Humberger Menu

จาก อเดล, เทย์เลอร์ สวิฟต์ ถึง ลิซโซ กับเพดาน ‘มาตรฐานความงาม’ ที่คนดังอาจไม่อยาก ‘ไต่ให้ถึง’ อีกต่อไป

คุณสามารถอ่านได้อีก

5

บทความ

Register

or

Login

creator
พิมพ์ชนก พุกสุข
LineCopy

LATEST

+
Summary
  • เสียงกล่าวขวัญถึง อเดล อื้ออึงไปทั่ว เมื่อเธอปรากฏตัวบนหน้าปก Vogue นิตยสารแฟชั่นชื่อดังระดับโลก ทั้งเวอร์ชันของฝั่งสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ ด้วย ‘รูปร่างผอมเพรียว’ ซึ่งสวนทางกับภาพจำของ ‘รูปร่างอวบหนา’ ที่หลายคนมีต่อเธอในอดีต และนั่นเองที่จุดประเด็นการสนทนาถึง ‘มาตรฐานความงาม’ ในอุตสาหกรรมดนตรีและสื่อบันเทิงขึ้นมาอีกครั้ง ว่าเหตุใดนักร้อง -ผู้มีหน้าที่ถ่ายทอดเรื่องราวต่างๆ ผ่านบทเพลงด้วย ‘เสียง’- ถึงต้องถูกสังคมจับจ้องและคาดหวังเรื่อง ‘รูปร่างหน้าตา’ ควบคู่ไปด้วยเสมอ?
  • เทย์เลอร์ สวิฟต์ ศิลปินเพลงป๊อปชื่อดังอีกราย ก็เคยประสบปัญหากับมาตรฐานความงามเช่นกัน โดยเฉพาะในห้วงเวลาที่รูปร่างของเธอเคยต้องถูกวิพากษ์วิจารณ์อยู่นานหลายปี เมื่อเธอถูกจดจำในฐานะของหญิงสาวรูปร่างสูงและผอมบาง ที่เคยถูกคนดังรายหนึ่งพูดแขวะว่า “หล่อนผอมเกินไป” จนเธอต้องไปเพิ่มน้ำหนัก ก่อนจะมีคนมาวิจารณ์ว่า เธออ้วนเหมือน ‘คนท้อง’ ซ้ำอีกหน
  • ในอีกฟากฝั่งหนึ่ง ลิซโซ แรปเปอร์สาวร่างใหญ่เจ้าของเพลงดัง Truth Hurts คือศิลปินผู้มีรูปร่างที่แทบจะไม่เปลี่ยนไปเลย นับตั้งแต่วันแรกที่เธอปรากฏตัวในอัลบั้ม Lizzobangers (2013) มาจนถึงปัจจุบัน และตลอดเส้นทางการเป็นศิลปินอาชีพ หนึ่งในสิ่งที่ลิซโซผลักดันควบคู่ไปกับเนื้อเพลงและ ‘เนื้อตัว’ ของเธอ ก็คือพื้นที่อันหลากหลายสำหรับเรือนร่างของมนุษย์



ไม่กี่สัปดาห์ก่อน เพิ่งมีข่าวลือหนาหูว่า 30 ซึ่งเป็นอัลบั้มลำดับที่สี่ของ อเดล นักร้องสาวชาวอังกฤษ จะถูกปล่อยออกมาให้ชาวโลกได้ฟังกันช่วงกลางเดือนพฤศจิกายนที่จะถึงนี้ จึงไม่น่าแปลกที่หลายคนจะตื่นเต้นและพูดถึงการกลับมาของเธอกันยกใหญ่ หลังจากที่เจ้าตัวห่างหายจากการปล่อยอัลบั้มมาตั้งแต่ปี 2015

เสียงกล่าวขวัญถึงอเดลยิ่งอื้ออึงไปทั่ว เมื่อเธอปรากฏตัวบนหน้าปก Vogue นิตยสารแฟชั่นชื่อดังระดับโลก ทั้งเวอร์ชันของฝั่งสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ ด้วย ‘รูปร่างผอมเพรียว’ ซึ่งสวนทางกับ ‘ภาพจำ’ ที่หลายคนมีต่อเธอตลอดระยะเวลาสิบกว่าปี และนั่นเองที่จุดประเด็นการสนทนาถึง ‘มาตรฐานความงาม’ ในอุตสาหกรรมดนตรีและสื่อบันเทิงขึ้นมาอีกครั้ง

อเดลปรากฏตัวเป็นที่รู้จักในวงกว้างครั้งแรกภายหลังออกอัลบั้ม 19 (2008) อันเป็นผลงานชุดแรกที่ส่งเธอให้คว้ารางวัล ‘ศิลปินหน้าใหม่ยอดเยี่ยม’ จากเวทีแกรมมี่ และไม่เพียงแค่ซิงเกิลเอกอย่าง Chasing Pavements จะไต่ขึ้นชาร์ตเพลงของทั้งสองทวีปเท่านั้น แต่ ‘ตัวตน’ ของเธอในฐานะเด็กสาวชาวอังกฤษวัย 19 ก็ยังถูกจับตามองจากสื่อไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นแนวทางในการผลิตงานเพลงคุณภาพ หรือทัศนคติอันเปี่ยมอารมณ์ขันและตรงไปตรงมาของเธอ

รวมถึงเรื่องที่พ้นไปจากนั้นอย่าง ‘รูปร่างอวบหนา’ ซึ่งได้กลายเป็นภาพจำที่ผู้คนมีต่อเธอมาอย่างยาวนานต่อเนื่อง กระทั่งถึงตอนที่เธอออกอัลบั้มในลำดับถัดๆ มา ทั้ง 21 (2011) ที่มีเพลงฮิต Rolling in the Deep / Someone like You และ 25 (2015) กับซิงเกิล Hello / When We Were Young

แน่นอนว่า เราฟังเพลงของเธอ เราจดจำน้ำเสียงและบทเพลงต่างๆ ของเธอได้ และไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม หลายคนยังคงมีภาพจำต่อโครงหน้าและรูปร่างของอเดลที่ปรากฏตามสื่อในแบบหนึ่ง ซึ่งหากลองย้อนกลับไปเมื่อปี 2012 เธอถึงกับเคยพูดถึงรูปลักษณ์นี้เอาไว้ว่า “ฉันไม่เคยอยากดูเหมือน ‘นางแบบ’ บนหน้าปกนิตยสารเลย ฉันต้องการเป็นภาพแทนของผู้หญิงส่วนใหญ่ (ที่มีหุ่นหนา) และฉันก็ภูมิใจกับเรื่องนี้มากๆ ด้วย” 

ดังนั้น เมื่อเธอปรากฏตัวในนิตยสาร Vogue ด้วยเรือนร่างที่ ‘เปลี่ยนไป’ อย่างเห็นได้ชัด จึงไม่วายที่มันจะนำมาสู่บทสนทนาต่างๆ ทั้งในแง่ชื่นชม, เป็นห่วงสุขภาพ ไปจนถึงตั้งคำถามต่อคุณค่าความงามของโลกบันเทิง



อย่างไรก็ดี นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่รูปร่างที่ ‘ผอมลง’ ของอเดลถูกพูดถึง เพราะอันที่จริง มันเคยถึงขั้นตกเป็นข่าวพาดหัวใหญ่โตเมื่อต้นปี 2020 มาแล้ว สมัยที่เธอโพสต์คลิปวิดีโอสั้นๆ ของตัวเองในชุดมินิเดรสสีดำลงอินสตาแกรม และชุดนั้นเผยให้เห็นเรือนร่างที่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดของนักร้องสาว จนหลายคนตามหาสูตรลดน้ำหนักของเธอกันจ้าละหวั่น

“มันเริ่มมาจากการที่ฉันเครียดน่ะ” เธอไขข้อข้องใจ เนื่องจากภายหลังการออกอัลบั้ม 25 นั้น เธอต้องรับมือกับการตั้งครรภ์ การเลี้ยงลูก และการหย่าร้าง-ตามลำดับ ซึ่งเหล่านี้นับเป็นความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิตที่ส่งผลให้เธอเกิดภาวะตึงเครียด “ฉันเลยไปออกกำลังกายเพื่อให้ตัวเองรู้สึกดีขึ้นมาบ้าง ไม่ได้ตั้งใจที่จะลดน้ำหนักอะไรเลย ฉันแค่อยากแข็งแรงขึ้น และได้ใช้เวลาอยู่กับตัวเองทุกวัน โดยไม่ต้องจมอยู่กับโทรศัพท์ ซึ่งฉันเสพติดเอาเรื่องทีเดียว ฉันเลยเริ่มออกกำลังกายถึงสองหรือสามครั้งต่อวัน”

กิจวัตรประจำวันของอเดลที่มีขึ้นเพื่อผ่อนคลายความเครียดในช่วงเวลานั้น คือการออกกำลังกายกับเทรนเนอร์ด้วยการยกเวตตอนเช้า ตกบ่ายไปปีนเขาหรือชกมวย แล้วจึงกลับมาคาร์ดิโอในตอนดึก “ฉันต้องการเสพติดอะไรสักอย่างเพื่อดึงให้สภาพจิตใจกลับมาเป็นปกติได้อีกครั้ง ซึ่งมันอาจเป็นการถักนิตติ้งก็ได้นะ แต่มันแค่ไม่ใช่กิจกรรมสำหรับฉันเท่านั้นเอง แล้วที่คนพากันแตกตื่นตกใจ ก็เพราะฉันไม่ได้บอกเล่าเรื่องพวกนี้ให้ใครฟังเลย ผู้คนอาจคุ้นชินกับการที่เราบันทึกหรือแชร์เรื่องราวต่างๆ ลงอินสตาแกรมตลอดเวลา และคนที่มีหน้าที่การงานแบบฉัน ก็มักผูกโยงตัวเองเข้ากับสินค้าลดน้ำหนักต่างๆ ซึ่งฉันโคตรจะไม่สนใจอะไรพวกนั้นเลย ฉันทำทั้งหมดนี้ก็เพื่อตัวเอง ไม่ใช่เพื่อคนอื่น แล้วฉันจะไปเที่ยวบอกให้ใครรู้ทำไม มันไม่เห็นจะน่าสนใจตรงไหน เพราะนี่มันก็เนื้อตัวของฉันเองนี่นา

“แล้วที่ผ่านมา คนพูดถึงร่างกายของฉันมาตลอด 12 ปีเต็ม พูดถึงตัวตนก่อนหน้าที่ฉันจะลดน้ำหนัก ซึ่งจะพูดอะไรกันก็เรื่องของเขา ฉันไม่ได้ใส่ใจอยู่แล้ว” 


เทย์เลอร์ สวิฟต์ ขณะถ่ายภาพชุดอัลบั้ม Lover

 

คำถามหนึ่งที่ซุกซ่อนอยู่ในคำตอบของอเดล ก็คือ เหตุใดนักร้อง -ผู้มีหน้าที่ถ่ายทอดเรื่องราวต่างๆ ผ่านบทเพลงด้วย ‘เสียง’- ถึงต้องถูกสังคมจับจ้องและคาดหวังเรื่อง ‘รูปร่างหน้าตา’ ควบคู่ไปด้วยเสมอ? -- มันจึงนำมาสู่หัวข้อที่ใหญ่กว่านั้นอย่าง ‘ภาพลักษณ์ของคนดัง’ ที่ต้องดูดีอยู่เสมอในสื่อ และ ‘มาตรฐานความงาม’ อันยากจะเอื้อมถึงของวงการนี้

เทย์เลอร์ สวิฟต์ ศิลปินเพลงป๊อปชื่อดังอีกราย ก็เคยประสบปัญหากับมาตรฐานความงามเช่นกัน โดยเฉพาะในห้วงเวลาที่รูปร่างของเธอเคยต้องถูกวิพากษ์วิจารณ์อยู่นานหลายปี เพราะหากผู้คนพูดถึงอเดลในแง่ที่น้ำหนักลดจนรูปร่างเปลี่ยนแล้ว สวิฟต์ก็เรียกได้ว่าเป็น ‘มุมกลับ’ ของกรณีนี้ เมื่อเธอถูกจดจำในฐานะของหญิงสาวรูปร่างสูงและผอมบาง ที่เคยถูกคนดังรายหนึ่งพูดแขวะว่า “หล่อนผอมเกินไป เห็นแล้วเคืองใจจริงๆ” จนมาสู่การที่ต้องเพิ่มน้ำหนัก ซึ่งก็ทำให้รูปร่างของเธอเปลี่ยนจากไซส์ 0 มาสู่ไซส์ 6 

แน่นอนว่า มันไม่มีทางหลุดรอดไปจากสายตาและคำวิจารณ์ของผู้คน/สื่อทั่วโลก “จำได้ว่าฉันขึ้นปกนิตยสารครั้งแรกตอนอายุ 18 แล้วเขาพาดหัวว่า ‘เธอท้องตอน 18 เหรอ?’ เพราะตอนนั้น ฉันสวมเสื้ออะไรสักอย่างที่ทำให้หน้าท้องดูไม่แบนราบ ฉันเลยรู้สึกว่าพาดหัวนั้นเป็นเหมือนการถูกลงโทษยังไงไม่รู้”

สวิฟต์ยังเคยพูดถึงเรื่องนี้ไว้ใน Miss Americana (2020) -สารคดีที่เล่าถึงช่วงชีวิตที่ผ่านมาในฐานะนักดนตรีและคนดังของเธอ- ว่า "มันมีมาตรฐานความงามที่คุณไม่มีทางไต่ไปถึงได้ อย่างถ้าคุณผอมมากพอ คุณก็จะไม่มีก้นเด้งๆ แบบที่หลายคนชอบ แต่ถ้าคุณเพิ่มน้ำหนักจนมีก้นแบบนั้นได้ หน้าท้องของคุณก็จะไม่แบนราบเหมือนกัน คือมันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย (ที่จะมีรูปร่างที่ดีพอ) น่ะค่ะ” เธอว่า “แต่มันก็จะมีบทความว่าด้วยการลดน้ำหนักมากมายที่บอกเราว่า เราควรทำแบบนี้แบบนี้เสมอเลยนะ"


ลิซโซ อวดเรือนร่างบนโฆษณาเครื่องดื่ม

 

ในอีกฟากฝั่งหนึ่ง ลิซโซ แรปเปอร์สาวร่างใหญ่เจ้าของเพลงดัง Truth Hurts และ Good as Hell คือศิลปินผู้มีรูปร่างที่แทบจะไม่เปลี่ยนไปเลย นับตั้งแต่วันแรกที่เธอปรากฏตัวในอัลบั้ม Lizzobangers (2013) มาจนถึงปัจจุบัน และตลอดเส้นทางการเป็นศิลปินอาชีพ หนึ่งในสิ่งที่ลิซโซผลักดันควบคู่ไปกับเนื้อเพลงและ ‘เนื้อตัว’ ของเธอ ก็คือพื้นที่อันหลากหลายสำหรับเรือนร่างของมนุษย์ 

“มันไม่มีอะไรซับซ้อนเลย ฉันแค่อยากให้คนรู้สึกว่า รูปร่างของมนุษย์ทุกแบบเป็น ‘สิ่งปกติ’ รวมถึงร่างกายในแบบที่ฉันมีด้วย” 

แต่ถึงอย่างนั้น ท่ามกลางกระแสการ ‘โอบรับความหลากหลาย’ ที่เหมือนจะเชี่ยวกรากขึ้นทุกขณะ ลิซโซก็ยังคงมองเห็น ‘บาดแผล’ ที่ซ่อนอยู่ในท่าทีของการเปิดพื้นที่เหล่านี้ด้วย เมื่อความงามของรูปร่างที่เข้ามาตรฐานสังคมนั้น ยังไม่ได้นับรวมรูปร่าง ‘ทุกแบบ’ อย่างที่เธอฝัน หากแต่ยังมีทรวดทรงบางลักษณะที่ตกหล่นอยู่ระหว่างทาง โดยเฉพาะใน ‘เรื่องเล่า’ ของสื่อกระแสหลัก 

“เวลาคุณเข้าไปส่องแฮชแท็ก Body Positive (ที่สื่อถึงการรู้สึกพึงพอใจในรูปร่างตัวเอง) คุณก็จะเห็นแต่ผู้หญิงโครงเล็กๆ หรือผู้หญิงที่มีทรวดทรงโค้งเว้า และส่วนใหญ่ก็มักเป็นคนขาวด้วย ซึ่งสิ่งที่ฉันอยากให้มันเกิดขึ้นจริงๆ คือ การที่รูปร่างทุกแบบได้รับการยอมรับต่างหาก แม้จะดีใจมากๆ ที่ประเด็นการถกเถียง-พูดคุยนี้ มันเข้าไปอยู่ในความสนใจของสื่อกระแสหลักแล้วก็เถอะ” เธอบอก “ฉันถึงไม่ชอบเวลาที่กลุ่มคนที่พยายามสร้างคำว่า Body Positive ขึ้นมา กลับไม่ได้รับประโยชน์หรือถูกนับรวมเข้าไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นเด็กสาวร่างอ้วนผิวดำ, เด็กสาวพุงห้อย, เด็กสาวต้นขาใหญ่ หรือเด็กสาวที่มีแผลเป็นต่างๆ เหล่านั้น

“แล้วมันก็จะมี ‘เด็กสาวที่กินอาหารสุขภาพ ออกกำลังกาย แต่น้ำหนักไม่ลด’ อยู่ด้วยนะ เพราะรูปร่างแต่ละคนมันไม่เหมือนกัน กลไกการทำงานในร่างกายก็ไม่เหมือนกัน แล้วที่น่ารำคาญที่สุด ก็คือ พวกหมอเก๊ๆ ทั้งหลายแหล่ที่เข้ามาแสดงความเห็นว่า ‘ตายละ หล่อนต้องเป็นโรคนั้นโรคนี้แน่เลย’ ...คือกูแค่จะเป็นคนอ้วนเฉยๆ ไม่ได้เลยหรือไงวะ!"

ใจความสำคัญนี้ของลิซโซจึงส่งต่อมายังการตั้งคำถามถึง ‘มาตรฐานความงาม’ ที่ผู้คนในอุตสาหกรรมบันเทิงต้องแบกรับและ ‘ไต่ไปให้ถึง’ เพราะภายใต้การชี้นำของสื่อกระแสหลัก ดูเหมือนจะยังมีรูปร่างอีกหลายแบบที่ไม่เคยได้รับการพิจารณาว่า ‘สวยงาม’ มากพอ หรือแม้กระทั่ง ‘มีอยู่จริง’ 

“ทุกคนควรรู้สึกดีกับรูปร่างของตัวเองค่ะ และได้โปรดใช้แรงขับเคลื่อนนี้ในการโอบรับสิ่งที่ตัวเราเป็นด้วยเถอะ นั่นล่ะคือประเด็นหลักของฉัน และสำหรับคนที่ร่วมกันสร้างแรงกระเพื่อมเหล่านี้ให้เกิดขึ้นมา -ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงตัวใหญ่, คนผิวน้ำตาล, คนผิวดำ, ผู้หญิงเควียร์ ที่ล้วนไม่ใช่กลุ่มคนที่สื่อกระแสหลักจะนับรวมเข้าไปด้วย- ฉันก็อยากบอกว่า จริงๆ แล้ว ร่างกายของเรามันไม่ใช่ ‘ธุระ’ ของคนพวกนั้นเลยด้วยซ้ำ สุขภาพของเราเองก็เหมือนกัน และฉันก็อยากให้คนพวกนั้นปฏิบัติต่อพวกเราให้เหมือนกับที่ปฏิบัติต่อผู้หญิงที่มีรูปร่างขนาดกลางด้วยค่ะ

“แต่หากวันนี้ คุณยังรู้สึกแย่กับรูปร่างของตัวเองอยู่ ก็จงจำไว้ว่า ร่างกายของคุณ ก็คือร่างกายของคุณ อย่าให้ใครมาพรากมันไปได้ แล้วก็หัดสนุกไปกับมันได้แล้วนะจ๊ะ พวกหล่อน!”



กลุ่มคนที่ลิซโซกำลังส่งสารไปหานี้ คงหมายรวมถึงคนที่ต้องเผชิญปัญหาเรื่องรูปร่างมาตลอดอย่างอเดลกับสวิฟต์ด้วย ทั้งนี้ก็เพื่อยืนยันว่า เราควรมีเสรีภาพในการ ‘เลือก’ ที่จะมีรูปร่างในแบบของตัวเอง และมีความสุขกับมันได้โดยไม่จำเป็นต้องถูกมาตรฐานความงามแบบใดแบบหนึ่งกดทับไว้ 

หากเราอยากลดน้ำหนัก เราก็ควรมีสิทธิที่จะได้ ‘ผอมลง’ หรือหากเราอยากเพิ่มน้ำหนัก เราก็ควรมีสิทธิที่จะได้ ‘อ้วนขึ้น’ โดยไม่ต้องมีเสียงกระซิบกระซาบนินทาของใครมารบกวนจิตใจ 

และหากเราพึงพอใจกับรูปร่างที่เรามีอยู่แล้ว ไม่ได้อยากเปลี่ยนแปลงอะไรมัน เราก็ควรมีสิทธิที่จะได้รักษารูปร่างแบบนั้นเอาไว้ตามใจปรารถนา -- เราควรได้ ‘เป็น’ ในสิ่งที่เรา ‘อยากเป็น’ โดยปราศจากกรอบกรงของคุณค่าความงามตามมาตรฐาน

มาตรฐานที่เราเองก็อาจไม่มีวันไต่ไปถึง

และที่สำคัญที่สุด -อย่างที่ลิซโซบอกเอาไว้- รูปร่างของเราจะเป็นอย่างไร มันก็คือ ‘ธุระ’ ของตัวเราเอง หาใช่เครื่องมือสำเร็จความใคร่ทางความคิดเห็นสำหรับใครคนอื่น


อ้างอิง: Vogue.co.uk, Variety, ET Canada, CNN


Share article
  • Line
  • link
creator
Author
พิมพ์ชนก พุกสุข
ชอบดูหนังและกินกาแฟ

Follow