Humberger Menu

25 ปี SPICE อัลบั้มเปลี่ยนโลกของ Spice Girls และช่วงเวลาแห่งความหวังของ ‘พลังหญิง’

creator
ประสาร งานแข็ง
LineCopy

LATEST

+
Summary
  • หากมองย้อนกลับไปในปี 1996 หรือเมื่อ 25 ปีที่แล้ว ดูเหมือน ‘ผู้หญิง’ ยังคงต้องพยายามพิสูจน์ตัวเองตาม ‘มาตรฐาน’ ที่สังคมตั้งไว้อยู่เนืองๆ จนกระทั่งเด็กสาวชาวอังกฤษ 5 คนในนาม Spice Girls ออกมาร้องแรกแหกปากผ่านดนตรีป๊อปที่แสนติดหูของซิงเกิลเปิดตัว Wannabe และอัลบั้ม Spice เพื่อให้ผู้คนได้เห็นว่า การได้เป็นเพียง ‘คนธรรมดา’ ที่ไม่ต้องดีเด่นอะไรมากมาย แต่สามารถทำเรื่องสนุกสนานบ้าบอสมวัย และพูดในสิ่งที่ใจคิดออกมาได้ น่าจะคือ ‘ชีวิตธรรมดา’ ในแบบที่ผู้หญิงทั่วโลกใฝ่ฝันหา
  • Wannabe ครองอันดับ 1 บนชาร์ตอังกฤษได้ถึง 7 สัปดาห์ และบนชาร์ต Billboard Hot 100 ของอเมริกาอีก 4 สัปดาห์​ ก่อนลุกลามไปขึ้นอันดับ​ 1 ในอีก 35 ประเทศทั่วโลก, คว้ารางวัล BRIT Awards สาขาซิงเกิลแห่งปี 1997 และทำยอดขายไปจนถึงตอนนี้กว่า 7 ล้านหน่วย โดยทุกซิงเกิลหลังจากนั้น ก็ขึ้นอันดับ 1 ในอังกฤษและอีกกว่า 50 ประเทศทั่วโลกได้แบบไม่มีพลาด เช่นเดียวกับอัลบั้ม Spice ที่ทำยอดรวมทั่วโลกไปกว่า 23 ล้านหน่วยทั่วโลก แถมพวกมันยังรั้งตำแหน่งทั้งซิงเกิลและอัลบั้มของวงหญิงล้วนที่ ‘ขายดีที่สุดในโลก’ มาจนถึงปัจจุบัน
  • ความสำเร็จทั้งหมดที่ได้มา หาใช่เพราะพวกเธอมีทีมงานที่ดีคอยดูแลเพียงเท่านั้น แต่ยังเป็นเพราะพวกเธอผ่านขวากหนามมามากมายและต้องต่อสู้เพื่อให้ตัวเองได้มีที่ยืน แม้ว่าผลงานของพวกเธอจะถูก ‘ด้อยค่า’ อยู่เสมอ



แรปเปอร์เกย์ผิวดำอย่าง Lil Nas X และวงเคป๊อปอย่าง BTS กับ Blackpink อาจเรียกได้ว่าเป็น ‘ความสดใหม่’ ที่ช่วยสร้างสีสันให้แก่วงการดนตรีโลกในยุคปัจจุบัน ขณะที่ซีรีส์อย่าง Sex Education (ที่ซีซั่น 3 เพิ่งเดินทางมาถึง) ก็ช่วยพาผู้ชมไปพานพบกับการปฏิวัติในเรื่องเพศ ที่ทั้งกว้างไกลและลึกซึ้ง ยิ่งกว่าการถ่ายทอดแค่ฉากวาบหวามของเหล่าตัวละครที่มี ‘ความหลากหลาย’ ในมิติต่างๆ เท่านั้น

แต่ก่อนจะมาถึงจุดที่เราสามารถสรรเสริญความหลากหลายอันสดใหม่-ทั้งทัศนคติเรื่องเพศและเรื่องอื่นๆ-ในโลกบันเทิงได้อย่างหน้าชื่นตาบาน สิ่งเหล่านี้ล้วนเคยถูก ‘ศิลปินหญิง’ จากวงการดนตรีฝั่งตะวันตก หยิบยกมาพูดถึงเพื่อคัดง้างกับความเชื่อเดิมๆ ของสังคมกันอยู่บ้างไม่มากก็น้อย เพราะศิลปิน ‘ตัวแม่’ จากหลายยุคสมัยล้วนแล้วแต่เคยสู้รบปรบมือกับการเลือกปฏิบัติที่พวกเธอต้องพบเจอ จนบางรายถึงขั้นทนไม่ไหวและนำเอาเรื่องราว/ประสบการณ์ชีวิตนั้น มาถ่ายทอดผ่านบทเพลงของตัวเอง ซึ่งก็มีให้ได้ฟังกันมาตั้งแต่รุ่น อารีธา แฟรงคลิน, มาดอนนา, คริสตินา อากีเลรา, บียอนเซ หรือแม้กระทั่ง เลดี้ กาก้า

หากมองย้อนกลับไปในปี 1996 หรือเมื่อ 25 ปีที่แล้ว เราก็จะพบว่ามันเป็นขวบปีที่ เจ้าหญิงไดอานา หย่าขาดจาก เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ จนหลายคนตีตราเธอว่าเป็น ‘นางฟ้าตกสวรรค์’ (หาชมฉบับดัดแปลงได้ในหนัง Spencer ที่นักวิจารณ์กำลังเห่ออยู่ตอนนี้), นักร้องฉาวอย่าง มาดอนนา โดนขู่ฆ่าจนต้องขึ้นโรงขึ้นศาลจริงจัง แค่เพราะเธอได้รับบทเป็น เอวา เปรอง วีรสตรีคนยากไร้ของชาวอาร์เจนตินา ในหนัง Evita ส่วน อลานิส มอริสเซตต์ ก็พาอัลบั้มสุดเกรี้ยวกราดอย่าง Jagged Little Pill คว้ารางวัลแกรมมี่ไปถึง 4 สาขาจนได้ ซึ่งเป็นงานปีเดียวกับที่ตลกสาวอย่าง เอลเลน ดีเจเนเรส ได้เป็นพิธีกร ก่อนที่จะตัดสินใจประกาศตัวเป็นเกย์ในปีถัดมา

ดูเหมือน ‘ผู้หญิง’ ในยุคนั้น ยังคงต้องพยายามพิสูจน์ตัวเองตาม ‘มาตรฐาน’ ที่สังคมตั้งไว้อยู่เนืองๆ จนกระทั่งเด็กสาวชาวอังกฤษ 5 คนออกมาร้องแรกแหกปากผ่านดนตรีป๊อปที่แสนติดหู เพื่อให้ผู้คนได้เห็นว่า การได้เป็นเพียง ‘คนธรรมดา’ ที่ไม่ต้องดีเด่นอะไรมากมาย แต่สามารถทำเรื่องสนุกสนานบ้าบอสมวัย และพูดในสิ่งที่ใจคิดออกมาได้ น่าจะคือ ‘ชีวิตธรรมดา’ ในแบบที่ผู้หญิงทั่วโลกใฝ่ฝันหา

พวกเธอคือ Spice Girls วงหญิงล้วนที่เคยพาเอาความซาบซ่าสดใสจากอัลบั้มเปิดตัวอย่าง Spice และคำขวัญ Girl Power เข้ายึดครองวงการบันเทิงโลกมาได้อย่างยาวนานถึงครึ่งทศวรรษในช่วงปลายยุค 90



Spice Girls เป็นวงที่เกิดขึ้นด้วยไอเดียง่ายๆ ที่ว่า ในตอนนั้น วงการดนตรีแทบไม่มีพื้นที่ให้ ‘ผู้หญิง’ เลย เพราะขณะที่ฝั่งอเมริกามีวงหญิงล้วนชื่อดังอย่าง TLC, En Vogue และ Salt-N-Pepa แต่ฝั่งอังกฤษกลับโดนยึดหัวหาดโดยวงดนตรีชายล้วนอย่าง Take That และวงบริตป๊อปที่รุ่งเรืองสุดขีดในช่วงปี 1993-1997 โดยเฉพาะช่วงกลางยุคที่สงครามระหว่างวง Blur กับ Oasis กลายเป็นวาระระดับชาติที่คนอังกฤษทั้งประเทศต้องจับตามอง ...บ็อบ กับ คริส เฮอร์เบิร์ต คู่หูพ่อลูกนักปั้นในนาม Heart Management เลยเกิดความคิดอยากก่อตั้ง ‘วงดนตรีหญิงล้วน’ ที่จะมาตีกระแส ‘ชายเป็นใหญ่’ ให้แตกกระเจิง

พวกเขาจึงลงประกาศรับสมัครในหนังสือพิมพ์ The Stage เดือนมีนาคม 1994 ซึ่งก็มีผู้เข้าร่วมคัดเลือกกว่า 600 คน จนได้ผู้เข้ารอบสุดท้ายมา โดยหนึ่งในนั้นคือ เมลานี บราวน์ (Scary Spice) สาวผิวผสมนิสัยโผงผาง-ร้องเพลงดี ผู้มีดีกรีเป็นถึงอดีตนางงาม Miss Leeds แต่ด้วยความเป็นมือใหม่ของพ่อลูกนักปั้นคู่นี้ ก็ทำให้สาวๆ เสียงดีหลายคนตัดสินใจทิ้งวงไป จนพวกเขาต้องเรียกตัวสำรองอย่าง วิกทอเรีย อดัมส์ (Posh Spice) สาวหน้าสวยหุ่นนางแบบที่ร้องเพลงพอได้ เพราะจบมาจากโรงเรียนการแสดง และ เมลานี ชิสโฮล์ม (Sporty Spice) สาวนักกีฬายิมนาสติกที่ฝันอยากไปโอลิมปิก แต่ยังออกตามฝันไม่ถึงไหนก็ดันเพิ่งมารู้ตัวว่าชอบร้องเพลง เข้ามาแทน ก่อนจะดึง เจอรี ฮัลลิเวลล์ (Ginger Spice) ที่ตามมาสมัครทีหลัง เข้ามาร่วมด้วยอีกราย

ใช่แล้ว, Spice Girls เป็นวงที่สมาชิกเกินครึ่งคัดตัวรอบแรกไม่ผ่าน -- ซึ่งวิกทอเรียก็เคยออกมาเปิดเผยถึงเรื่องนี้ในสารคดี Giving You Everything (2007) ว่า “พวกเราอาจไม่มีใครดีเลิศที่สุดตอนคัดตัว แต่เราก็มีข้อดีตรงนั้นตรงนี้ของตัวเอง เรามี ‘ความแตกต่าง’ มานำเสนอมากกว่าน่ะค่ะ”


(จากซ้ายไปขวา) เมลานี บี, เมลานี ซี, เจอรี, เอ็มมา และ วิกทอเรีย จากยุค Spice

 

ในตอนนั้น ข่าวดีก็คือ พวกเธอมีไฟและบุคลิกที่น่าสนใจ แต่ข่าวร้ายก็คือพวกเธอร้องเพลงกันแทบไม่ได้ จนเมื่อมีสมาชิกดั้งเดิมคนหนึ่งลาออกไป จึงมีการออกหาสาวเสียงดีมาช่วยเสริมทักษะด้านการร้องให้กับสมาชิกที่เหลือ ซึ่งครูสอนร้องเพลงของวงก็แนะนำนักเรียนคนเก่งอย่าง เอ็มมา บันทัน (Baby Spice) ที่เพิ่งจบมาหมาดๆ จากโรงเรียนสอนการแสดงชื่อดัง โดยเธอเคยพูดติดตลกถึงการเข้าร่วมวงว่า “พวกเขาจำเป็นต้องได้ตัวฉันมาค่ะ ไม่งั้นวงก็คงไปกันไม่รอด”

แต่เส้นทางหลังจากได้สมาชิกครบถ้วนและเปลี่ยนชื่อวงจาก Touch มาเป็น Spice Girls ก็ไม่ง่ายดายอย่างที่หลายคนคิด เพราะแม้พวกเธอจะออกมาเช่าบ้านอยู่ด้วยกันเพื่อเก็บตัวซุ่มซ้อมอย่างหนักเป็นแรมปี แต่ก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะได้เซ็นสัญญากับค่ายไหน แถมบ็อบที่เป็นคนคุมวงก็ไม่ฟังความเห็นพวกเธอเท่าไร 

ปฏิบัติการแรกของ Girl Power จึงเกิดขึ้น เมื่อพวกเธอตัดสินใจทิ้งพ่อลูกเฮอร์เบิร์ตไปตายเอาดาบหน้า และหาโปรดิวเซอร์เอง เมลบี และ เจอรี ถึงกับขับรถไปเมืองเชฟฟิลด์แล้วเปิดสมุดหน้าเหลือง (หนังสือเล่มหนาเหมือนคัมภีร์ที่รวมเบอร์โทรศัพท์บ้าน/ออฟฟิศของคนยุคนั้นเอาไว้) โดยไล่โทรทีละบ้านเพื่อหาตัวโปรดิวเซอร์ชื่อดังอย่าง อีเลียต เคนเนดี มาทำเพลงให้พวกเธอ ส่วนเนื้อเพลงที่วงอื่นอาจจะมีทีมเขียนให้นั้น วงนี้ก็กลับช่วยกันเขียนขึ้นเอง ยกตัวอย่างเช่น เพลงสร้างชื่อจังหวะสนุก Wannabe ที่แม้จะถูกแต่งขึ้นตอนวิกตอเรียแวบไปเที่ยวกับครอบครัวมีอันจะกินของเธอ แต่ก็ยังอุตส่าห์หาเวลาโทรกลับมาร่วมแต่งเพลงกันทางโทรศัพท์กับเพื่อนๆ เพื่อให้ได้ภาคภูมิใจว่า มันจะกลายเป็นผลงานเพลงที่พวกเธอร่วมต่อสู้ฟันฝ่าและสร้างสรรค์มาด้วยกันอย่างแท้จริง



จนกระทั่งในเดือนพฤษภาคม 1995 เพลงเดโมของพวกเธอก็ตกไปถึงมือ ไซมอน ฟูลเลอร์ นักปั้นชั้นเซียน (ซึ่งต่อมาถูกหวยเบอร์ใหญ่กับการให้กำเนิดรายการประกวดตระกูล Idol และ Got Talent ต่างๆ) ที่ช่วยกระพือกระแสให้กับพวกเธอ จนมีค่ายเพลงทั้งในอังกฤษและอเมริกาให้ความสนใจ ซึ่งสุดท้าย พวกเธอก็ได้เซ็นสัญญา 5 อัลบั้มกับ Virgin Records และคลอดซิงเกิล Wannabe -ที่พวกเธอยืนยันกับผู้บริหารค่ายแบบหัวชนฝาว่าถึงอย่างไรก็ต้องใช้เพลงนี้เป็นเพลงเปิดตัววงเท่านั้น- ออกมาในเดือนกรกฎาคม 1996 ก่อนปล่อยอัลบั้มแรก Spice ตามออกมาในวันที่ 19 กันยายนปีเดียวกัน

และแม้ Wannabe จะเปิดตัวได้แค่ที่ 3 บนชาร์ตอังกฤษ แต่ในเวลาต่อมามันก็ไต่ไปครองอันดับ 1 ได้ถึง 7 สัปดาห์ แล้วข้ามมาคว้าอันดับ 1 ในชาร์ต Billboard Hot 100 ของอเมริกาได้ถึง 4 สัปดาห์ ก่อนลุกลามไปขึ้นอันดับ 1 ในอีก 35 ประเทศทั่วโลก, คว้ารางวัล BRIT Awards สาขาซิงเกิลแห่งปี 1997 และทำยอดขายไปจนถึงตอนนี้กว่า 7 ล้านหน่วย โดยทุกซิงเกิลหลังจากนั้น ทั้ง Say You’ll Be There, 2 Become 1 และ Mama/Who Do You Think You Are ก็ขึ้นอันดับ 1 ในอังกฤษและอีกกว่า 50 ประเทศทั่วโลกได้แบบไม่มีพลาด เช่นเดียวกับอัลบั้ม Spice ที่กลายมาเป็นงานเพลงที่ขายดีที่สุดแห่งปี 97 ในอเมริกา ซึ่งทำยอดรวมทั่วโลกไปกว่า 23 ล้านหน่วยทั่วโลก แถมพวกมันยังรั้งตำแหน่งทั้งซิงเกิลและอัลบั้มของวงหญิงล้วนที่ ‘ขายดีที่สุดในโลก’ มาจนถึงปัจจุบัน


ภาพห้าสาวจากยุค Spiceworld

 

ความสำเร็จทั้งหมดที่ได้มา หาใช่เพราะพวกเธอมีทีมงานที่ดีคอยดูแลเพียงเท่านั้น แต่ยังเป็นเพราะพวกเธอผ่านขวากหนามมามากมายและต้องต่อสู้เพื่อให้ตัวเองได้มีที่ยืน แม้ว่าผลงานของพวกเธอจะถูก ‘ด้อยค่า’ อยู่เสมอ เช่น การที่รางวัลแกรมมี่ไม่เคยให้พวกเธอเข้าชิงเลย แม้แต่ในสาขา ‘ศิลปินหน้าใหม่ยอดเยี่ยม’ ด้วยเหตุผลว่า “Spice Girls ไม่ได้ทำเพลงเอง” ทั้งที่พวกเธอมีส่วนในทุกขั้นตอนของการผลิต (และหลังจากนั้น เราก็ได้เห็นแกรมมี่มอบรางวัลให้ศิลปินหลายรายที่กว่าจะเขียนเพลงแรกด้วยตัวเองได้ ก็ผ่านไปหลายอัลบั้มแล้ว) หรือกว่าจะได้ขึ้นปกนิตยสารแต่ละเล่ม พวกเธอก็โดนปฏิเสธนับครั้งไม่ถ้วน ด้วยมุมมองเหยียดเพศที่ยังคงครอบงำวงการบันเทิงอยู่ 

เมื่อผู้หญิงเองก็ลำบากเช่นนี้ ปรัชญา Girl Power หรือความเชื่อมั่นใน ‘พลังหญิง’ ของพวกเธอจึงถือกำเนิดขึ้น

“เราไม่เคยตั้งใจจะเข้ามาเพื่อสร้างกระแส Girl Power หรืออะไรเลย” เมลซี เล่าให้ฟังผ่านการสัมภาษณ์กับเว็บไซต์ FemaleFirst.co.uk ในปี 2019  “ตอนเรามาตั้งวงดนตรีป๊อปกัน เราก็แค่อยากร้องเพลง อยากดัง อยากได้ไปเที่ยวรอบโลก แต่เราไม่เคยนึกถึงแง่มุมนี้มาก่อน” แต่หลังจากที่โดนปฏิเสธหลายครั้งเข้า ด้วยเหตุผลที่ว่า ผู้หญิงนั้นไร้จุดขาย ถ้าเอาขึ้นปกนิตยสารไปก็มีแต่เจ๊ง พวกเธอจึงต้องต่อสู้เพื่อสิ่งที่ศิลปินชายได้มาง่ายๆ ครั้งแล้วครั้งเล่า จนเป็นที่มาของสโลแกน ‘พลังหญิง’ พร้อมคำชื่นชมจากสื่อที่ว่า “Spice Girls ไม่ใช่แค่วงดนตรี แต่เป็นการขับเคลื่อนทางสังคม” เพราะความโด่งดังแบบข้ามทวีปของพวกเธอในยุคนั้น ช่วยกรุยทางให้วงหญิงล้วนได้เริ่มมีตำแหน่งแห่งที่ในโลกดนตรีกระแสหลัก และเป็นแรงบันดาลใจให้ศิลปินสาวๆ ในยุคถัดมา ได้กล้าที่จะเป็นตัวของตัวเองกันมากขึ้น



เหล่านี้ล้วนเป็นผลมาจาก ‘อาวุธ’ ของพวกเธออย่างงานเพลงที่สดใสติดหู ทั้งจาก Spice รวมถึงอัลบั้มถัดมาที่ยิ่งช่วยโหมกระแสความดังอย่าง Spiceworld (1997) และภาพลักษณ์อันแตกต่างหลากหลายแบบ ‘ผู้หญิงธรรมดาทั่วไป’ ที่ผู้ชมผู้ฟัง-โดยเฉพาะเด็กสาว-ส่วนใหญ่สามารถเข้าถึงได้ง่าย เหมือนกับที่เอ็มมาเคยกล่าวไว้ 

“เราเป็นเด็กผู้หญิงธรรมดา จากพื้นเพธรรมดา ที่ออกไปแสดงให้ผู้หญิงคนอื่นๆ เห็นว่า ความฝันของพวกเราก็สามารถเป็นจริงได้เหมือนกันค่ะ” 

25 ปีผ่านไป กาลเวลาคงได้พิสูจน์แล้วว่า ภารกิจของพวกเธอสำเร็จลุล่วงแบบถล่มทลายเพียงใด



อ้างอิง: BBC, Stylist.co.uk, The Arts Development Company, Wikipedia


Share article
  • Line
  • link
creator
Author
ประสาร งานแข็ง
นักเขียนวัย​ 36​ ที่เริ่มทำงานแปลมาตั้งแต่อายุ 18​ และหลงรัก​ Spice​ Girls, P!NK​ รวมถึง Toni Collette แบบสุดหัวใจ

Follow