Humberger Menu

ทำไม ‘ฉันเป็นประธานบริษัท’ และสารพัดแฮชแท็ก จึงกลายมาเป็น ‘ไวรัล’ ในโลกออนไลน์

คุณสามารถอ่านได้อีก

5

บทความ

Register

or

Login

creator
ธีพิสิฐ มหานีรานนท์
LineCopy

LATEST

+
‘บริการ’ หรือ ‘โปรยทาน’ ประชาชน? ...คำถามต่อ Mindset ของข้าราชการ
Summary
  • #ประธานบริษัท คือหนึ่งในแฮชแท็กที่ได้กลายมาเป็น ‘ของฮิต’ ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา หลังจากที่ประชาชนคนทั่วไปต่างนำมุก ‘ที่จริงแล้ว ฉันเป็นประธานบริษัท’ จากละครสอนใจของ พลอย ชิดจันทร์ มาเล่นสนุกกันตามหน้าโซเชียลฯ ขณะที่สื่อมวลชนคนทำคอนเทนต์เองก็ยังร่วมเกาะกระแสนี้ด้วยการนำเสนอที่มา และบทวิเคราะห์ของ ‘มุกไวรัล’ ดังกล่าวกันอย่างพร้อมเพรียง
  • ก่อนหน้านี้ ละครสั้นของเธอเคยถูกผู้คนในโลกอินเทอร์เน็ตวิพากษ์วิจารณ์กันมาบ้างแล้ว เนื่องจากมันเป็นละครที่จำลองสถานการณ์ต่างๆ ในชีวิตประจำวันของคนไทยขึ้นมา พร้อมกับสร้างตัวละครที่ถูกแบ่งออกเป็นฝั่ง ‘คนดี’ กับฝั่ง ‘คนไม่ดี’ อย่างชัดเจน เพื่อพยายามที่จะสะท้อนสังคม และแนะแนวทางในการใช้ชีวิตให้เป็นไปตามทำนองคลองธรรม ซึ่งหลายคนมองว่าเป็นการส่งต่อความคิดความเชื่อที่ผิดๆ ไปสู่ผู้ชม
  • อนึ่ง กระแสเฮโลกันเล่นมุกตามแฮชแท็กฮิตทั้งหลาย อาจกลายเป็นวิถีชีวิตหนึ่งของผู้คนในยุคโซเชียลฯ ไปแล้ว โดยไม่ได้สร้างความรู้สึกผิดแปลกอะไรกับใคร แต่หากลองมอง ‘ปรากฏการณ์ซ้ำเล่า’ เหล่านี้ให้ลึกลงไปอีกขั้น เราก็อาจเริ่มคิดและสงสัย ว่าเหตุใดผู้คนจึงอดไม่ได้ที่จะออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกระแสต่างๆ แม้ว่าหลายครั้งจะเป็นแค่เรื่องที่ไร้สติ และดูเหมือนไม่มีประโยชน์กับการดำเนินชีวิตของเราสักเท่าไร


ในปัจจุบัน เราอาจเห็นแฮชแท็กต่างๆ เกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกันเป็นจำนวนมาก และส่วนหนึ่งก็ยังกลายมาเป็นกระแสนิยมในโลกโซเชียลมีเดียได้ไม่เว้นแต่ละวัน โดยมักจะเป็นผลสืบเนื่องมาจากคอนเทนต์ที่ผู้คนในสังคมพากันสนอกสนใจและนำมาพูดถึงต่อๆ กันอย่างหนาตาผ่านช่องทางออนไลน์ จนกลายเป็นสิ่งที่เรียกว่า ‘ไวรัล คอนเทนต์’ (Viral Content) ไม่ว่าจะเป็นประเด็นร้อนจากข่าวสารบ้านเมือง, คำฮิตติดปากจากบทสนทนาของคนกลุ่มนั้นกลุ่มนี้ หรือแม้แต่เนื้อหาโปกฮาไร้สติจากอินฟลูเอนเซอร์/คนดังบนแพลตฟอร์มต่างๆ 

#ประธานบริษัท คือหนึ่งในแฮชแท็กที่ได้กลายมาเป็น ‘ของฮิต’ ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา หลังจากที่ประชาชนคนทั่วไปต่างนำมุก ‘ที่จริงแล้ว ฉันเป็นประธานบริษัท’ มาเล่นสนุกกันตามหน้าโซเชียลฯ ขณะที่สื่อมวลชนคนทำคอนเทนต์เองก็ยังร่วมเกาะกระแสนี้ด้วยการนำเสนอที่มา และบทวิเคราะห์ของ ‘มุกไวรัล’ ดังกล่าวกันอย่างพร้อมเพรียง

มุกที่ว่านี้มีที่มาจากคอนเทนต์ละครสั้นชุด ‘สายลับ รปภ.’ ความยาว 3 ตอนจบ อันเป็นผลงานการผลิตและร่วมแสดงของสาว พลอย-ชิดจันทร์ ห่ง ซึ่งถูกเผยแพร่อยู่ในแอกเคานต์ TikTok ของเธอที่มียอดผู้ติดตามมากกว่า 4 ล้าน โดยเรื่องราวในคลิปดังกล่าวเล่าถึงการลงทุน ‘ปลอมตัว’ ไปเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยของประธานบริษัท (รับบทโดย พลอย ชิดจันทร์ เอง) หลังจากที่พบว่า รปภ. ของบริษัทเธอถูกกลั่นแกล้ง ซึ่งนั่นก็ได้ทำให้เธอได้พบว่ายังมีพนักงานที่มอง รปภ. ด้วยสายตาดูถูกเหยียดหยาม จนถึงขั้นไปพูดจาไม่ดีใส่และทำร้ายร่างกาย 

ท่านประธานสาวจึงต้องออกมา ‘เปิดเผยความจริง’ ต่อหน้าพนักงานทัศนคติย่ำแย่ว่า ที่จริงแล้ว เธอเป็นประธานบริษัท ก่อนออกคำสั่งไล่พนักงานที่ทำตัวไม่น่ารัก และพักงานผู้จัดการสาขาที่ละเลยหน้าที่ไป 

-- แม้จะเป็นพล็อตเรื่องง่ายๆ ที่เราคุ้นเคยกันดีจากละครไทยที่เน้นการสั่งสอนศีลธรรม (เช่น ละครในรายการประเภท ‘ฟ้ามีตา’) แต่คลิปที่ว่าก็มีผู้เข้าชมใน TiKTok ของเธอมากถึงหลักล้านเลยทีเดียว ทั้งยังกลายเป็นกระแสฮิตติดลมบนในโลกโซเชียลฯ ดังที่กล่าวไปข้างต้นด้วย


การนำเสนอเรื่องราวและตัวละครที่อยู่ภายใต้แนวคิดการแบ่งแยกขั้วตรงข้ามออกเป็นสองฝั่งฝ่าย (Binary Opposition) เช่น คนชั่ว-คนดี, สิ่งผิด-สิ่งถูก, คนเมือง-คนต่างจังหวัด, คนรวย-คนจน, ชนชั้นบน-ชนชั้นล่าง [...] อาจทำให้ผู้ชมละเลยรายละเอียดอันซับซ้อนของสถานการณ์และความเป็นมนุษย์ไปได้ง่ายๆ และยึดเอา ‘ภาพจำ’ ที่ได้เห็นจากละครแนวนี้มาเป็นอคติฝังหัว หรือถึงขนาดเที่ยวไปตัดสินคนอื่นในชีวิตจริงต่ออีกทอดหนึ่ง

share


ก่อนหน้านี้ พลอย ชิดจันทร์ และละครสั้นของเธอ เคยถูกผู้คนในโลกอินเทอร์เน็ตวิพากษ์วิจารณ์กันมาบ้างแล้ว เนื่องจากมันเป็นละครที่จำลองสถานการณ์ต่างๆ ในชีวิตประจำวันของคนไทยขึ้นมา พร้อมกับสร้างตัวละครที่ถูกแบ่งออกเป็นฝั่ง ‘คนดี’ กับฝั่ง ‘คนไม่ดี’ อย่างชัดเจน เพื่อพยายามที่จะสะท้อนสังคม และแนะแนวทางในการใช้ชีวิตให้เป็นไปตามทำนองคลองธรรม 

หรือพูดง่ายๆ ก็คือ พยายามเป็น ‘ละครสอนใจ’ ให้ผู้ชมหันมา ‘ทำความดี’ นั่นเอง

หลายคนมองว่า นอกจากจะมีคุณภาพที่ด้อยกว่าละครทั่วไป ทั้งจากเส้นเรื่องที่ง่ายจนดูไร้ชั้นเชิงและความซับซ้อน, โปรดักชันที่ขาดการใส่ใจในรายละเอียดจนดูไม่สมจริง, เพลงประกอบหรือการตัดต่อที่พยายามเร้าอารมณ์ผู้ชมจนน่าเบะปาก และการแสดง-ของเหล่านักแสดงสมทบและตัวของพลอยเอง-ที่หากไม่เล่นใหญ่จนดูผิดธรรมชาติ ก็แข็งทื่อราวกับแค่ออกมาท่องบทจนดูไร้ชีวิตชีวา ...ละครในลักษณะนี้ของเธอก็ยังเป็นการส่งต่อความคิดความเชื่อที่ผิดๆ ไปสู่ผู้ชมด้วย 

โดยเฉพาะการนำเสนอเรื่องราวและตัวละครที่อยู่ภายใต้แนวคิดการแบ่งแยกขั้วตรงข้ามออกเป็นสองฝั่งฝ่าย (Binary Opposition) เช่น คนชั่ว-คนดี, สิ่งผิด-สิ่งถูก, คนเมือง-คนต่างจังหวัด, คนรวย-คนจน, ชนชั้นบน-ชนชั้นล่าง, คนขี้เหร่-คนหน้าตาดี ฯลฯ ซึ่งอาจทำให้ผู้ชมละเลยรายละเอียดอันซับซ้อนของสถานการณ์และความเป็นมนุษย์ไปได้ง่ายๆ และยึดเอา ‘ภาพจำ’ ที่ได้เห็นจากละครแนวนี้มาเป็นอคติฝังหัว หรือถึงขนาดเที่ยวไปตัดสินคนอื่นในชีวิตจริงต่ออีกทอดหนึ่ง

แน่นอนว่าพล็อตที่ดูจะได้รับความนิยมของ พลอย ชิดจันทร์ ในช่วงหลังจนมีการ ‘ผลิตซ้ำ’ ออกมามากมาย ก็คือ เส้นเรื่องว่าด้วยประธานบริษัทที่ปลอมตัวไปทำงานในหน้าที่ต่างๆ ที่ดูต้อยต่ำกว่าตำแหน่งของเธอ (เช่น รปภ., คนขับรถ, พนักงานทั่วไป) และยอมให้คนนิสัยไม่ดีรอบตัวมาดูถูกกลั่นแกล้งสารพัดแบบที่คนในตำแหน่งเหล่านั้นเคยโดน ก่อนจะออกมาเปิดเผยความจริงว่า “ฉันเป็นประธานบริษัท” เพื่อสั่งสอนหรือลงโทษให้คนเหล่านั้นต้องหลาบจำ -- ดังที่ปรากฏในละครสั้น ‘สายลับ รปภ.’ นี่เอง

ละครสอนใจของเธอจึงมีความคล้ายคลึงกับ ‘ละครคุณธรรม’ ที่ได้รับความนิยมในประเทศจีน ทั้งเนื้อหาว่าด้วยการจัดฉากเหตุการณ์เพื่อทดสอบคุณงามความดี (คนรวยทดสอบผู้อื่นโดยการแกล้งทำตัวเป็นคนจน), การสร้างตัวละครฝ่ายดี-ฝ่ายเลว (การมีตัวเอกแสนดีที่ได้รับรางวัล-ตัวร้ายที่ได้รับบทเรียน) และการทิ้งท้ายด้วยคำสอนให้จงทำดี (ลูกเห็นถึงความเสียสละของพ่อแม่ที่ตนไม่เคยใส่ใจมาก่อน) ซึ่งในฝั่งของจีนนั้น ค่อนข้างชัดเจนว่า คอนเทนต์ครีเอเตอร์ตั้งใจสร้างมันขึ้นมาเพื่อส่งสารไปยังกลุ่มผู้ชมรุ่นใหม่-ที่ผู้ใหญ่หลายคนมองว่าเริ่มใช้ชีวิตหลุดกรอบไปจากค่านิยม/ศีลธรรมอันดีของชาวจีน โดยพยายามตะล่อมว่า การทำความดี, ความขยันหมั่นเพียร, การคบหาคนที่จิตใจ และความกตัญญูรู้คุณ ไม่ใช่สิ่งที่ล้าสมัย วิถีของสังคมแบบเก่ายังเปี่ยมไปด้วยคุณค่า

และตอกย้ำด้วยว่า การใช้ชีวิตอย่างอิสรเสรีมากเกินไปตามแนวคิดของสังคมวิถีใหม่นั้น เป็นเรื่องฉาบฉวย หละหลวม และเลวร้ายที่สามารถทำให้เสียผู้เสียคนได้ง่ายๆ -- ซึ่งก็ดูจะเป็นวิธีคิดแบบแบ่งขั้วตรงข้ามไม่ต่างกันเลย



อย่างไรก็ดี แม้หลายคนจะมองว่าละครของ พลอย ชิดจันทร์ จะเป็นการส่งต่อความเชื่อเรื่องการแบ่งขั้วตรงข้ามที่ผิดเพี้ยน ดังที่ได้อธิบายไป แต่ก็มีอีกหลายคนที่เชื่อว่านักแสดงสาวน่าจะอยากสื่อสารให้ผู้ชมรู้จัก ‘เห็นอกเห็นใจคนอื่นที่ต่างจากเรา’ มากกว่า ถึงมันจะถูกถ่ายทอดด้วยวิธีการที่ทื่อและตรงเกินไปก็ตาม

มาถึงตรงนี้ กระแสเฮโลกันเล่นมุกตามแฮชแท็กฮิตทั้งหลาย อาจกลายเป็นวิถีชีวิตหนึ่งของผู้คนในยุคโซเชียลฯ ไปแล้ว โดยไม่ได้สร้างความรู้สึกผิดแปลกอะไรกับใคร แต่หากลองมอง ‘ปรากฏการณ์ซ้ำเล่า’ เหล่านี้ให้ลึกลงไปอีกขั้น เราก็อาจเริ่มคิดและสงสัย ว่าเหตุใดผู้คนจึงอดไม่ได้ที่จะออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกระแสต่างๆ แม้ว่าหลายครั้งจะเป็นแค่เรื่องที่ไร้สติ และดูเหมือนไม่มีประโยชน์กับการดำเนินชีวิตของเราสักเท่าไร

มีผู้วิเคราะห์ถึงสาเหตุที่คอนเทนต์หนึ่งๆ จะสามารถกลายเป็น ‘ไวรัล’ -กล่าวคือถูกเผยแพร่ แชร์ หรือส่งต่อกันเป็นวงกว้างในระยะเวลาอันสั้น- เอาไว้ได้อย่างน่าสนใจว่า มันต้องเป็นเรื่องราวที่กระตุ้นให้ผู้ชม ‘รู้สึก’ ในสองด้านให้ได้ และแต่ละด้านต้องอยู่ในระดับที่ ‘สูง’ นั่นคือ หนึ่ง, รู้สึกเร้าอารมณ์ (Arousal) และ สอง, รู้สึกควบคุมได้ (Dominance) 

โดยในด้านความรู้สึกเร้าอารมณ์ สามารถเป็นได้ตั้งแต่ ‘ความผ่อนคลาย’ ไปจนถึง ‘ความตื่นเต้น’ ซึ่งความเร้าระดับสูง (High-Arousal) นั้น มักเป็นผลมาจาก ‘ความดีใจ’, ‘ความโกรธ’ หรือ ‘ความรังเกียจ’ ขณะที่ ‘ความเบื่อหน่าย’ จะถือเป็นความเร้าระดับต่ำ (Low-Arousal)

ส่วนในด้านความรู้สึกควบคุมได้ อาจแบ่งจาก ‘ความกลัว’ ที่เป็นความควบคุมได้ระดับต่ำ (Low-Dominance) ไล่ไปจนถึง ‘ความพึงพอใจ’ ที่เป็นความควบคุมได้ระดับสูง (High-Dominance) 

ดังนั้น หากกวาดตามองอย่างคร่าวๆ ด้วยสูตรนี้ เราอาจอนุมานได้ว่า ถ้าคอนเทนต์นั้นๆ สามารถสร้าง Arousal กับ Dominance ได้ในระดับสูง มันก็มีโอกาสที่จะกลายเป็นไวรัลได้ ไม่ว่ามันจะก่อให้เกิดความรู้สึก ‘บวก’ หรือ ‘ลบ’ ต่อผู้เสพคอนเทนต์ก็ตาม ยกตัวอย่างเช่น คนกระหน่ำแชร์บทความที่เขียนแซะความบกพร่องของนายกรัฐมนตรี เพราะพวกเขาโกรธ/รังเกียจตัวบุคคลที่ตัวเองไม่ชอบ (High-Arousal ในแง่ลบ) และพึงพอใจที่บุคคลนั้นถูกโจมตีตามที่ตัวเองต้องการ (High-Dominance ในแง่บวก) 

หรือคนพร้อมใจกันออกมาพูดถึงมิวสิกวิดีโอตัวใหม่ของศิลปินสาวชื่อดังจากต่างแดนที่นำเสนอความเป็นไทย เพราะดีใจ และพอใจ กับการที่ความเป็นไทยได้ถูกเผยแพร่สู่สายตาชาวโลกโดยศิลปินที่ตนรัก (High ทั้งสองด้าน ในแง่บวก) แต่ขณะเดียวกัน ก็ยังมีคนอีกกลุ่มที่นำคอนเทนต์นี้ไปตำหนิ เพราะโกรธ และไม่พอใจ ที่ศิลปินคนนี้หยิบความเป็นไทยไปนำเสนอโดยไม่ถูกต้องตามกรอบวัฒนธรรมอันดี (High ทั้งสองด้านเช่นกัน แต่เป็นไปในแง่ลบ)

เราจะเห็นได้ว่า หากคอนเทนต์นั้นๆ สามารถกระตุ้นให้ผู้เสพ ‘เกิดความรู้สึกร่วมอย่างรุนแรง’ ได้แล้ว ทุกคนก็จะอยากมีส่วนร่วมกับมัน และอยากแสดงความเห็นเพื่อแสดงตัวตนออกมา ไม่ว่าจะคล้อยตามหรือขัดแย้งกับเรื่องราวนั้น ซึ่งจะทำให้พวกเขารู้สึกเป็นส่วนหนึ่งกับสังคม -- ไม่ต่างจากการที่สื่อมวลชนหรือแบรนด์สินค้าต่างๆ เลือกใช้กระแสไวรัลที่ผู้คนกำลัง ‘อิน’ เพื่อต่อยอดเนื้อหาหรือโปรโมตตัวเอง 

แต่ถึงอย่างนั้น นี่ก็เป็นเพียงการตั้งข้อสังเกตเบื้องต้นจากสูตรเพียงสูตรเดียว เพราะปัจจัยที่ผลักให้คอนเทนต์หนึ่งๆ ออกไปไกลจนถึงขั้น ‘ไวรัล’ ได้นั้น อาจต้องประกอบขึ้นจากอีกหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของจังหวะเวลา, การเข้าถึงเนื้อหา หรือความพร้อมด้านเทคโนโลยีของผู้คนในสังคม


หากคอนเทนต์นั้นๆ สามารถกระตุ้นให้ผู้เสพ ‘เกิดความรู้สึกร่วมอย่างรุนแรง’ ได้แล้ว ทุกคนก็จะอยากมีส่วนร่วมกับมัน และอยากแสดงความเห็นเพื่อแสดงตัวตนออกมา ไม่ว่าจะคล้อยตามหรือขัดแย้งกับเรื่องราวนั้น ซึ่งจะทำให้พวกเขารู้สึกเป็นส่วนหนึ่งกับสังคม

share


อย่างไรก็ตาม หากลองใช้สูตรที่ว่านี้ เราก็อาจวิเคราะห์ได้ว่า #ประธานบริษัท ที่ปรากฏให้เห็นทั่วกันในโซเชียลฯ มาหลายวัน ก็เข้าข่ายคอนเทนต์ที่มีองค์ประกอบให้พร้อมไวรัล เพราะการนำเสนอคติธรรมสั่งสอนผู้คนของ พลอย ชิดจันทร์ อาจมีทั้งคนชอบและคนชัง จนอยากแชร์ไปชื่นชม (เพราะเห็นดีเห็นงามกับแนวคิดของเธอ), ก่นด่า หรือทำคอนเทนต์จิกกัดตอบโต้ (เพราะอยากให้ชาวเน็ตมองเห็นแง่มุมอื่นๆ ที่ซับซ้อนกว่า) รวมถึงยังมีคนอีกบางส่วนที่ไม่ได้สนใจเนื้อหา แต่กลับสนใจ ‘ท่าที’ การนำเสนออันน่าขบขันของละคร และนำไปใช้แซวหรืออำกันเพื่อความสนุกสนานก็เท่านั้น

สาเหตุความไวรัลของมันจึงแทบจะไม่ต่างอะไรกับคลิปละครก่อนหน้านี้ของเธอ ที่มักมีคนออกมาแชร์ไปอ้างอิงทั้งในแง่บวกและแง่ลบ รวมถึงกระแสอื่นๆ ที่เคยกลายเป็นแฮชแท็กดังทั้งหลาย ซึ่งกระตุ้นให้ผู้คนออกมาเกาะกระแสร่วมถกเถียงกันตลอดหลายปีมานี้ ในยุคที่โลกออนไลน์แทบจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับทุกกิจกรรมของชีวิตมนุษย์ไปแล้ว

บางคนอาจมองว่า กระแสเหล่านี้เป็นเพียงเรื่องโปกฮาไร้สติที่ปราศจากสาระ และอีกบางคนก็อาจเห็นว่า มนุษย์เราหัดทำตัวไร้สาระกันบ้างก็ได้ ไม่จำเป็นต้องจริงจังกับทุกเรื่องในชีวิต -- แต่ทั้งหมดนี้ ก็คงขึ้นอยู่กับตัวผู้เสพ/ผู้สร้างคอนเทนต์ต่อยอด ว่าจะสามารถหยิบจับ ‘สาระ’ จากกระแสที่ดูเหมือนว่า ‘ฉาบฉวย’ แล้วนำไปคิด วิเคราะห์ หรือแยกแยะได้มากน้อยเพียงใด

เพราะหากเรายังเชื่อว่า แม้แต่ละครสอนใจที่มีแนวคิด/การนำเสนอแบนราบจนอาจดูน่าหัวเราะ และกระแสแฮชแท็กบนโซเชียลฯ ที่ไหลบ่ามาทุกเวลานาทีจนอาจดูน่ารำคาญนั้น ก็สามารถนำไปสู่การค้นพบอะไรบางอย่างที่ ‘เป็นประโยชน์’ กับชีวิตของเราได้เช่นกัน


อ้างอิง: ไทยรัฐออนไลน์, Blog.influenceandco.com


Share article
  • Line
  • link
creator
Author
ธีพิสิฐ มหานีรานนท์
บรรณาธิการสายไลฟ์สไตล์และศิลปวัฒนธรรม

Follow