Humberger Menu

เคต บุช ศิลปินหญิงในตำนาน ผู้ติด ‘ปีกแห่งอิสรภาพ’ ให้ดนตรีโลกได้โบยบิน

คุณสามารถอ่านได้อีก

5

บทความ

Register

or

Login

creator
ศรัณยู ตรีสุคนธ์
LineCopy

LATEST

+
West Side Story : เมื่อหนังเพลงคลาสสิกที่กำลังหวนคืนจอ ...เคยเปิดตัวเป็นละครเวทีสุดแป้กมาก่อน!
Summary
  • คงไม่ใช่เรื่องเกินจริงนัก หากเราจะกล่าวว่า เคต บุช คือหนึ่งในศิลปินที่มีอิทธิพลต่อวงการดนตรีโลก เพราะนับจากการปล่อย The Kick Inside ผลงานชุดแรกเมื่อปี 1978 ด้วยวัยแค่เพียง 19
  • พลังแห่งความสร้างสรรค์แบบสุดโต่งของเธอก็ยังคงส่งต่อมายังศิลปินรุ่นหลังๆ ตลอดกว่าสี่ทศวรรษที่ผ่านมา แม้เธอจะได้ขึ้นชื่อว่าเป็นศิลปินที่ออกผลงานแบบ ‘นานๆ ครั้ง’ โดยอัลบั้มชุดล่าสุดที่มีการบรรจุเพลงแต่งใหม่ของเธอเอาไว้ ก็คือ 50 Words For Snow ในปี 2011 หรือราวสิบปีที่แล้ว
  • ว่ากันว่า ‘ความกล้าหาญ’ และ ‘ความทะเยอทะยาน’ ของการทำดนตรีและมิวสิกวิดีโอที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวในแทบทุกอัลบั้มของบุช ทำให้เธอกลายเป็น ‘ศิลปินของศิลปิน’ ทั่วโลก จาก บียอร์ก, เลดี้ กาก้า ถึง บิลลี ไอลิช


คงไม่ใช่เรื่องเกินจริงนัก หากเราจะกล่าวว่า เคต บุช คือหนึ่งในศิลปินที่มีอิทธิพลต่อวงการดนตรีโลก เพราะนับจากการปล่อย The Kick Inside ผลงานชุดแรกเมื่อปี 1978 ด้วยวัยแค่เพียง 19 พลังแห่งความสร้างสรรค์แบบสุดโต่งของเธอก็ยังคงส่งอิทธิพลมายังศิลปินรุ่นหลังๆ ตลอดกว่าสี่ทศวรรษที่ผ่านมา แม้เธอจะได้ขึ้นชื่อว่าเป็นศิลปินที่ออกผลงานแบบ ‘นานๆ ครั้ง’ โดยอัลบั้มชุดล่าสุดที่มีการบรรจุเพลงแต่งใหม่ของเธอเอาไว้ ก็คือ 50 Words For Snow ในปี 2011 หรือราวสิบปีที่แล้ว

ว่ากันว่า ‘ความกล้าหาญ’ และ ‘ความทะเยอทะยาน’ ของการทำดนตรีและมิวสิกวิดีโอที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวในแทบทุกอัลบั้มของบุช ทำให้เธอกลายเป็น ‘ศิลปินของศิลปิน’ ทั่วโลก -- เราจึงอยากชวนคุณๆ มาย้อนเวลาไปสำรวจงานเพลงอันทรงพลังของเธอ ที่อาจเรียกได้ว่ามาพร้อม ‘ปีกแห่งอิสรภาพ’ อยู่เสมอ โดยไม่เคยเกรงกลัวต่อขนบทางดนตรีใดๆ



จินตนาการ ...ที่ไร้ขีดจำกัด

ในยุคสมัยที่เทคโนโลยีทางดนตรียังไม่พัฒนามาไกลเหมือนในปัจจุบัน การลุกขึ้นมาสร้างสรรค์งานเพลงทุกขั้นตอนด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการแต่งเพลง, ทำดนตรี ไปจนถึงออกแบบท่าเต้นและแฟชั่นการแต่งกาย ที่ไม่ว่าจะได้เสพในยุคใดก็ยังดูล้ำสมัยนั้น ก็ยังถือเป็น ‘เรื่องยาก’ ที่จะทำให้สำเร็จได้

แต่ผู้หญิงเก่งอย่าง เคต บุช สามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้ด้วยตัวเองมาตั้งแต่อัลบั้มชุดแรกๆ 

นับจาก The Kick Inside (1978) ที่สร้างชื่อเสียงให้เธอได้ตั้งแต่ตอนอายุเพียง 19 ปี กับซิงเกิลแรกอย่าง Wuthering Heights ที่ได้แรงบันดาลใจในการแต่งเพลงมาจากนิยายชื่อเดียวกันของ เอมิลี บรองเต รวมถึงวัฒนธรรมศิลปะจากยุคโรแมนติกและโกธิก ซึ่งมีทั้งความอ่อนหวาน และกลิ่นอายของความสยองขวัญซุกซ่อนอยู่ 

เธอแต่งเนื้อร้องที่ในปัจจุบันก็ยังคงเป็นที่กล่าวขานเพลงนี้ ด้วยมุมมองของ แคเธอรีน เอิร์นชอว์ หรือ เคธี หญิงสาวในนิยายที่อ้อนวอนให้ ฮีธคลิฟฟ์ ตัวละครเด่นอีกตัวของนิยาย อนุญาตให้เธอเข้าไปในบ้าน โดยบุชยังได้หยิบคำพูดของเคธีในนิยายมาใส่ไว้ในเพลงด้วย ไม่ว่าจะเป็น “ฉันหนาวเหลือเกิน”, “ให้ฉันเข้าไปเถอะ” และ “ฉันฝันร้ายในทุกค่ำคืน” ซึ่งคำพูดเหล่านี้คล้ายกับเป็นการพูดคุยตามธรรมดาระหว่างหญิงสาวกับชายหนุ่ม 

แต่จริงๆ แล้ว เคธีเป็น ‘ผีสาว’ ที่กำลังหลอกหลอนผู้ชายคนนี้อยู่ และเธอก็ส่งเสียงร้องคร่ำครวญด้วยคีย์ที่สูงจนเกือบจะกลายเป็นการกรีดร้อง โดยทำนองเพลงที่มีการผสมผสานดนตรีป๊อปและโกธิกจากยุคคลาสสิกเข้าไว้ด้วยกันนี้ ทำให้มันกลายเป็นเพลงป๊อปที่มีกลิ่นอายแบบโกธิกปรากฏอยู่เป็นเพลงแรกๆ ของวงการดนตรี ไม่ต่างกับตอนที่วง Queen บุกเบิกการทำดนตรีร็อก/โอเปร่าในเพลง Bohemian Rhapsody -- อนึ่ง อีกสิ่งที่ถือว่าน่าทึ่งมากๆ ก็คือ เคต บุช อัดเสียงร้องในเพลง Wuthering Heights นี้เพียงเทคเดียวเท่านั้น

ความเป็นศิลปินหัวก้าวหน้าและมีความเป็นขบถอยู่สูงมาตั้งแต่แรกเริ่มของบุช อาจเป็นผลมาจากการที่เธอเรียนจบจากโรงเรียนหญิงล้วน เซนต์ โจเซฟ คอนแวนต์ ซึ่งเป็นโรงเรียนคาทอลิกใกล้ๆ กับเมืองแอบบีย์ วูด ในกรุงลอนดอนที่เต็มไปด้วยกฎระเบียบอันเคร่งครัด และด้วยกรอบของโรงเรียนที่พยายามขวางกั้นความประพฤติไปจนถึงจินตนาการของนักเรียนอย่างบุช ก็ทำให้หลายเพลงของเธอเป็นการตั้งคำถามถึงความศรัทธาที่มีต่อพระเจ้ามาโดยตลอด 

อย่างไรก็ตาม บุชยังโชคดีที่ครอบครัวชนชั้นกลางค่อนสูงของเธอ (เธอมีพ่อเป็นหมอ และมีแม่เป็นพยาบาล) มีเงินทุนสนับสนุนในสิ่งที่เธอรักอย่างการเป็นนักดนตรี เธอจึงมีโอกาสเริ่มเล่นเปียโนมาตั้งแต่อายุ 11 ปี แถมได้ฝึกเล่นออร์แกน, เรียนไวโอลิน และแต่งเพลงของตัวเองตั้งแต่ยังไม่เข้าเรียนไฮสกูลเลยด้วยซ้ำ



เหมือนสวรรค์จะมองเห็นอัจฉริยภาพทางดนตรีของเธอ เพราะเทปเดโมที่เธอโปรดิวซ์เพลงเองจำนวนมากกว่า 50 ม้วนได้ตกไปอยู่ในมือของ ริกกี ฮ็อปเปอร์ เพื่อนของครอบครัวบุช และถูกส่งต่อไปยังมือกีตาร์ระดับตำนานแห่งวง Pink Floyd อย่าง เดวิด กิลมอร์ ซึ่งเทปเหล่านั้นทำให้เขารู้สึกประทับใจ และสัมผัสได้ถึงความเป็นเลิศทางดนตรีของบุช 

กิลมอร์จึงสอนให้สาวน้อยนางนี้อัดเพลงลงเทปเดโมอย่างมีความเป็นมืออาชีพมากขึ้น โดยสามเพลงแรกในชีวิตของบุชที่ถูกอัดในสตูดิโอแบบจริงจัง กิลมอร์เป็นผู้จ่ายเงินให้เธอเอง และเทปก็ได้ถูกส่งต่อไปยัง แอนดรูว์ พาวล์ โปรดิวเซอร์ผู้เป็นเพื่อนของกิลมอร์ ซึ่งในภายหลัง รับหน้าที่โปรดิวซ์อัลบั้มสองชุดแรกของบุช ส่วน เจฟ อีเมอริก ซาวนด์เอนจิเนียร์ที่เคยร่วมงานกับวง The Beatles ก็ยังมาช่วยดูแลคุณภาพเสียงโดยรวมให้ด้วย 

และเมื่อ เทอร์รี สเลเตอร์ ผู้บริหารค่าย EMI ในยุคนั้นได้ฟัง เคต บุช ก็ถูกจับเซ็นสัญญาเป็นศิลปินของค่ายเพลงระดับโลกแห่งนี้ ในขณะที่ยังมีอายุไม่ถึง 18 ปีเลยด้วยซ้ำ

งานเพลงที่บุชสร้างสรรค์ออกมานั้น ยากที่จะหาคำมาจำกัดความ เพราะมันมีทั้งส่วนผสมของดนตรีคลาสสิก, เวิลด์มิวสิก, อิเล็กทรอนิกส์, ดนตรีไอริช, อาร์ตร็อก, ดนตรีทดลองหัวก้าวหน้า, ฯลฯ -- แต่ถึงอย่างนั้น เพลงของเธอก็ไม่ได้ฟังยากอะไร เพราะเธอใช้โครงสร้างของดนตรีป๊อปเป็นรากฐานสำคัญในการโอบอุ้มงานเพลงโดยรวมเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นเมโลดี้ที่ไพเราะติดหู, ริธึ่มหรือจังหวะของเพลงที่ไม่ซับซ้อน หรือเสียงร้องของเธอที่ก้องกังวานเป็นเอกลักษณ์ 

“ฉันพยายามจะทำดนตรีที่จู่โจมความรู้สึกของผู้ฟังให้ตกอยู่ในอารมณ์ที่หลากหลาย ทำให้ดนตรีเป็นตัวทลายกำแพงหรือมาตรฐานต่างๆ ตามที่มีคนได้วางเอาไว้ เพลงของฉันไม่มีขอบเขตตายตัว” บุชเคยให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร Melody Maker เอาไว้เมื่อปี 1977



งานดนตรี ...ที่เลื่อนไหลผ่านเพศสภาพ

การที่เพลง Wuthering Heights กลายเป็น ‘เพลงที่แต่งโดยศิลปินหญิงเพลงแรกที่ขึ้นอันดับ 1 บนชาร์ตเพลงฮิต (และอยู่นานถึง 4 สัปดาห์)’ ในประวัติศาสตร์ของสหราชอาณาจักรได้สำเร็จนั้น ถือเป็นกุญแจดอกสำคัญในการช่วยแผ้วถางเส้นทางให้ผลงานของศิลปินหญิงรุ่นหลังๆ เป็นที่ยอมรับในสังคมนักฟังเพลงมากขึ้น และสามารถแสดงจิตวิญญาณของตัวเองผ่านงานเพลง รวมถึงอัตลักษณ์ส่วนตัว โดยไม่ต้องกลัวว่าจะขายได้หรือไม่ -- ซึ่งนั่นแทบไม่ต่างจากที่ เคต บุช แสดงให้เห็นมาตั้งแต่อัลบั้มแรก 

ที่สำคัญ บุชยังใช้ศิลปะดนตรีเป็นสื่อกลางในการยกระดับเรื่องเพศเพื่อให้ชาย-หญิงมีความทัดเทียมกันด้วย ซึ่งการทำเพลง Running Up That Hill น่าจะถือเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดในกรณีนี้

เดิมทีซิงเกิลแรกจากอัลบั้ม Hounds of Love (1985) เพลงนี้ของเธอ มีชื่อว่า A Deal With God ซึ่งคำว่า God (พระเจ้า) ถือเป็นคำที่เปราะบางมากในยุคนั้น จนเป็นที่กังวลใจของหลายฝ่าย บุชจึงยอมเปลี่ยนชื่อเพลงเป็น Running Up That Hill แทน ขณะที่ชื่อเต็มของเพลงที่ระบุไว้ในรายชื่อของอัลบั้มจะใช้ว่า Running Up That Hill (A Deal With God) 

อย่างไรก็ดี ทาง EMI มองว่าเพลงนี้ไม่น่าจะเป็นซิงเกิลโปรโมตที่ได้รับความนิยม จึงวางแผนที่ให้เพลง Cloudbusting เป็นเพลงเปิด ซึ่งครั้งนี้ บุชไม่ยอม เพราะเธอตั้งใจเขียนเพลงนี้เป็นเพลงแรกสำหรับอัลบั้มชุดที่ 5 และมันจะต้องเป็นซิงเกิลเปิดอัลบั้มเท่านั้น 



กระทั่งเมื่อเพลงถูกปล่อยออกไป ก็เกิดการตีความเนื้อหากันไปอย่างกว้างขวาง และคนจำนวนมากก็ตีความเพลงผิดเพี้ยนไปจากความจริงมาก จนทำให้บุชต้องออกมาอธิบายถึงแก่นของเพลงด้วยตัวเอง “สิ่งที่ฉันพยายามที่จะสื่อผ่านเพลงนี้ก็คือ ผู้ชายและผู้หญิงไม่มีทางเข้าใจเพศสภาพของแต่ละฝ่ายได้แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะว่า ‘ฉันคือผู้หญิง’ และ ‘เธอคือผู้ชาย’ -- ง่ายๆ แค่นั้นเอง 

“ตัวเพลงจึงหมายถึงว่า หากผู้ชายและผู้หญิงสามารถสลับร่างกันได้ในระยะเวลาแค่ไม่นาน ก็รับรองได้เลยว่าต่างฝ่ายจะต้องช็อกมากๆ กับสิ่งที่ตัวเองเป็นอยู่ การเข้าถึงอัตลักษณ์ทางเพศสภาพของชายและหญิงเป็นสิ่งที่อยู่เหนือความเข้าใจ คล้ายๆ กับการทำข้อตกลงกับปิศาจ เพราะการมองเพศสภาพของผู้อื่นด้วยมุมมองของเพศตัวเอง อาจนำไปสู่ความขัดแย้งและปัญหาหลายๆ อย่างได้ 

“แล้วฉันก็เลยคิดต่อไปอีกว่า ถ้าการทำความเข้าใจกันและกันระหว่างผู้ชายกับผู้หญิง ไม่ได้เป็นการทำข้อตกลงกับปิศาจ แต่เป็นการทำพันธสัญญากับพระเจ้าแทนล่ะ ...มันคงจะเป็นเรื่องที่ทรงพลังและมีความหมายเอามากๆ เพราะมันเหมือนกับว่าคุณกำลังตั้งคำถามเรื่องเพศสภาพกับพระเจ้า ซึ่งเป็นผู้สร้างมนุษย์ขึ้นมา 

“แต่ไม่ว่าใครจะตีความเพลงนี้ว่ายังไง สำหรับฉันแล้ว มันคือเพลงที่เกี่ยวกับทำข้อตกลงกับพระเจ้าของมนุษย์ ซึ่งต้องการเข้าถึงความเป็นผู้ชาย (สำหรับผู้หญิง) และความเป็นผู้หญิง (สำหรับผู้ชาย) ซึ่งทางค่ายเพลงเคยบอกกับฉันว่า หากจะใช้ชื่อเพลงว่า A Deal With God มันจะถูกห้ามเปิดในหลายๆ ประเทศที่เคร่งศาสนา คุณจะไม่ได้ฟังเพลงนี้ทางวิทยุ ทั้งในอิตาลี, ฝรั่งเศส, ออสเตรเลีย, ไอร์แลนด์ และอื่นๆ -- คำว่าพระเจ้ามันเปราะบางขนาดนั้นเลยเชียวแหละ”



ท่วงท่าการเต้น ...ที่หมายถึงอิสรภาพ

นอกจากการเล่นแร่เปรธาตุทางผ่านงานดนตรีที่มาก่อนกาลแล้ว Performance Art หรือศิลปะการแสดงผ่านท่วงท่าการเต้นของ เคต บุช ก็ยังช่วยเปิดประตูบานใหม่ๆ ในการนำศิลปะแขนงนี้มาเป็นส่วนหนึ่งของการทำเพลง 

ในเวลานั้น บุช -หญิงสาวผู้มีร่างกายที่แข็งแรงและมีกล้ามเนื้อที่ยืดหยุ่นสูงอยู่แล้วจากพื้นฐานการเรียนคาราเต้ตั้งแต่เด็ก- ได้ไปเรียนเต้นกับ ลินด์ซีย์ เคมป์ ซึ่งเป็นครูสอนเต้นเพื่อการตีความและการสื่อความหมาย (Interpretive Dance) ให้กับศิลปินดังอย่าง เดวิด โบวี มาก่อน แถมบุชยังได้เรียนละครใบ้จากปรมาจารย์อย่าง อดัม แดริอุส มาด้วย โดยในช่วงแรกๆ ที่เซ็นสัญญากับ EMI เธอใช้เวลาในการเรียนเต้นมากกว่าการเข้าห้องอัดเสียอีก (แต่ถึงอย่างนั้น เธอก็ยังแต่งเพลงและอัดเพลงเดโมในระหว่างช่วงเดือนมีนาคมถึงสิงหาคมปี 1977 เอาไว้เกือบ 200 เพลง!)

และด้วยความสามารถในการออกแบบท่าเต้นด้วยตัวเองนี้ ก็ทำให้มิวสิกวิดีโอเพลงต่างๆ ของเธอมักมี ‘ศิลปะการแสดง’ ผ่านท่วงท่าการเต้นรำที่เปี่ยมไปด้วยสไตล์เฉพาะตัว อันเป็นการตีความงานเพลงของตัวเองผ่านท่าเต้นอยู่เสมอ

มีการนิยามดนตรี-และศิลปะการแสดง-ของบุชกันอย่างกว้างขวาง แต่โดยสรุปแล้วเราอาจจะนิยามผลงานของเธอได้สั้นๆ ว่า ‘อาร์ตป๊อป’ (Art Pop) เพราะเธอสนใจในศิลปะของการถ่ายทอดความรู้สึกผ่านเนื้อเพลง, ดนตรี และการแสดงท่วงท่าที่เต็มไปด้วยการทดลอง 


มีการนิยามดนตรี-และศิลปะการแสดง-ของบุชกันอย่างกว้างขวาง แต่โดยสรุปแล้วเราอาจจะนิยามผลงานของเธอได้สั้นๆ ว่า ‘อาร์ตป๊อป’ (Art Pop) เพราะเธอสนใจในศิลปะของการถ่ายทอดความรู้สึกผ่านเนื้อเพลง, ดนตรี และการแสดงท่วงท่าที่เต็มไปด้วยการทดลอง

share


ครูอย่าง ลินด์ซีย์ เคมป์ เคยเล่าว่า การเต้นรำเพื่อตีความหมายของบทเพลงผ่านท่วงท่าต่างๆ ของบุชนั้น เป็น ‘ออริจินัล’ อย่างแท้จริง กล่าวคือเธอรู้พื้นฐานการเต้นเป็นอย่างดีจากการเรียนศิลปะเต้นรำร่วมสมัยเมื่อสมัยมัธยม และท่าเต้นของเธอก็ถูกกลั่นออกมาจากจิตวิญญาณจริงๆ ซึ่งเคมป์มองว่า การเต้นรำของบุชทำให้ดนตรีของเธอคล้ายกับ ‘มีชีวิตจิตใจ’ ขึ้นมา 

เคต บุช เคยให้สัมภาษณ์ถึงความรักที่เธอมีต่อการเต้นเอาไว้กับนิตยสาร Electronics & Music Make ในปี 1982 ว่า “ฉันอยากเรียนเต้นรำแบบเต็มเวลาหลังจากเรียนจบ แต่ไม่มีสถาบันไหนตอบรับเลย เพราะฉันไม่เคยเรียนเต้นบัลเลต์มาก่อน จนฉันเกือบจะล้มเลิกการใช้ศิลปะการเต้นในการขยายขอบเขตของดนตรีให้กว้างออกไป กระทั่งฉันได้พบกับ ลินด์ซีย์ เคมป์ ที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงทัศนคติและมุมมองที่ฉันเคยมีเกี่ยวกับการเต้น เธอเป็นคนแรกที่สอนให้ฉันเรียนรู้ศิลปะของการเคลื่อนไหวร่างกายเพื่อให้เข้ากับท่วงทำนองของเพลง สอนเทคนิคเบื้องต้นที่ทำให้ฉันสามารถใช้ร่างกายในการแสดงออกถึงตัวตนที่แท้จริงของฉันได้อย่างเต็มที่ 

“มันคล้ายๆ กับละครใบ้ที่ถึงแม้ว่าคุณจะไม่พูดอะไรเลย แต่การเคลื่อนไหวของร่างกายในรูปแบบต่างๆ จะตีความบทเพลงและแสดงออกถึงอารมณ์ที่ซุกซ่อนอยู่ภายในได้ ฟอร์มการเต้นของฉันเป็นการผสมผสานระหว่างสไตล์ของศิลปะการเต้นรำร่วมสมัย กับการเต้นแบบด้นสด เพื่อแสดงความรู้สึกภายในออกมา ซึ่งฉันมองว่า เทคนิคไม่ใช่เรื่องสำคัญมากเท่ากับศิลปะการตีความบทเพลง ผ่านท่าเต้นที่ไม่มีรูปแบบที่ตายตัวเหล่านั้น”

และมันก็ปรากฏออกมาเป็นลีลาการเต้นที่มีเพียงบุชเท่านั้นที่จะสามารถสร้างสรรค์ขึ้นมาได้ 

ซิดี ลาร์บี แชร์คาวี นักเต้นและนักออกแบบท่าเต้นระดับโลกชาวเบลเยียม เผยว่า เขาได้แรงบันดาลใจในการคิดท่าเต้นตามความเคลื่อนไหวของอารมณ์ที่มีต่อร่างกายมาจากบุช ทั้งยังเคยมีการจัดงานอีเวนต์ The Wuthering Heights Day Ever เพื่อให้แฟนเพลงของบุชจากทั่วโลกมาโชว์ลีลาการเต้นของเธอในเพลง Wuthering Heights โดยพร้อมเพรียงกันอีกด้วย


The Tour of Life

 

แฟชั่น ...ที่สุดจะล้ำนำยุคสมัย

ก่อนยุค 2010 เคต บุช เคยออกทัวร์คอนเสิร์ตแค่เพียงครั้งเดียวเท่านั้น นั่นคือ The Tour of Life ในปี 1979 โดยมันได้รับการยกย่องว่าเป็นคอนเสิร์ตของศิลปินหญิงที่โดดเด่นที่สุดตลอดกาล เนื่องจากบุชได้โชว์ทักษะการเต้นรำ, การเล่นละครใบ้, การอ่านบทกลอน ไปจนถึงการเล่นมายากลบนเวที ซึ่งไม่เคยมีศิลปินหญิงคนไหนในยุคนั้นเคยทำมาก่อน 

และสิ่งที่อยู่ในความทรงจำของผู้ชมมากที่สุด ก็คือโชว์ในกรุงอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ ที่เธอเปลี่ยนชุดระหว่างการแสดงคอนเสิร์ตไปถึง 17 ชุด จากเพลงที่เล่นทั้งหมด 24 เพลง โดยชุดที่เธอสวมใส่บนเวทีนั้น มีทั้งชุดนักมายากล, ชุดคาวบอย, ชุดรัดรูป และชุดออกกำลังกาย ซึ่งภายหลังเป็นที่นิยมอย่างมากในช่วงทศวรรษที่ 80 

นอกจากนี้ นวัตกรรมบนเวทีคอนเสิร์ตที่บุชได้สร้างเอาไว้อีกอย่างหนึ่งก็คือ เธอเป็นศิลปินคนแรกที่ติด ‘ไมโครโฟนไร้สาย’ ในระหว่างการแสดงคอนเสิร์ต ซึ่งการที่ไม่ต้องใช้มือถือไมโครโฟนทำให้เธอสามารถโชว์ลีลาการเต้นรำบนเวทีในขณะที่ร้องเพลงไปด้วยได้อย่างเต็มที่ -- นวัตกรรมนี้ในภายหลังได้ถูกศิลปินหญิงรุ่นหลังๆ นำมาใช้บนเวทีคอนเสิร์ตเพื่อโชว์ท่าเต้นได้อย่างไร้ขอบเขต ไล่ไปตั้งแต่ มาดอนนา, เจเน็ต แจ็กสัน, บริตนีย์ สเปียร์ส และอีกมากมาย



แฟชั่นเครื่องแต่งกายที่หลุดพ้นออกจากกรอบที่บุชใช้ในมิวสิกวิดีโอส่วนใหญ่ เป็นชุดที่เธอ ‘เจาะจง’ ให้ฝ่ายคอสตูมจัดหามาให้ ซึ่งก็รวมถึงชุดที่เธอสวมบนเวทีคอนเสิร์ตด้วย เธอจึงกลายมาเป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้กับศิลปินหญิงที่ต้องการแสดงตัวตนผ่านการแต่งกาย ทั้ง บียอร์ก, ฟลอเรนซ์ เวลช์ แห่งวง Florence + the Machine, โซแลง โนวส์ (น้องสาว บียอนเซ), เอลิสัน โกลด์แฟรปป์ แห่งวง Goldfrapp, เรจินา สเปกเตอร์, โทริ เอมอส, แอนนี เลนนอกซ์ รวมถึง อเดล ที่เคยให้สัมภาษณ์ว่าเธอหลงใหลในแฟชั่นของ เคต บุช มาก และเธอก็ได้แรงบันดาลใจในการทำอัลบั้มชุดที่ 3 มาจากการหวนคืนสู่เวทีคอนเสิร์ตอีกครั้งของบุชในปี 2014 

สไตล์การแต่งตัวของบุชนั้น ยากที่จะสรรหาคำมาจำกัดความ เพราะเธอเคยสวมทั้งชุดกิโมโนหลากสีกับกางเกงยีนส์, เบลเซอร์ขนาดโอเวอร์ไซส์กับรองเท้าบูตทรงยาวถึงเข่าสีแดงสด, ชุดกันหนาวจัมเปอร์สไตล์อังกฤษดั้งเดิม แต่ชุดที่เธอชอบใส่มากที่สุด เห็นจะหนีไม่พ้นชุดรัดรูปและเลกกิ้งในแบบเดียวกับที่เธอใส่ในมิวสิกวิดีโอเพลง Running Up That Hill รวมถึงชุดบอดี้สูทและกางเกงยีนส์สีฟ้า ส่วนกระโปรงที่เธอชอบใส่ก็มักจะเป็นกระโปรงลายแพตเทิร์นต่างๆ

บทเพลงของบุชยังส่งอิทธิพลต่อไปยังวงการแฟชั่นด้วยเช่นกัน เพราะเสื้อผ้าหลายคอลเลกชันของดีไซเนอร์ชื่อดังหลายคน (อาทิ อเล็กซานเดอร์ แม็กควีน, คิม โจนส์) ก็นำเอาสไตล์การแต่งตัวของบุชมาปรับใช้ และในงานแฟชั่นโชว์ของแบรนด์ดังอย่าง Gucci, Chanel, Thom Browne, Marc Jacobs และ Louis Vuitton ต่างก็เคยเปิดเพลงของบุชประกอบการเดินแบบเพื่อทริบิวต์ให้กับความเป็นศิลปินของเธอมาแล้ว ซึ่งบางคอลเลกชันก็ได้รับอิทธิพลมาจากงานเพลงของเธอโดยตรง



แรงบันดาลใจ ...ที่ถูกส่งต่อ

ความเป็นศิลปินไร้กรอบที่มาก่อนกาลของ เคต บุช ทำให้เพลงของเธอถูกศิลปินรุ่นหลังนำไปคัฟเวอร์บ่อยๆ โดยเฉพาะเพลง Hounds of Love และ Running Up That Hill โดยเพลงแรก วง The Futureheads เคยนำมาเรียบเรียงใหม่จนกลายเป็นเพลงแนวโพสต์/พังก์ที่ดังที่สุดเพลงหนึ่งในปี 2004 ส่วนเพลงหลัง วง Placebo นำมาคัฟเวอร์จนทำให้นักฟังเพลงรุ่นใหม่ถึงกับต้องไปค้นเพลงเก่าๆ ของเธอมาฟัง 

นอกจากนี้ ยังมีศิลปินระดับโลกมากมายที่ชื่นชมความคิดสร้างสรรค์ที่ไร้ขอบเขตของบุช ไม่ว่าจะเป็น ปรินซ์, ปีเตอร์ เกเบรียล หรือแม้กระทั่ง เอลตัน จอห์น ซึ่งเป็นศิลปินในดวงใจของบุชมาตั้งแต่ยังเด็ก 

มรดกตกทอดที่สำคัญที่สุดที่บุชได้ฝากไว้ให้วงการดนตรียุคหลัง โดยเฉพาะกับศิลปินหญิงที่สร้างชื่อกับแนวเพลงอินดี้/ป๊อป ก็คือ ความกล้าหาญในการแสดง ‘ตัวตนที่แท้จริง’ ของพวกเธอออกมา ผ่านทั้งสไตล์การทำดนตรีที่ไม่หยุดอยู่แค่แนวใดแนวหนึ่ง, แฟชั่นการแต่งตัวที่หลุดโลกไม่ตามใคร จนถึงศิลปะการแสดงบนเวทีคอนเสิร์ตที่เป็นการปลดปล่อยความเป็นตัวของตัวเองออกมาอย่างเต็มที่ -- ซึ่งก็คงไม่เป็นการกล่าวที่เกินเลยไปนัก หากเราจะกล่าวว่าถ้าไม่มี เคต บุช วงการเพลงอิสระในปัจจุบันคงไร้ชีวิตชีวากว่านี้มาก



ศิลปินหญิงที่ได้รับอิทธิพลจากบุชนั้นมีมากมาย แต่ที่ถือว่าชัดเจนสุดๆ ก็คือ FKA Twigs, ฟลอเรน เวลซ์, เอลิซาเบธ เฟรเซอร์ นักร้องนำแห่งวงดรีมป๊อประดับตำนาน Cocteau Twins, สกาย เฟอร์เรรา, St. Vincent, Bats for Lashes, Grimes อีกทั้งความซับซ้อนทางการทำงานเพลงที่มีทั้งดนตรีป๊อป, คลาสสิก, อิเล็กทรอนิกส์, เวิลด์มิวสิก และ อาวองการ์ด ก็ส่งอิทธิพลต่อวงดนตรีแนวโปรเกรสซีฟอย่าง Marillion, Aisles รวมถึงวงโกธิกเมทัลที่มีนักร้องนำเป็นผู้หญิง (ชารอน เดน เอเดล) อย่าง Within Temptation 

ยังไม่นับศิลปินป๊อปร่วมสมัยอย่าง เลดี้ กาก้า และ บิลลี ไอลิช ที่ต่างก็ปวารณาตัวเองเป็นสาวกของบุชมาแล้ว

“สิ่งที่ทำให้ฉันรู้สึกแย่ก็คือ ฉันมารู้จัก เคต บุช ช้าเกินไป” เอมิลี โคคัล แห่งวง Warpaint เคยกล่าวไว้ “เมื่อประมาณปี 2010 เพื่อนของฉันเอามิวสิกวิดีโอและเพลงของบุชมาให้ฉันฟัง รวมถึงเล่าเรื่องราวชีวิตที่น่าทึ่งของเธอให้รู้ด้วย ฉันตื่นเต้นกับการที่เธอเป็นศิลปินหญิงที่บุกเบิกทุกอย่าง จนทำให้ศิลปินหญิงที่รักอิสระในการทำงานศิลปะผ่านบทเพลง ได้มีที่ทางเป็นของตัวเองเหมือนอย่างทุกวันนี้ ซึ่งในแง่ของเมโลดี้ งานของบุชแตกต่างไปจากดนตรีทุกแนวที่ฉันเคยได้ฟังมา มันเหมือนไม่มีอยู่จริงในโลกนี้ 

“เธอเป็นดั่งเทพีแห่งความคิดสร้างสรรค์ และฉันมีความสุขมากที่ได้เห็นความงามตามแบบฉบับของเธอ ซึ่งเป็นความงามที่มีเอกลักษณ์ เป็นความงามที่เราอยากดำเนินรอยตาม”


แรงปรารถนาและความซื่อสัตย์ต่อตัวเองของ เคต บุช ผลักดันศิลปินหญิงทุกคนที่เสพงานศิลป์ของเธอนะ สำหรับฉันแล้ว เคต บุช เป็นผู้หญิงต้นแบบของศิลปินหญิงที่ทำงานเพลงอิสระในยุคหลังทศวรรษที่ 80 เป็นต้นมา เกือบจะทั้งวงการเลยมั้ง

share

 

ส่วนศิลปินสาวหัวก้าวหน้าอย่าง บียอร์ก ก็เคยให้สัมภาษณ์ว่า เธอรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่สไตล์การทำงานเพลงและแฟชั่นการแต่งตัวของเธอ ถูกนำไปเปรียบเทียบกับ ‘อัจฉริยะ’ อย่างบุช และอัลบั้มที่เธอรักที่สุดของบุชก็คือ The Dreaming (1982) ที่มีการทดลองทางเสียงแบบ ‘ไปสุดทาง’ ขณะที่วิธีการแต่งเพลงที่ ‘ตั้งคำถามต่อความเชื่อ’ ในแบบกวีนิพนธ์ของ ฟิโอนา แอปเปิล, โทริ เอมอส, สตีวี นิกส์ แห่งวง Fleetwood Mac, เรจินา สเปกเตอร์, Sia ไม่เว้นแม้แต่ ซีเนด โอคอนเนอร์ ต่างก็ได้รับเชื้อไฟมาจากบุชทั้งสิ้น ซึ่งรายหลังสุดเคยกล่าวว่า “แรงปรารถนาและความซื่อสัตย์ต่อตัวเองของ เคต บุช ผลักดันศิลปินหญิงทุกคนที่เสพงานศิลป์ของเธอนะ สำหรับฉันแล้ว เคต บุช เป็นผู้หญิงต้นแบบของศิลปินหญิงที่ทำงานเพลงอิสระในยุคหลังทศวรรษที่ 80 เป็นต้นมา เกือบจะทั้งวงการเลยมั้ง”

และถึงบุชจะไม่มีผลงานเพลงใหม่ออกมาเป็นสิบปีแล้ว นับตั้งแต่ 50 Words for Snow วางจำหน่ายในวันที่ 21 พฤศจิกายน 2011 แต่อิทธิพลทางดนตรีของเธอก็ยังอบอวลในวงการเพลงป๊อปร่วมสมัยอยู่เสมอ 

“ตัวตนของ เคต บุช มีความเป็นขบถอยู่ มันคือจิตวิญญาณของความเป็นพังก์ แม้เธอจะไม่ได้ทำเพลงพังก์ก็ตาม เพราะมันคือวิธีการแบบ Do It Yourself (ทำขึ้นมาด้วยตัวเอง) ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่สุดสำหรับวัฒนธรรมพังก์ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เธอทำไม่มีใครสามารถลอกเลียนแบบได้เลยจริงๆ มันเป็นออรินัลแทบทุกอย่าง ถึงทุกวันนี้ การสร้างสรรค์งานศิลปะได้กลายเป็นเรื่องยากมากๆ ที่จะหลีกเลี่ยงการทำซ้ำ แต่งานศิลป์ของเธอแทบจะไม่ซ้ำแบบใครเลย เพลง Running Up That Hill เป็นตัวอย่างที่ดีที่สุด เพราะมันเป็นเพลงที่นิยามดนตรีป๊อปคลาสสิกที่เป็นต้นแบบอย่างแท้จริง” นี่คือความเห็นส่วนหนึ่งของศิลปินคนดังชาวอังกฤษอย่าง บอย จอร์จ 



เคต บุช กลับมาแสดงคอนเสิร์ตอีกครั้งกับ Before the Dawn ในปี 2014 ด้วยจำนวนการแสดงเพียง 15 รอบ ซึ่งก็ทำให้เธอเป็นศิลปินหญิงระดับโลกที่ทัวร์คอนเสิร์ตน้อยที่สุด 

เธอไม่ยินดียินร้ายต่อชื่อเสียงหรือความสำเร็จ เพราะสิ่งที่เธอโฟกัสก็คือ การทำงานเพลงที่เธออยากทำเท่านั้น และเธอก็คงอยากให้มันเป็นภาพแทนที่สื่อถึงตัวตนของเธอ มากกว่าการทำตัวเป็นคนดังออกสื่อ โดยเธออ้างว่า “การทำเพลงมันสนุกและทำให้ฉันมีความสุขก็จริง แต่มันก็เป็นงานที่เหนื่อยมากเสียจนฉันไม่มีแรงเหลือที่จะออกทัวร์ การแสดงคอนเสิร์ตบนเวทีทำให้ร่างกายฉันเหนื่อยล้ามาก” (อนึ่ง มีข่าวลือที่ยังไม่ได้รับการยืนยันแน่ชัดว่า จริงๆ แล้ว บุชกลัวการขึ้นเครื่องบินมาก จึงทำให้เธอไม่ต้องการทัวร์คอนเสิร์ต) 

อย่างไรก็ดี อีกเหตุผลหนึ่งก็คือ เธอรักความเป็นส่วนตัวมากๆ อีกทั้งยังให้ความสำคัญในการใช้ชีวิตอย่างสงบกับลูกชายและสามีมานานหลายปีแล้ว การทำงานเพลงจึงกลายเป็นเพียงเรื่องรองไปในที่สุด

อนึ่ง เคต บุช คือตัวอย่างที่ดีของศิลปินที่ไม่ยอมให้ชื่อเสียงเงินทองใดๆ มาบดบังความงดงามที่เจิดจรัสอยู่ในงานศิลปะที่เธอสร้างสรรค์อย่างเป็นอิสระมาตลอดชั่วชีวิต และแม้ว่าเธอจะไม่มีผลงานเพลงใดๆ ออกมานานเป็นทศวรรษแล้ว แต่การทำดนตรีที่ไม่มีกรอบใดๆ มาขวางกั้นอิสรภาพทางความคิดและการแสดงออกแบบเธอ ก็ยังคงวนเวียนอยู่ในวงการเพลงยุคปัจจุบัน 

ไม่มีใครรู้ว่า บุชจะหวนคืนวงการเมื่อไร แต่ที่แน่ๆ ก็คือ งานเพลงที่เปี่ยมไปด้วยความคิดสร้างสรรค์อันไร้ขีดจำกัดของเธอ จะยังคงเป็นแรงบันดาลใจให้ศิลปินรุ่นหลัง กล้าและทะเยอทะยานที่จะปลดปล่อยดนตรีในรูปแบบใหม่ๆ ออกมาอย่างไม่รู้จบแน่นอน

อ้างอิง: The Guardian, Standard.co.uk, Complex, Musicmusingsandsuch.com, Vice, Vogue


Share article
  • Line
  • link
creator
Author
ศรัณยู ตรีสุคนธ์
นักเขียนฟรีแลนซ์ด้านภาพยนตร์-ดนตรี สนุกกับการแปลข่าวบันเทิงและสัมภาษณ์ศิลปินต่างประเทศ ชอบดูคอนเสิร์ตเป็นชีวิตจิตใจ พร้อมกันนั้นก็ถ่ายรูปสตรีทเป็นงานอดิเรกกึ่งจริงจัง

Follow

RELATED

+