร้อยข้ามเส้นแบ่งสมมติของเขตแดนมาโดยตลอดอย่างแยกไม่ขาด

ประการที่สอง ผลประโยชน์สำคัญของปากีสถานในอัฟกานิสถานมี 2 เรื่องหลัก ที่ต้องเกิดควบคู่ไปด้วยกัน คือระบอบทางการเมืองที่มีเสถียรภาพ และไม่ใกล้ชิดกับอินเดีย ผลประโยชน์ชุดนี้ช่วยตอบคำถามได้ชัดเจนขึ้นว่าปากีสถานสนับสนุนตาลีบันเพราะกลุ่ม ‘ตอลิบ/ฏอลิบ’ (นักเรียน นักศึกษา) นี้มีฐานที่มาการบ่มสร้างจากสถานศึกษา หรือ ‘มัดราเซะฮฺ’ (Madrassas) ในปากีสถาน อันปลูกฝังแนวคิดชาตินิยมบนฐานของอิสลาม ผูกโยงเอาการตีความชารีอะฮฺตามแบบแผนสำนักดิโอบานดีมาเป็นญาณวิทยาหลัก ภายใต้กระบวนการสร้างชาติปากีสถานนับตั้งแต่ปี 1947 หรืออย่างช้าที่สุดคือนับตั้งแต่ทศวรรษที่ 1970 หลังการแยกตัวของบังกลาเทศ 

ต้องไม่ลืมว่า ปากีสถานก่อตั้งขึ้นบนฐานหลักการและเหตุผลของการจัดตั้ง ‘รัฐมุสลิม’ กระบวนการสร้างชาติของปากีสถานจึงมิอาจเป็นอื่นไปได้นอกจากการสร้างชาติบนฐานยืนความคิดแห่งอิสลาม แล้วหลอมรวมมุสลิมกลุ่มชนต่างๆ เข้าไว้ในชาติใหม่นี้ 

กล่าวอย่างถึงที่สุดได้ว่า บรรดาผู้นำตาลีบันเองก็เป็นผลผลิตจากระบบการศึกษาเพื่อการสร้างชาติแบบนี้จากทางปากีสถาน และดังนั้น อุดมการณ์หลักของตาลีบันจึงมิใช่การสถาปนารัฐอิสลามแบบสากลดัง เช่น ไอซิส หรือการปฏิบัติการต่อสู้ในขอบเขตระดับโลก หากแต่ตาลีบันวางเป้าหมายและปฏิบัติการอันค่อนข้างจำกัดตัวอยู่ในระดับประเทศและท้องถิ่น เพราะฐานที่ยืนอุดมการณ์พวกเขาหล่อหลอมขึ้นมาในฐานะรูปแบบหนึ่งของชาตินิยม เพียงแต่เป็นชาตินิยมบนฐานของอิสลาม 

ดังนั้นแล้ว ในขณะที่รัฐบาลอัฟกานิสถานภายใต้อดีตประธานาธิบดี อัชราฟ กาฮฺนี ดูจะมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดพิเศษกับอินเดีย 

ปัจจุบัน ปากีสถานก็หวังว่า รัฐบาลอัฟกานิสถานใหม่ภายใต้ตาลีบันจะเป็นมิตรและช่วยเหลือปากีสถานในการถ่วงดุลอำนาจอินเดีย ที่อาจครอบคลุมไปถึงการให้ใช้พื้นที่บางส่วนเป็นฐานที่มั่นกบดานของกลุ่มนักรบต่อต้านอินเดียอีกด้วย


ความชอบธรรมของตาลีบันในอัฟกานิสถาน

ขณะที่งานวิชาการอีกส่วนชวนให้พิจารณาเหตุปัจจัยภายในกลุ่มตาลีบันเองว่าความสามารถในการระดมมวลชนโดยอาศัยต้นทุนทางสังคมของตนเอง ทำให้พวกเขาสามารถปรับการต่อสู้ได้หลากหลายและมีความยืดหยุ่นทางการทหารค่อนข้างสูง เมื่อผสานกับการสนับสนุนจากปากีสถาน บวกผลลัพธ์เชิงลบจากปฏิบัติการของอเมริกาและตะวันตกผ่านรัฐบาลอัฟกานิสถานอันฉ้อฉล จึงทำให้การต่อสู้ของกลุ่มตาลีบันเข้าถึงความชอบธรรมทางการเมืองในการรบและการยึดอำนาจ เพื่อขับไล่สิ่งอันเลวร้ายอันมาจากฝีมือผู้รุกรานภายนอก

การปฏิบัติการของอเมริกาในอัฟกานิสถาน 2 ทศวรรษและรวมถึง 20 ปีเต็มของสงครามต่อต้านการก่อการร้าย สูญเสียชีวิตและทรัพยากรไปมากมาย จึงราวกับให้ผลสรุปที่เปล่าสูญในตอนจบ นั่นก็เพราะการก่อการร้ายมิใช่ตัวบุคคล หากแต่เป็นความคิด ดังเช่นกรณีอัฟกานิสถานเป็นหลักฐานยืนยันข้อสรุปนี้ได้เป็นอย่างดี 

การทำลายล้างกลุ่มตาลีบันในปี 2001 มิได้หยุดยั้งการกลับมาใหม่ของกลุ่มพวกเขาภายในเวลาเพียง 5 ปีเท่านั้น การกดทับด้วยเครื่องมือทางการทหารหลายลักษณะในตัวเอง แทนที่จะเป็นเครื่องมือนำไปสู่ความมั่นคงที่มากขึ้น กลับส่งผลให้ผู้คนจำนวนมากรู้สึกไม่มั่นคงเสียยิ่งกว่าเดิม จนกลายเป็นสนับสนุนร่วมกับตาลีบันในการต่อสู้ 

ยิ่งกว่านั้น การทำสงครามต่อต้านการก่อการร้ายของอเมริกาตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ไม่มากก็น้อย มีส่วนตอกย้ำความรู้สึกถึงศักดิ์ศรีที่ถูกเหยียบย่ำให้ต่ำต้อยกว่าของคนจำนวนไม่น้อยในโลกมุสลิม เมื่อเทียบกับตะวันตกผู้เข้ามาปฏิบัติการในแผ่นดินของพวกเขา ซึ่งมีส่วนบ่มหลอมขึ้นรูปเป็นกระแสต่อต้านอเมริกาและตะวันตกในมิติต่างๆ ทำให้เราเห็นปรากฏการณ์การเชียร์ตาลีบันอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน ท่ามกลางพี่น้องมุสลิมหลายแห่ง ทั้งที่ออกหน้า และเชียร์แบบลับๆ 

เพราะแม้เมื่อใช้เหตุผลแล้ว ตาลีบันมีการกระทำหลายประการที่ดูขัดต่อบรรทัดฐานเชิงศีลธรรมทั้งสากลและทางอิสลาม แต่เมื่อใช้ความรู้สึกเป็นพื้นยืน ชัยชนะของตาลีบันช่วยสลายปมรู้สึกต่ำต้อย กดเหยียบ ด้วยการตอกหน้ากลับอเมริกาและตะวันตกอันเป็นความรู้สึกที่คนมุสลิมไม่น้อยเลยคั่งค้างใจ เพราะอำนาจของอเมริกานั้นมากจนมิอาจจินตนาการได้ว่าจะสามารถตอบโต้ปรับสถานะความสัมพันธ์ให้เท่ากันอย่างไรได้บ้างมาโดยตลอด 



แก้ปัญหาก่อการร้ายด้วยการเมือง ไม่ใช่ทำสงคราม

กรณีของอัฟกานิสถานยืนยันข้อสรุปในภาพใหญ่เชิงทฤษฎีอย่างหนึ่งว่า การก่อการร้ายไม่อาจแก้ไขได้ด้วยการมุ่งกำจัดตัวบุคคลหรือองค์กรขับเคลื่อน เพราะการก่อการร้ายโดยเป้าหมายแล้วเป็นการกระทำทางการเมือง และมีมูลเหตุมาจากเรื่องราวทางการเมือง มิใช่การกระทำทางการทหารหรือมูลเหตุทางอาชญากรรม หากแต่วางอยู่บนการเมืองว่าด้วยความรู้สึกไม่เท่าเทียมทางศักดิ์ศรี ซึ่งตอกย้ำด้วยหลากหลายเหตุการณ์ตลอดประวัติศาสตร์อันยาวนานระหว่างตะวันตกกับโลกมุสลิม 

เครื่องมือแก้ไขปัญหาจึงต้องเป็น ‘เครื่องมือทางการเมือง’ เรียกร้องความร่วมมือสนับสนุนจากหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องอย่างกว้างขวาง และที่สำคัญคือการมีส่วนร่วมออกแบบระเบียบทางการเมืองใหม่ ภายใต้แนวทางการสร้างรัฐและสร้างชาติขึ้นใหม่โดยกลุ่มชนอันหลากหลายเอามากๆ 

จนถึงที่สุดแล้ว รูปแบบที่พอจะเป็นไปได้สำหรับกรณีอย่างอัฟกานิสถานอาจต้องวางอยู่บนหลักของการกระจายและแบ่งปันอำนาจในเวอร์ชันกว้างขวางที่สุดกว่าโมเดลใดๆ ที่โลกเคยมีมาก็เป็นไปได้ 

ขณะเดียวกัน การแก้ไขปัญหาการก่อการร้ายในระดับระหว่างประเทศ ก็เรียกร้องการดำเนินการทางการเมือง อันมีเป้าหมายอยู่ที่การสร้างความเท่าเทียมกันในหลายด้านมากขึ้น ทั้งศักดิ์ศรี โอกาส และความยุติธรรมในมิติต่างๆ ไม่ใช่เพียงระหว่างรัฐที่พัฒนาแล้วกับรัฐกำลังพัฒนาเท่านั้น แต่ยังเป็นระหว่างกลุ่มชนที่มีอัตลักษณ์แตกต่างหลากหลาย ให้ได้รับหลักประกันถึงการดำรงอยู่อย่างมีศักดิ์ศรีและเสรีภาพ 

ตลอด 20 ปีมานี้ เราได้ยินกันบ่อยถึงคำกล่าวทำนองว่า “สงครามต่อต้านการก่อการร้าย แท้ที่จริงแล้วก็คือการก่อการร้ายเสียเอง” คำกล่าวนี้ให้บทเรียนกับเราว่า ความรุนแรงมิอาจกำจัดลบล้างได้ด้วยความรุนแรงที่เหนือกว่า สถานการณ์อัฟกานิสถานในวันนี้ก็หนีไม่พ้นข้อสรุปดังกล่าวเช่นกันว่า “การขับไล่ผู้กดขี่สุดท้ายแล้วจะต้องไม่ลงเอยที่ผู้กดขี่รายใหม่” 

ข้อน่ากังวลสำหรับอัฟกานิสถานเมื่อพิจารณาจากรายชื่อคณะรัฐบาลของตาลีบันและแผนการเกี่ยวกับรัฐและชาติด้านต่างๆ รวมถึงแผนการรื้อฟื้นรัฐธรรมนูญฉบับ 1964/65 ซึ่งมีความเป็นอนุรักษนิยมสูงมาก กลับมาปัดฝุ่นใช้อีกครั้ง ส่อเค้าลางแนวโน้มความเป็นไปได้ของความไม่สงบทางการเมืองว่าจะยืดขยายออกไป และน่ากังวลถึงการลุกลามเป็นสงครามกลางเมือง 

สถานการณ์หลายแห่งในตะวันออกกลางบอกกับเราอย่างตรงไปตรงมาว่า แบบแผนความขัดแย้งรุนแรงทางการเมืองเช่นนี้โน้มนำไปในทิศทางเลวร้ายมากขึ้นอย่างยิ่งยวด เพราะมักถูกแทรกแซงโดยมหาอำนาจภายนอก ซึ่งใช้สนามการเมืองในประเทศนั้นๆ แข่งขันอิทธิพลอำนาจในทางระหว่างประเทศกับมหาอำนาจรายอื่น ภาพลักษณ์ของสงครามกลางเมืองหลายแห่งจึงทับซ้อนด้วยภาพของสงครามตัวแทน (proxy war) ไปด้วยในตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นอิรัก ซีเรีย ลิเบีย เยเมน เป็นต้น 

ดังนั้น หากเราถอดบทเรียนในแง่มุมนี้ โจทย์หลักของประชาคมระหว่างประเทศคือ การออกแบบแนวทางป้องกันในรูปแบบของการวางหลักประกันมิให้สถานการณ์การเมืองอัฟกานิสถานนับจากนี้โน้มนำไปในทิศทางของสงครามกลางเมืองและการแทรกแซงแข่งขันของมหาอำนาจภายนอก และสนับสนุนเชิงบวกต่อกระบวนการแสวงหาฉันทามติทางการเมืองภายในสังคมการเมืองอัฟกานิสถานโดยสันติให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ผ่านการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดมากขึ้นกับชาติที่มีนัยสำคัญที่แวดล้อม ที่สำคัญคือ ปากีสถาน อินเดีย อิหร่าน รวมทั้งจีนและรัสเซีย

โจทย์ทางการเมืองอัฟกานิสถานและบททดลองเสนอดังข้างต้นของผู้เขียนเป็นความพยายามชวนผู้อ่านแลกเปลี่ยนเพื่อตอบคำถามของเวลาว่า โลกได้เดินทางผ่านยุคสมัยของการก่อการร้ายสมัยใหม่มาแล้ว 20 ปีเต็ม ส่วนในห้วงระยะ 20 ปีต่อไป โลกจะเปลี่ยนอนาคตที่ต้องเผชิญอย่างไรได้บ้าง  

Share article
  • Line
  • link
creator
Author
อาทิตย์ ทองอินทร์
อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงศึกษาและการศึกษาการก่อการร้าย หมกมุ่นสนใจกับความเป็นไปในพื้นที่ตะวันออกกลาง อิหร่าน และจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย

Follow