Humberger Menu

"วัคซีนซื้อเอง สูตรไขว้ ซิโนแวค" ความ ‘อิหยังวะ’ ที่คนไทยเผชิญเมื่อต้องการฉีดวัคซีนโควิด

คุณสามารถอ่านได้อีก

5

บทความ

Register

or

Login

creator
ตรีนุช อิงคุทานนท์
LineCopy

LATEST

+
โปร่งใสและรีบรายงานการพบ ‘โอไมครอน’ แต่ ‘แอฟริกาใต้’ กลับถูกโลกลงโทษแบน


คนไทยอยู่กับวิกฤติโควิด-19 มานานแค่ไหนแล้ว ? บางคนอาจจำไม่ได้ หลายคนอาจจำได้ขึ้นใจ และตั้งแต่เกิดโรคระบาด คนไทยได้เผชิญกับการทำงานของรัฐบาลที่แปลกประหลาด และไม่น่าจะพบเห็นได้บ่อยในรัฐบาลชุดไหน เช่น การเปิดเผยเอกสารของบริษัทผู้ผลิตแอสตราเซเนกาที่คลาดเคลื่อนกับการแจ้งของรัฐบาล การไม่ยอมเข้าโครงการ COVAX และอื่นๆ ที่อาจเป็นเพราะโรคระบาดนี้เป็นเรื่องใหม่ที่ยากจะรับมือ จึงทำให้มาตรการเรื่องวัคซีนโควิด-19 อาจตะกุกตะกักในสายตาหลายคน 

เหล่าคนทำงานในไทยรัฐพลัสก็ถือเป็นประชากรไทย ที่ต้องการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ไม่ต่างจากคนอื่นๆ และพบเจอกับปัญหาการฉีดวัคซีนรายทางเช่นกัน จึงได้รวบรวมความแปลกประหลาดที่เจอจนสามารถเรียกได้ว่าความ “อิหยังวะ” ที่มีต่อระบบการทำงานด้านสาธารณสุขไทยในยุคโรคระบาด 


รัฐบาลไทยมองข้าม ‘ไฟเซอร์’ และไม่เข้า COVAX 

ย้อนกลับไปยังช่วงปลายปีที่แล้ว รัฐบาลไทยเริ่มเจรจาขอซื้อวัคซีนป้องกันโควิด-19 จากบริษัทเวชภัณฑ์หลายราย วันที่ 10 พฤศจิกายน 2563 นายแพทย์นคร เปรมศรี ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ กล่าวกับสื่อมวลชนว่า รัฐบาลกำลังมีข้อตกลงกับบริษัทไฟเซอร์-ไบออนเทค (Pfizer-BioNtech) แต่ยังไม่ได้ลงลึกถึงจำนวนวัคซีนที่ต้องการซื้อ

นายแพทย์นครระบุว่า “เราจะคุยกับไฟเซอร์ต่อเมื่อได้รับข้อมูลเชิงลึกมากขึ้น นอกเหนือจากที่บริษัทประกาศตามสื่อ ตอนนี้ยังไม่ได้คุยเรื่องจำนวนสั่งซื้อ ไม่มีข้อตกลงแน่นอน เมื่อได้รับข้อมูลเชิงลึกมากขึ้น เราจึงจะตัดสินใจเรื่องข้อตกลงกับไฟเซอร์” ก่อนทิ้งท้ายว่า มีความหวังที่จะได้วัคซีนในระยะเวลาอันใกล้

วันที่ 23 พฤศจิกายน 2563 มีรายงานความเคลื่อนไหวการเจรจาซื้อวัคซีนกับบริษัทไฟเซอร์ของรัฐบาลไทย อนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงเรื่องที่ตัวแทนบริษัทไฟเซอร์จะเข้าพบนายกรัฐมนตรีในวันที่ 25 พฤศจิกายน 2563 

“เวลานี้ เรามีข้อตกลงในการลงทุนร่วมกับบริษัทแอสตราเซเนกา (AstraZeneca) และมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด สิ่งที่เราได้จากการร่วมทุนคือราคาที่อยู่บนหลักการ ‘ไม่กำไร ไม่ขาดทุน’ (no profit no loss principle) เนื่องจากบริษัทจะขายให้ในราคาต่ำ เฉลี่ยโดสละ 5 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 151 บาท) หากเทียบกับวัคซีนบริษัทอื่นอย่างไฟเซอร์ หรือซิโนแวค (Sinovac) แล้วราคายังสูงอยู่ เพราะเราไม่ได้ไปร่วมทุนกับเขา”

นอกจากนี้ ไทยเป็นเพียงประเทศเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ไม่เข้าร่วมโครงการ COVAX (COVID-19 Vaccine Global Access Facility) ขององค์การอนามัยโลก (WHO) 24 มกราคม 2564 นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวถึงเหตุผลที่ไทยไม่เข้าร่วมโครงการ COVAX ว่า เดิมทีไทยมีความสนใจเข้าร่วม แต่โครงการนี้จะจัดหาวัคซีนแบบไม่เสียค่าใช้จ่ายให้กับประเทศยากจน ซึ่ง COVAX จัดประเทศไทยไว้ในหมวดประเทศรายได้ปานกลาง ทำให้ไทยไม่ได้สิทธิรับวัคซีนฟรี

สุดท้ายไฟเซอร์ก็ได้เข้าสู่ประเทศไทยอย่างเป็นทางการในช่วงต้นเดือนสิงหาคม แม้จะทิ้งช่วงห่างจากช่วงเดือนพฤศจิกายน 2563 มามากโข และกลุ่มที่ได้ก่อนคือบุคลากรด่านหน้า คนที่เกี่ยวข้องกับสาธารณสุข ตามมาด้วยกลุ่มนักเรียน แต่ในช่วงที่ไฟเซอร์เพิ่งมาถึงใหม่ๆ ก็เกิดความผิดปกติหลายประการ จนทำให้ในช่วงเวลาหนึ่ง มีแฮชแท็ก #ไฟเซอร์หายไปไหน ให้ได้เห็นกันอยู่บ่อยครั้ง 

อ่านเรื่องไฟเซอร์ที่หายไปได้ที่ ‘ไฟเซอร์หายไปไหน ปมวัคซีนด่านหน้า ที่คนได้อาจไม่ใช่คนหน้าด่าน’ 


คนไทยต้องเสียเงินซื้อ ‘โมเดอร์นา’ และ ‘ซิโนฟาร์ม’ 

เมื่อไม่มีการแบ่งสรรปันส่วนจาก COVAX สิ่งที่คนไทยจะได้รับคือ วัคซีนซิโนแวค ที่สั่งเข้ามาหลายระลอก และวัคซีนแอสตราเซเนกาที่ผลิตโดยบริษัทสยามไบโอไซเอนซ์ รวมถึงการรับบริจาควัคซีนแอสตราเซเนกาจากประเทศต่างๆ ประชาชนไทยจำนวนมากกังวลถึงประสิทธิภาพของซิโนแวค กังวลถึงผลข้างเคียงของแอสตราเซเนกาที่เกิดกับคนอายุน้อยมากกว่าผู้สูงอายุ และมีอยู่ช่วงหนึ่งที่เกิดปัญหาติดขัดว่าวัคซีนที่ควรจะเป็นวัคซีนหลักจะมาทันตามกำหนดหรือไม่ (อ่านเพิ่มเติมได้ใน ‘แอสตราเซเนกาอยู่ไหน... หรือทางเลือกของคนไทยลงท้ายที่ซิโนแวค ?’)

เมื่อมีตัวเลือกอยู่แค่วัคซีนสองชนิด ประกอบกับข่าวที่ว่าโรงพยาบาลเอกชนร่วมมือกันนำเข้าวัคซีนโมเดอร์นา จึงมีคนไม่น้อยแห่แหนไปจองวัคซีนยี่ห้อนี้กันแบบถล่มทลาย ด้วยไว้ใจในประสิทธิภาพของวัคซีนแบบ mRNA และหวังว่าจองแล้วจะได้ฉีดในเร็ววัน 

ทางด้านของวัคซีนซิโนฟาร์ม ถือเป็นอีกหนึ่งวัคซีนทางเลือกที่ต้องมีค่าใช้จ่ายเพื่อให้ได้มาเช่นเดียวกับโมเดอร์นา โดยราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ จะเป็นผู้ดำเนินการนำเข้าและบริหารจัดสรรวัคซีนให้กับหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนที่สนใจจัดซื้อ

ถ้าเปิดประเด็นเรื่องโมเดอร์ในวงสนทนา ไม่ว่าจะเป็นวงเพื่อนฝูงใกล้ชิด วงเพื่อนร่วมงาน หรือวงสนทนาในครอบครัว เชื่อว่าหลายคนจะต้องพบเจอกับเสียงบ่นเดียวกันถึงระยะเวลาการจองที่แสนยาวนาน รอคอยวันแล้ววันเล่าว่าเมื่อไหร่โมเดอร์นาที่เสียเงินจองไปหลายพันบาท จะมาถึงแขน ถูกฉีดเข้าสู่ร่างกายเสียที 

หากคุยเรื่องนี้กับคนไทยด้วยกันเอง ก็จะได้รับเสียงบ่นปนเสียงแสดงความเบื่อ หรือเหนื่อยหน่ายใจ แต่หากลองเอาเรื่องการเสียเงินพรีออเดอร์จองโมเดอร์นากับโรงพยาบาลเอกชน ไปเล่าให้เพื่อนต่างชาติฟัง เชื่อว่าเพื่อนหรือคนรู้จักเหล่านั้น เกือบทั้งหมดคงต้องเหวอและตกใจ เนื่องจากประชาชนแทบทุกชาติไม่จำเป็นต้องควักกระเป๋าตัวเองเพื่อซื้อวัคซีน ไม่ว่าจะเป็นวัคซีนเชื้อตาย วัคซีนเวกเตอร์ หรือวัคซีน mRNA ก็ตาม 

พอเล่าไปอีกว่าจองมีคนจองโมเดอร์นาตั้งแต่เดือนมิถุนายน จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ได้ฉีดเลยสักเข็ม อาจจะสร้างความงุนงงคูณสองกับสิ่งที่คนไทยต้องเผชิญเข้าไปอีก


‘แอสตราเซเนกา’ วัคซีนหลัก ? แทงม้าตัวเดียว ?

วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2564 ไทยรับมอบวัคซีนแอสตราเซเนกาครั้งแรก จำนวน 117,600 โดส จากเกาหลีใต้ เพื่อใช้เป็นกรณีเร่งด่วนฉุกเฉิน โดยรัฐบาลตั้งเป้ากระจายวัคซีนทั้งหมดให้กลุ่มเป้าหมายระยะที่ 1 คือกลุ่มผู้สูงอายุเกิน 60 ปีขึ้นไป

หลังจากได้แอสตราเซเนกา 117,600 โดส กระทรวงสาธารณสุขไม่ได้มีนโยบายนำวัคซีนเข้ามาเพิ่มอีก เนื่องจากจะเน้นใช้วัคซีนที่ผลิตในประเทศโดยสยามไบโอเซเอนซ์ แต่ระหว่างทางเกิดปัญหาติดขัดหลายครั้ง ทั้งการขาดแคลนวัคซีน ตัวเลขไม่ตรง และวัคซีนไม่มาตามนัด จนทำใหเกิดการรับบริจาคอย่างที่กล่าวไว้ในหัวข้อก่อนหน้านี้

เมื่อพูดถึงแอสตราเซเนกา ก็ต้องนึกถึงประโยคยอดฮิตในช่วงหนึ่งที่พูดว่า "แทงม้าตัวเดียว” ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า เคยตั้งคำถามและวิพากษ์วิจารณ์การจัดหาวัคซีนของรัฐบาล พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่า ล่าช้าและเล่นแบบแทงม้าตัวเดียว ก่อนกล่าวถึง บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ ทำให้ถูกหมายเรียกจากสถานีตำรวจนครบาลนางเลิ้ง ให้เข้ารับทราบข้อกล่าวหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2564

 

มหากาพย์ลงทะเบียนฉีดวัคซีน 

แอปพลิเคชัน ‘หมอพร้อม’ แอปพลิเคชัน ‘เป๋าตัง’ แอปพลิเคชันเครือข่ายมือถือต่างๆ เว็บไซต์ ‘ไทยร่วมใจ’ การลงทะเบียนตามร้านสะดวกซื้อที่เข้าร่วมโครงการ อาทิ 7-11 (เซเว่น) แฟมิลี่มาร์ท มินิบิ๊กซี ฯลฯ คือสิ่งที่ประชาชนชาวไทยผู้ประสงค์ฉีดวัคซีนที่รัฐบาลจัดหาให้ จะต้องลงเพื่อให้ตัวเองมีรายชื่อ ช่องทางที่หลากหลายในการลงทะเบียนฉีดวัคซีนเหมือนจะสร้างความสะดวกสบาย เพราะมีหลายที่ให้กระจายกันไป 

บางครั้งบางคราวก็อดสงสัยไม่ได้จริงๆ เพราะเหตุใด รัฐบาลไทยถึงไม่สามารถจัดการการลงทะเบียนฉีดวัคซีนดังที่ต่างประเทศทำได้ เช่น การตรวจสอบรายชื่อประชากรจากทะเบียนบ้าน บัตรประชาชน ประกันสังคม ข้าราชการ หรือข้อมูลอะไรก็แล้วแต่ของประชาชนที่รัฐมี แต่กลับต้องให้ผู้คนแย่งกันแข่งขันลงทะเบียนกันเอง 

เมื่อแข่งขันกันลงทะเบียนเสร็จ ประชาชนชาวไทยจะต้องคอยติดตามข่าวอยู่ตลอดเวลาว่าจะต้องฉีดที่ไหน จะได้วัคซีนยี่ห้ออะไร จะเกิดการสลับสูตรกลางทางหรือไม่ ต้องโหลดแอปพลิเคชันมากมายเพื่อความสะดวกในการฉีดวัคซีน ทั้งที่สามารถทำได้เลยด้วยคลังข้อมูลประชากรที่รัฐมีอยู่ในมือ หรือแจ้งโดยตรงด้วย sms มายังโทรศัพท์มือถือได้เลยตั้งแต่แรก เพราะต้องคิดเผื่อประชาชนที่ไม่มีสมาร์ทโฟนทันสมัยให้โหลดแอปพลิเคชันเหล่านี้ หรือสามารถกระจายจุดตรวจ จุดฉีดวัคซีนแบบวอล์กอินในแต่ละชุมชนไม่ได้หรือ 

ภาพการกระจุกตัวของประชาชนที่ต้องการฉีดวัคซีน ณ สถานีกลางบางซื่อช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา นับเป็นภาพที่ชวนให้สลดหดหู่ และสร้างความกังวลไม่น้อย ประชาชนจำนวนมากมายืนสู้แดดท้าฝน ต่อคิวรอได้ฉีดวัคซีน มีตั้งแต่คนวัยกลางคนไปจนถึงครอบครัวที่ผู้สูงอายุมายืนต่อแถว การกระจุกตัว ปัญหาการลงทะเบียนวัคซีน และการกระจายวัคซีนที่ไม่ทั่วถึงเท่าที่ควร ทำให้รัฐบาลได้รับเสียงค่อนแคะจากประเด็นเหล่านี้อยู่ไม่น้อย 


ผสมสูตร สูตรไขว้ สูตรไม่ซ้ำปรับตามสถานการณ์ และคำครหา แอสตราเซเนกามากองอยู่แค่เมืองหลวง ? 

หากยังจำกันได้ เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2564 อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข สั่งยกเลิกการฉีดวัคซีนซิโนแวค 2 เข็ม เปลี่ยนเป็นแบบผสมสูตร สองเข็ม สองยี่ห้อ คือ ซิโนแวค (Sinovac) ตามด้วย แอสตราเซเนกา ถือเป็นครั้งแรกกับการนำวัคซีนที่พัฒนาจากจีนและฝั่งตะวันตกมาใช้ร่วมกัน 

นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค เผย มติการประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ ตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 ครั้งที่ 7/2564 เกี่ยวกับการฉีดวัคซีนโควิด-19 แบบสลับชนิด โดยนักวิจัย แพทย์ นักวิทยาศาสตร์ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และกระทรวงอุดมศึกษา ศึกษาแล้วได้ผลลัพธ์ตรงกันว่า การฉีดวัคซีนสลับชนิดจะทำให้ภูมิคุ้มกันขึ้นสูง และสามารถต้านเชื้อกลายพันธุ์เดลตาได้ดี

มติการประชุมได้กล่าวถึงลำดับการฉีดไว้ว่า

“หากเข็มที่ 1 เป็นซิโนแวค เข็มถัดมาควรเป็นแอสตราเซเนกา โดยกำหนดระยะเวลาการฉีดห่างจากเข็มแรกประมาณ 3-4 สัปดาห์ จะทำให้สร้างภูมิคุ้มกันในระดับสูงและรวดเร็ว ใกล้เคียงกับผู้รับวัคซีนแอสตราเซเนกา 2 เข็ม แต่ใช้ระยะเวลาสั้นกว่า”

“กลับกัน ในกรณีผู้ได้รับวัคซีนเข็มที่ 1 เป็นแอสตราเซเนกา เข็ม 2 ควรเป็นแอสตราเซเนกาเช่นเดียวกัน แต่ต้องเว้นระยะห่างจากเข็มแรก 12 สัปดาห์"

การตัดสินใจใช้สูตรผสมเชื้อตายและไวรัลเวกเตอร์ ณ ขณะนั้น ยังไม่ได้รับการรับรองจากองค์การอนามัยโลก ซ้ำยังเกิดการเตือนไปยังประเทศต่างๆ ที่คิดใช้วัคซีนแบบผสมสูตร เนื่องจากยังไม่มีผลวิจัยที่ชัดเจน 

ปัญหาจากการอนุมัติฉีดวัคซีนแบบผสมสูตร อาจไม่ถูกพบเห็นในกรุงเทพฯ มากเท่าต่างจังหวัด คนไทยที่อาศัยอยู่ในต่างจังหวัด ที่ไม่ใช่กลุ่มเสี่ยง ที่ไม่ใช่บุคลากรด่านหน้า มักได้รับการเรียกไปฉีดวัคซีน บางที่ชาวบ้านบอกว่าจะได้ฉีดวัคซีนยี่ห้อหนึ่ง แต่เมื่อไปถึงกลับกลายเป็นอีกยี่ห้อหนึ่ง 

สิ่งที่เกิดขึ้นสร้างความไม่ไว้วางใจแก่ประชาชน เพราะกลัวว่าจะถูกหลอก กลัวว่าการฉีดแบบไขว้จะทำให้ประสิทธิภาพต่ำ กลัวเรื่องผลข้างเคียงที่อันตรายถึงชีวิต แม้จะมีนักวิชาการหรือแพทย์หลายคนที่ออกมาสร้างความมั่นใจกับวัคซีนผสมสูตรเหล่านี้ 

อย่างไรก็ตาม วัคซีนผสมสูตรหลายแบบที่ใช้ในประเทศไทย ส่วนใหญ่ยังไม่เป็นที่ยอมรับในนานาชาติ เห็นได้จากลิสต์วัคซีนที่ฉีดแล้วสามารถเดินทางเข้าประเทศต่างๆ ได้โดยไม่ต้องกักตัว แต่แทบไม่ค่อยเห็นสูตรซิโนแวค ซิโนฟาร์ม กับวัคซีนตัวอื่นๆ ที่ได้รับการต้อนรับโดยไม่ต้องกักตัวเลยแม้แต่น้อย 

บางส่วนที่ไม่ต้องการวัคซีนผสมสูตร จึงต้องแย่งกันลงทะเบียนจองวัคซีนทางเลือกยี่ห้อโมเดอร์นา บ้างก็ต้องแย่งกันลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชันต่างๆ เพื่อให้ได้ฉีดวัคซีนแอสตราเซเนกาทั้งสองเข็ม หรือซิโนแวคทั้งสองเข็ม (ส่วนบูสเตอร์ค่อยว่ากันทีหลัง) ความกังวลเรื่องวัคซีนผสมสูตร มีส่วนทำให้ประชาชนจำนวนมากที่ประสงค์ฉีดวัคซีนยี่ห้อเดียวกันทั้งสองโดส ไปกองรวมกันอยู่ที่สถานีกลางบางซื่อ ศูนย์กลางฉีดวัคซีนขนาดใหญ่ของกรุงเทพมหานคร และสุดท้ายสูตรผสมก็ถูกใช้ในกรุงเทพฯ เช่นกัน 

หลังจากที่เคยเขียนบทความ ‘สื่อนอกจับตาไทย หลังประกาศใช้วัคซีนผสมสูตร ซิโนแวค+แอสตราเซเนกา นับตั้งแต่วันนั้นจนถึงปัจจุบัน เวลานี้การแผนการฉีดวัคซีนผสมสูตรไปไกลกว่าที่คาดไว้มาก และมีสูตรต่างๆ เพิ่มขึ้นอยู่ตลอดเวลา 

ถึงแม้จะมีสูตรต่างๆ มาให้เลือกสรร สำหรับใครที่ต้องการเดินทางต่างประเทศ ควรต้องศึกษาวัคซีนที่ฉีดให้ดีๆ ว่าที่ไหนรับสูตรผสมใดบ้าง หรือไม่รับสูตรผสมใดบ้าง และคงต้องทำการบ้านเรื่องผลวิจัยจากการฉีดวัคซีนผสมสูตรพอสมควร 


ทำไมถึงต้องเป็น ‘ซิโนแวค’ 

คำถามนี้คงเป็นคำถามสุดท้ายเกี่ยวกับวัคซีน ที่ไม่ใช่แค่ไทยรัฐพลัสเท่านั้นที่สงสัยข้องใจ แต่ขออนุมานว่าคงมีผู้คนอีกไม่น้อย ที่ตั้งคำถามมาตั้งแต่วันที่แรกเห็นว่ารัฐบาลไทยสั่งซื้อซิโนแวค และสงสัยต่อไปเรื่อยๆ เมื่อมีมติจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) สั่งซื้อซิโนแวคเพิ่มซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะอะไรกันที่ทำให้รัฐบาลถึงไว้วางใจซิโนแวคมากขนาดนี้ 

ในแง่ของเรื่องราคาวัคซีน จากการรวบรวมข้อมูลและการพูดคุยของประชาชนในโซเชียลมีเดีย บางส่วนตั้งคำถามถึงราคาวัคซีนที่รัฐบาลนำเข้า ก่อนพบว่าซิโนแวคมีราคาสูงกว่าวัคซีนหลายยี่ห้อ สวนทางกับรายงานเรื่องประสิทธิภาพในการป้องกันและสร้างภูมิคุ้มกันโรค แต่รัฐบาลกลับยังสั่งซื้อเพิ่มอยู่เรื่อยๆ

นายแพทย์วิฑูรย์ ด่านวิบูลย์ เคยกล่าวถึงกรณีข่าวลือว่าไทยซื้อวัคซีนซิโนแวคที่มีราคาแพงว่า ไทยไม่ได้ซื้อในราคาแพง กลับกันคือซื้อได้ในราคาที่ถูกด้วยซ้ำกับการซื้อวัคซีนจำนวนน้อย และเปรียบเทียบกับประเทศอินโดนีเซียที่ซื้อมากถึง 100 ล้านโดส

ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรมยังกล่าวอีกว่า จากนี้ราคาวัคซีนแต่ละตัวจะถูกลงเรื่อยๆ เป็นไปตามอุปสงค์และอุปทานของตลาด ในช่วงแรกวัคซีนเป็นสิ่งที่มีความต้องการสูง แต่ผลิตได้น้อย จึงทำให้มีราคาแพง แต่ปัจจุบันนี้มีวัคซีนเพียงตัวเดียวที่ยังมีราคาสูงอยู่คือ โมเดอร์นา

ส่วนเรื่องของประสิทธิภาพซิโนแวค สำนักข่าว Forbes เคยระบุถึงประสิทธิภาพของซิโนแวคที่รัฐบาลไทยใช้เป็นวัคซีนหลักฉีดให้กับประชาชน แม้ซิโนแวคจะได้รับอนุญาตจากองค์การอนามัยโลก (WHO) แต่ผลวิจัยเรื่องตัวเลขภูมิคุ้มกันโรคที่เฉลี่ยแค่ 50 เปอร์เซ็นต์ รวมถึงข้อมูลเพิ่มเติมที่ได้จากผู้ผลิตหลายต่อหลายครั้งมักไม่สอดคล้องกัน ถึงตอนนี้โลกจะยังไม่มีวัคซีนที่สามารถป้องกันโควิด-19 ได้อย่างสมบูรณ์แบบ แต่ด้วยประสิทธิภาพระดับปานกลางของซิโนแวค อาจทำให้ผู้ที่ฉีดวัคซีนครบแล้วเสี่ยงต่อการติดเชื้อ

ส่วนสำนักข่าว BBC ยังกล่าวถึงยอดลงทะเบียนจองฉีดวัคซีนโมเดอร์นา ของโรงพยาบาลเอกชน และการจองบนแฟลตฟอร์มช็อปปิ้งออนไลน์ที่ถูกซื้อหมดภายในไม่กี่นาที ที่อาจชี้ให้เห็นถึงความกังวลของประชาชนต่อวัคซีนที่รัฐบาลมีอยู่


#ไฟเซอร์นักเรียน แต่งกายเรียบร้อย ย้อมผมเสียก่อน จึงจะได้ฉีดวัคซีน 

ในที่สุดไฟเซอร์ก็เข้าสู่ประเทศไทย นอกจากกลุ่มด่านหน้าที่จะได้รับแล้ว วัคซีนยี่ห้อนี้ยังถูกนำเข้ามาฉีดให้แก่เยาวชนที่มีอายุ 12-18 ปี ตั้งแต่วันที่ 4 ตุลาคม 2564 โดยกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงศึกษาธิการ แจ้งจำนวนผู้ประสงค์ฉีดวัคซีนราว 3.6 ล้านคน แต่จำนวนเป้าที่รัฐบาลตั้งไว้คือ 5 ล้านคน 

เมื่อมีการยืนยันว่าเยาวชนจะได้รับไฟเซอร์ แฮชแท็ก #ไฟเซอร์นักเรียน ถูกทวีตจนขึ้นเทรนด์หลายครั้ง มีนักเรียนมาแบ่งปันประสบการณ์ที่เจอจากการเตรียมฉีดไฟเซอร์ อาทิ ไลน์กลุ่มห้องเรียนที่คุณครูพิมพ์ข้อกำหนดต่างๆ ดังนี้

  • ขอให้แต่งกายด้วยชุดพละ สวมรองเท้าผ้าใบ ห้ามสวมรองเท้าแตะ
  • นักเรียนหญิงต้องถักเปียให้เรียบร้อย ห้ามปล่อยผม ส่วนนักเรียนที่ย้อมสีผม ให้กลับไปย้อมสีดำตามปกติ 
  • นักเรียนหญิงที่ทาเล็บ จะต้องลบสีทาเล็บออก
  • นักเรียนชายหากผมยาวมากเกินไป ควรตัดออกให้เรียบร้อย 

ตัวอย่างดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงแค่บางโรงเรียน ไม่ใช่ทุกสถานศึกษาในประเทศ แต่ก็ทำให้เกิดข้อสงสัยได้ง่ายๆ ว่า การฉีดวัคซีน กับการย้อมผม ลาเล็บ หรือแต่งตัว เกี่ยวข้องอะไรกับการรับวัคซีน รวมถึงมีคลิปที่กลายเป็นไวรัล เมื่อผู้ปกครองของเด็กคนหนึ่งต้องวิ่งหาซื้อสีย้อมผมดำ และย้อมผมลูกตัวเองตรงสวน ณ จุดฉีดวัคซีน เพื่อให้เด็กได้ฉีดไฟเซอร์ 

สิ่งที่เกิดขึ้นจึงสามารถเรียกได้ว่าเป็นความแปลกของไทยกับการฉีดวัคซีนได้เหมือนกัน 


Share article
  • Line
  • link
creator
Author
ตรีนุช อิงคุทานนท์
นักเขียนที่สนใจใน 'คนเท่ากัน เฟมินิสต์ และสิทธิของผู้หลากหลายทางเพศ'

Follow

RELATED

+