Humberger Menu

‘ศาสนา ความเชื่อ ความขัดแย้ง’ การละเมิดสิทธิความเป็นมนุษย์ของชาวฮินดู โดยมุสลิมหัวรุนแรงในปากีสถาน

คุณสามารถอ่านได้อีก

5

บทความ

Register

or

Login

creator
ตรีนุช อิงคุทานนท์
LineCopy

LATEST

+
โปร่งใสและรีบรายงานการพบ ‘โอไมครอน’ แต่ ‘แอฟริกาใต้’ กลับถูกโลกลงโทษแบน


เมื่อโลกโซเชียลพากันติดแฮชแท็ก #SaveBangladeshiHindus เรียกร้องสิทธิความเป็นมนุษย์ให้กับผู้นับถือศาสนาฮินดูจากผู้นับถือศาสนาอิสลาม หลังชาวมุสลิมบุกโจมตีชุมชนชาวฮินดู ทำร้ายร่างกาย หรือกระทำการใดๆ เพื่อบังคับให้ชาวฮินดูยอมเปลี่ยนศาสนาหรือออกจากประเทศ

ย้อนกลับไปยังวันที่ 21 ตุลาคม 2021 มีผู้เผยแพร่ภาพและคลิปวิดีโอชายกลุ่มหนึ่งบุกเข้าตามบ้านเรือน ทุบตีชาวบ้าน มีเหตุทะเลาะวิวาทรุนแรง ซึ่งคนกลุ่มที่บุกโจมตีถูกสำนักข่าวและชาวเน็ตเรียกว่า ‘กลุ่มมุสลิมหัวรุนแรง’ ที่เกลียดชังชาวฮินดู 

แม้จะมีเหตุการณ์ทำนองเดียวกันเกิดขึ้นในหลายประเทศมานับสิบปี คราวนี้ในบังกลาเทศดูจะรุนแรงขึ้นอีกครั้ง วันที่ 13 ตุลาคม 2021 ชาวฮินดูจำนวนมากรวมตัวกันเฉลิมฉลองเทศกาลทรุคา ปูจา (Durga Puja) เทศกาลทางศาสนาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของชาวฮินดู ก่อนถูกชาวมุสลิมจำนวนมากบุกเข้ามาพังงาน ทำลายข้าวของ ทุบเทวรูป ทำลายสิ่งที่เป็นความเชื่อของผู้นับถือศาสนาฮินดู และรุมทำร้ายร่างกายชาวฮินดู และเจ้าหน้าที่พบว่ามีคนวางคัมภีร์อันกุรอานไว้ในที่เกิดเหตุ

เหตุรุนแรงไม่จบลงในวันนั้น แต่ลุกลามหนักขึ้นกว่าเก่า วันที่ 17-18 ตุลาคมที่ผ่านมา มีกลุ่มชาวมุสลิมราว 400-500 คน กระจายตัวก่อเหตุพังสถานที่จัดพิธีกรรมทางศาสนาของชาวฮินดูอีกครั้ง บุกบ้านชาวฮินดูในหลายพื้นที่ มีบ้านเรือนถูกเผาหลายหลัง จนสุดท้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจตัดสินใจเปิดฉากยิงแก๊สน้ำตา และเข้าจับกุมตัวผู้ก่อเหตุ โดยผู้ก่อเหตุบางส่วนอ้างถึงคัมภีร์อัลกุรอาน

มีรายงานตัวเลขว่าอาจมีชาวบังกลาเทศกว่า 693 คน เกี่ยวข้องกับเหตุรุนแรงที่เกิดขึ้น ส่งผลให้มีการยื่นฟ้องกว่า 70 คดี และมีผู้ต้องสงสัยราว 24,000 คน แม้ว่าในอดีตจะมีการโจมตีชนกลุ่มน้อยทางศาสนาหลายครั้ง แต่หนึ่งในผู้นำชุมชนชาวฮินดูมองว่า สิ่งที่เกิดขึ้นครั้งนี้ถือเป็นความรุนแรงร้ายแรงที่สุดต่อชุมชนกลุ่มใหญ่ในประวัติศาสตร์บังกลาเทศ

สำนักข่าว Hindustanttimes รายงานว่า มีชายสองคนถูกจับฐานมีส่วนปลุกระดมให้ชาวมุสลิมก่อเหตุรุนแรงผ่านทางการโพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊ก เสียงตามสายของลำโพงที่ติดอยู่ทั่วชุมชน ทางด้านอาซาดุซซามัน ข่าน (Asaduzzaman Khan) รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยบังกลาเทศ กล่าวว่า ตอนนี้ตำรวจได้สอบสวนผู้ต้องหาไปแล้วหลายร้อยคน และยืนยันได้ว่ามีผู้จงใจเผยแพร่โฆษณาชวนเชื่อ ด้วยการอัปโหลดภาพวิดีโอของเหตุการณ์รุนแรงมากมายที่เกิดขึ้นในประเทศในช่วงเวลาต่างๆ และในอดีต เพื่อหลอกลวงผู้อื่น

สำนักข่าว BBC รายงานว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นส่งผลให้ชาวฮินดูเสียชีวิตแล้วมากกว่า 7 คน บ้านเรือน ร้านค้า วัด ถูกเผา และมีรายงานว่ามีหญิงฮินดูถูกข่มขืน และมีผู้บาดเจ็บอีกจำนวนมาก สิ่งที่เกิดขึ้นสร้างความตื่นตระหนกให้หลายชุมชน จนมีในช่วงเวลาหนึ่งรัฐบาลต้องส่งกองกำลังรักษาความปลอดภัยใน 22 เขตเพื่อควบคุมการจลาจล

มีการคาดการณ์ว่า เป็นไปได้สูงที่ความรุนแรงครั้งนี้อาจมีกลุ่มจามาต-อี-อิสลาม บังกลาเทศ (Jamaat-e-Islami Bangladesh) ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนกลุ่มตาลิบัน อยู่เบื้องหลังการจัดวางความรุนแรงในชุมชน รัฐบาลกำลังพยายามค้นหาแผนการสมรู้ร่วมคิดและรวบรวมหลักฐานเข้าด้วยกัน

นายกรัฐมนตรี ชีค ฮาสินา (Sheikh Hasina) ออกแถลงการณ์ประณามความรุนแรงที่เกิดขึ้น ยืนยันว่าผู้กระทำผิดจะต้องได้รับการลงโทษที่เหมาะสม และมีชาวมุสลิมจำนวนมากที่ต่อต้านการกระทำอันรุนแรงที่ทำต่อชาวฮินดู เพราะมองว่าจะทำให้ศาสนาอิสลามเสื่อมเสีย ถึงขนาดที่ว่า เมาลานา มูจิบูร์ เราะห์มาน ฮามิดี (Maulana Mujibur Rahman Hamidi) รองประธานของขบวนการอิสลามบังกลาเทศ ยังออกมาบอกว่า “ผู้ที่โจมตีวัดควรได้รับโทษ และทุกคนควรได้อยู่อย่างสันติ”

อนุรัก เกาตัม (Anurag Gautam) หนึ่งในสมาชิกขององค์กรนักเรียนฝ่ายขวาอินเดีย (Akhil Bharatiya Vidyarthi Pasrishad: ABVP) ที่ก่อตั้งขึ้นในช่วงปี 1948 เพื่อต่อต้านอิทธิพลของคอมมิวนิสต์ในมหาวิทยาลัย และยังคงอยู่จนถึงปัจจุบัน มองสิ่งที่เกิดขึ้นในบังกลาเทศตอนนี้ว่า 

 การเป็นชาวฮินดูในรัฐที่มีชาวอิสลามเป็นส่วนใหญ่อย่าง บังกลาเทศ ปากีสถาน อัฟกานิสถาน หรือบางพื้นที่ของอินเดีย ทำให้ชาวฮินดูถูกมองว่าเป็นเรื่องร้ายแรง เป็นอาชญากรรม ส่งผลให้ชาวฮินดูถูกล่วงละเมิด ถูกต่อต้าน และถูกฆ่า

share

เว็บไซต์ Hindustanttimes ระบุว่า ในบังกลาเทศมีชาวฮินดูร้อยละ 10 ของประชากร 169 ล้านคน ที่ส่วนใหญ่เป็นมุสลิม ส่วน BBC ระบุตัวเลขใกล้เคียงกันว่า มีชาวฮินดูน้อยกว่า 9 เปอร์เซ็นต์ ต่อจำนวนประชากร 165 ล้านคน และมีศาสนาอิสลามเป็นศาสนาประจำชาติ ด้านผู้นำชุมชนชาวฮินดูกล่าวว่าประชากรของพวกเขาลดลง 30 เปอร์เซ็นต์ในปี 1947 แต่ตอนนี้เหลือน้อยกว่า 9 เปอร์เซ็นต์แล้ว

“สิ่งที่เกิดขึ้นคือความพยายามจะยึดบ้านและที่ดินของชาวฮินดู และบังคับให้พวกเขาออกจากประเทศ”เมื่อเรื่องความเชื่อทางศาสนาส่งผลต่อชีวิต ทำให้เกิดการตั้งคำถามว่าเพราะเหตุใดถึงต้องกระทำกันด้วยความรุนแรง เพียงเพื่อให้คนที่มีความเชื่อหนึ่ง เปลี่ยนความเชื่อมาเหมือนกับตัวเอง ลุกลามไปถึงขั้นทำร้ายร่างกาย ข่มขืน ทำลายทรัพย์สิน #SaveBangladeshiHindus จึงกลายเป็นพื้นที่สนทนาประเด็นดังกล่าว และตั้งคำถามถึงสิทธิเสรีภาพในการมีชีวิต (Right to Life) และเสรีภาพขั้นพื้นฐานที่มนุษย์ทุกคนควรจะได้รับ รวมถึงชาวฮินดูที่อยู่ในประเทศต่างๆ 

นอกจากการรณรงค์ในโซเชียลมีเดีย การประท้วงบนท้องถนนได้เกิดขึ้นในหลายประเทศ มีชาวอินเดียในบางรัฐรวมตัวประท้วงอดอาหาร หรือการเดินขบวนพร้อมป้ายที่เขียนข้อความต่างๆ เช่น “ชาวฮินดูก็คน” หรือ “หยุดการทารุณกรรมชาวฮินดู” 

ซาอัด ฮัมมาดี (Saad Hammadi) นักรณรงค์ในภูมิภาคเอเชียใต้ของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล มองประเด็นที่เกิดขึ้นว่า ส่วนหนึ่งที่ทำให้โลกได้เห็นความรุนแรงในชุมชนชาวฮินดูซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะกฎหมายลงโทษในหลายประเทศยังไม่เข้มแข็ง ไม่มีการลงโทษเด็ดขาด การเยียวยาเหยื่อก็ยังไม่มีประสิทธิภาพมากพอ 

อย่างไรก็ตาม ไม่ได้มีแค่ชุมชนชาวฮินดูที่ถูกไล่ต้อนเพียงอย่างเดียว ในบางพื้นที่ บางประเทศ ชาวฮินดูก็เป็นฝ่ายโจมตีชาวมุสลิมก่อน หรือชาวซิกข์ที่ถูกชาวฮินดูทำร้าย ทั้งหมดล้วนเป็นความรุนแรงที่ไม่ควรเกิดขึ้นเพียงเพราะมีความเชื่อหรือมุมมองที่ต่างกัน ประเด็นความเชื่อยังเกี่ยวเนื่องกับประเด็นเชื้อชาติ ลุกลามไปถึงการแบ่งกลุ่ม สร้างความแตกแยก และสาดคลื่นความเกลียดชังไปยังเรื่องการทำงาน และการใช้ชีวิตร่วมกันในชุมชน ที่ทุกรัฐบาลควรต้องเร่งแก้ปัญหาให้ได้ 



อ้างอิง

hindustantimes.com

opindia.com

bbc.com


Share article
  • Line
  • link
creator
Author
ตรีนุช อิงคุทานนท์
นักเขียนที่สนใจใน 'คนเท่ากัน เฟมินิสต์ และสิทธิของผู้หลากหลายทางเพศ'

Follow

RELATED

+