เราจะมี Slow Productivity ได้จริงไหม หากงานยังล้นมืออย่างนี้อยู่ทุกวัน
...
Summary
- Slow Productivity หรือผลิตภาพไม่ฉาบฉวย เขียนโดย คาล นิวพอร์ต อาจารย์ด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์และคอลัมนิสต์ว่าด้วยเรื่องการทำงานจาก The New Yorker เจ้าของหนังสือขายดีของ The New York Times
- คาลสำรวจโลกการทำงานของพนักงานออฟฟิศในศตวรรษที่ 21 มายาวนาน เขาเรียกคนกลุ่มนี้ว่า ‘แรงงานความรู้’ (Knowledge Worker) ที่กำลังเผชิญปัญหาหมดไฟและเครียดจากภาระงานที่แบกเอาไว้
- Slow Productivity จะพาเราไปสำรวจนิยามการวัดประสิทธิภาพและผลิตภาพการทำงานของแรงงานความรู้ และเสนอแนวคิดการทำงานใหม่ที่จะช่วยให้พวกเราจัดการทั้งงานและชีวิตส่วนตัวได้ โดยไม่ต้องเร่งรีบจนเกิดความเครียด
...
หลายสัปดาห์ก่อนหน้านี้ ในช่วงที่เมืองปกคลุมไปด้วยความมืดมิดจากการที่พระอาทิตย์ต้องพักทำหน้าที่ ฉันกับเพื่อนร่วมงานเดินไปขึ้นรถสาธารณะกลับบ้าน พวกเรารู้ว่านี่ไม่ใช่เวลาปกติของการ ‘เลิกงาน’ เมื่อเทียบกับวิถีโดยทั่วไปของการตอกบัตรเข้างานที่โลกคุ้นชิน (เดี๋ยวนี้อาจจะต้องเรียกว่าสแกนนิ้ว)
แต่ยุคสมัยที่งานอยู่กับเราทุกที่ เพราะเทคโนโลยีการสื่อสารทำให้เราพกพามันไปได้ รวมถึงรูปแบบงานที่เน้นทักษะทางความคิดมากขึ้น และเน้นปริมาณความพึงพอใจจาก ‘จำนวนชิ้นงาน’ ที่เอ่อล้นมากขึ้นทุกๆ วัน เวลาเลิกงานของพวกเราจึงขึ้นอยู่กับ ‘ความยืดหยุ่น’ ของการจัดสรรเวลาด้วยตัวเอง ซึ่งสุดท้ายมักลงเอยด้วยความ ‘ปั่นป่วน’ เมื่อเราทำงานไม่เสร็จ
ถึงจุดนี้ ฉันไม่ได้ต้องการจะบ่นแค่เรื่องเวลาในการทำงาน เพราะพ้นจากเรื่องนี้แล้ว ประเด็นอยู่ตรงที่ระหว่างเดินทางกลับ จู่ๆ เพื่อนร่วมงานถามฉันขึ้นมาว่า “ช่วงนี้ เธอมีงานอะไรที่ทำแล้วมีคุณค่าต่อตัวเองบ้างไหม”
ฉันเงียบอยู่นาน ไม่ใช่เพราะไม่มีคำตอบ แต่เพราะฉันรู้ว่าสิ่งที่ตอบมันชวนดราม่า “ฉันทำงานแบบ autopilot มานานมากๆ แล้ว จำอะไรแทบไม่ได้เลยว่างานไหนที่ทำให้รู้สึกกระตือรือร้น และพึงพอใจที่จะใช้เวลาไปกับมัน ส่วนใหญ่ฉันใช้ประสบการณ์ที่เคยมี รีบๆ คิด รีบๆ เขียนให้มันเสร็จ ไม่ค่อยมีอะไรใหม่จากสิ่งที่ทำนักหรอก” กล่าวอย่างเข้าใจง่ายคือ แม้งานของฉันจะอยู่ในระดับ ‘มาตรฐาน’ แต่มันไม่ได้มีรูปแบบใหม่ เพราะฉันไม่ได้สร้างสิ่งใหม่หรือสิ่งที่แตกต่างอย่างที่ควรจะมีอยู่ในงานสร้างสรรค์เลย
เพื่อนร่วมงานพยักหน้าอย่างเข้าใจ เราลงเอยด้วยการใช้เวลาเดินทางพูดคุยลงลึกถึงสิ่งที่กำลังทำ (ซึ่งส่วนใหญ่เป็นงานเขียนเชิงสร้างสรรค์ที่ต้องปล่อยงานทุกสัปดาห์) จนเกิดคำถามที่ว่า หรือจริงๆ แล้ว งานที่เรียกร้องการใช้เวลาคิด แต่เรากลับไม่มีเวลาให้มัน ส่งผลต่อการแบกรับยอดการผลิตจากจำนวนชิ้นงานที่พวกเราเผชิญในแต่ละวัน?
โชคดีสักหน่อยที่คำถามนี้คือสิ่งเดียวกันกับที่คาล นิวพอร์ต (Cal Newport) อาจารย์ด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์และคอลัมนิสต์ว่าด้วยเรื่องการทำงานจาก The New Yorker ตั้งข้อสังเกตเช่นกัน
คาลสำรวจโลกการทำงานของพนักงานออฟฟิศในศตวรรษที่ 21 มายาวนาน เขาเรียกคนกลุ่มนี้ว่า ‘แรงงานความรู้’ (Knowledge Worker) กล่าวคือ กลุ่มคนทำงานที่ต้องทำงานบนหน้าจอคอม วิเคราะห์ข้อมูล ใช้ความคิดสร้างสรรค์ หรือหาทางแก้ปัญหาโจทย์ต่างๆ ด้วยศาสตร์เฉพาะทาง เช่น วิศวกร, นักคอมพิวเตอร์, นักคณิตศาสตร์, นักบัญชี, นักเขียน, นักออกแบบ, อาจารย์, นักโฆษณา และอื่นๆ
การสำรวจของคาลนำมาสู่หนังสือด้านการทำงานหลายเล่ม ไม่ว่าจะเป็น Deep Work (2016) พูดถึงแนวทางการใช้สมาธิดำดิ่งไปกับการทำงานท่ามกลางโลกภายนอกที่เรียกร้องความสนใจเราตลอดเวลา A World Without Email: Reimagining Work in an Age of Communication Overload (2021) ว่าด้วยการสื่อสารงานผ่านดิจิทัลอันเป็นสาเหตุมาสู่ความวิตกกังวลของคนทำงาน และกลายเป็นอุปสรรคต่อความ ‘โปรดักทีฟ’
หนังสือของคาลได้รับความนิยมจนขึ้นแท่น ‘หนังสือขายดีจาก The New York Times’ นั่นทำให้ผลงานล่าสุดของเขา ชื่อว่า Slow Productivity หรือชื่อภาษาไทยว่า ผลิตภาพไม่ฉาบฉวย ที่ได้รับการแปลและผลิตโดยสำนักพิมพ์ Bookscape เป็นอีกหนึ่งผลงานที่ได้รับความสนใจจากผู้อ่านอย่างมาก
คาลเขียนหนังสือเล่มนี้ในช่วงเวลาที่เขารับรู้ว่า สังคมกำลังเหนื่อยล้ากับปริมาณงานและลักษณะงานที่เรียกร้องพลังความคิด แม้คำว่าโปรดักทีฟกลายเป็นเทรนด์อยู่พักหนึ่ง แต่ถึงจุดหนึ่งมนุษย์หน้าจอคอมก็ต้องแบกเอาความวิตกกังวลมาสอดแทรกทุกที่ในบ้าน ภาพของปัญหาเริ่มชัดขึ้นในช่วงโควิดที่ผ่านมา แรงงานจำนวนมากต้องทำงานที่บ้าน (Work From Home) จนไม่สามารถแบ่งแยกเวลาระหว่างเรื่องส่วนตัวกับการทำงานได้ เมื่อโลกปลดล็อกดาวน์เพื่อกลับเข้าสู่การปฏิสัมพันธ์อีกครั้ง คนกลุ่มนี้ก็ถึงจุดที่ต้องทบทวนถึงบทบาทของงานกับการใช้ชีวิต ในช่วงปี 2021-2022 กระทรวงแรงงานในอเมริกาเปิดเผยตัวเลขว่า เพียงแค่เดือนเมษายนเดือนเดียว มีคนตัดสินใจลาออกจากงานถึง 4 ล้านคน ทำให้สื่อนิยามว่านี่คือปรากฏการณ์ ‘Great Resignation’ หรือการลาออกครั้งใหญ่ แม้สุดท้ายบางคนจะเพียงแค่ต้องการเปลี่ยนงาน แต่ก็สะท้อนว่าสภาพแวดล้อมแบบเดิมทำให้พวกเขาไม่สามารถอดทนต่อความเครียดได้อีก
ต่อมายังเกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า ‘ต่อต้านการเข้าออฟฟิศ’ เมื่อพนักงานมองว่าการเดินทางไปทำงานนั้นแสนจะลำบาก ทั้งยังขัดขวางไม่ให้พวกเขาทำงานได้สำเร็จอย่างว่องไว รวมทั้งสภาพแวดล้อมออฟฟิศก็ไม่ได้อำนวยความสบายใจต่อการผลิตงานเช่นนั้น จึงเกิดการยื้อกันระหว่าง ‘ผู้บริหาร’ กับ ‘พนักงาน’ แม้แต่ทิม คุก ผู้บริหารของ Apple ยังต้องเผชิญกับข้อวิจารณ์ที่พนักงานเขียนจดหมายว่า “หยุดปฏิบัติกับเราเป็นเด็กนักเรียนที่ต้องมีคนมาคอยบอกว่าควรจะไปอยู่ที่ไหน และทำการบ้านอะไร” พนักงานในโลกสมัยใหม่มองว่า การจะเข้าทำงานในออฟฟิศหรือไม่นั้นเป็นสิทธิที่พวกเขาควรจัดการตัวเองได้
คาลมองว่าปัญหาที่สะสมเช่นนี้ ยังนำมาสู่การต่อต้านคำว่า ‘โปรดักทีฟ’ (Productive) หรือประสิทธิภาพในการทำงานเพื่อนำไปสู่ ‘ผลิตภาพ’ (Productivity) ตามกรอบเวลาที่กระชั้นชิดเรื่อยๆ เขาสังเกตว่าหลายครั้งที่เขียนบทความแนะนำวิธีกลับมาโปรดักทีฟหลังโควิด เขามักเจออีเมลตอบกลับอย่างไม่พอใจจากผู้อ่าน
“ฉันว่าพวกศัพท์แสงที่ใช้พูดถึงเรื่องผลิตภาพนี่ช่างถ่วงความก้าวหน้าเหลือเกิน” คาลระบุถึงข้อความที่ได้รับจากผู้อ่าน
เจ้าของหนังสือ Slow Productivity กล่าวว่า โควิดเหมือนจะทำให้พวกเราเข็ดขยาดกับคำว่า โปรดักทิวิตี้ไปเลย การไม่นิยามตัวตนผ่าน ‘การทำงานหนัก’ กลายเป็นกระแสนิยมในหมู่คนรุ่นใหม่ พวกเขาไม่อยากทำตัวยุ่งๆ คอยหยิบคอมขึ้นมาทำงานทุกที่ ตอบข้อความตลอดเวลา พวกเขาต้องการเลิกงานตรงเวลา ไม่เอางานกลับมาทำที่บ้าน มีเวลาพักผ่อน และมีพื้นที่ใช้ชีวิตให้มากกว่าเอาแต่บ้าคลั่งกับงาน
สิ่งที่คาลตั้งคำถามคือ จริงๆ แล้ว ปัญหาที่กำลังรุมเร้าคนทำงานอยู่คืออะไร เพราะบ้างก็กล่าวว่า แรงงานกำลังถูกขูดรีดอย่างหนักในศตวรรษนี้ บ้างก็ว่าเทรนด์การทำงานหนักจากไลฟ์โค้ชมีอิทธิพลต่อผู้คน ไปจนถึงการมองว่า มันคือสถานการณ์อันเป็นรูปธรรมในการล่มสลายของทุนนิยมระยะสุดท้ายก็เป็นได้
สำหรับคาลแล้ว เขาลองย้อนกลับไปดูการทำงานเชิงความคิดของนักคิดยุคก่อน แล้วค้นพบว่า คนสมัยก่อนไม่เคยต้องตะบี้ตะบันคิดงานกันอย่างแรงงานความรู้ในยุคนี้ เขามีเวลาช้าๆ ไม่ต้องวิตกกังวลหรือรู้สึกวุ่นวายใจในการทำงาน และจริงๆ การทำงานยุ่งตลอดเวลาก็ผิดธรรมชาติของมนุษย์จากยุคล่าสัตว์ด้วย ฉะนั้น คาลคิดว่าปัญหาอาจจะไม่ได้อยู่ที่ ‘งาน’ แต่อยู่ที่นิยามของคำว่า ‘โปรดักทิวิตี้’ หรือระบบการทำงานของพวกเรามากกว่า กล่าวคือ มาตรวัดของความโปรดักทีฟที่มีอยู่อาจไม่ใช่เกณฑ์วัดผล ‘ผลิตภาพ’ ที่เหมาะสมกับ ‘คนทำงานเชิงความรู้’ มากนัก ซ้ำร้ายยังทำให้ชีวิตการทำงานอีรุงตุงนังมากกว่าที่ความยากของงานจะเกิดขึ้นได้จริงๆ
ผู้เขียนจึงพาย้อนไปสำรวจตั้งแต่จุดเริ่มต้นของคำว่า ‘โปรดักทิวิตี้’ เดิมทีคำนี้ใช้ได้ดีในงานด้านเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม เนื่องจากระบบที่สามารถวัดเป็นตัวเลขได้แน่ชัดว่าการจ้างแรงงาน 1 คนหรือการเลือกใช้เครื่องจักร 1 เครื่องช่วยเพิ่มประสิทธิผลของ ‘ผลิตภาพ’ ได้อย่างไรบ้าง หรือการเพาะปลูก 1 ไร่ทำให้เกิดผลิตภาพจำนวนกี่ตัน
เมื่อมาถึงศตวรรษที่ 21 วิธีคิดนี้ถูกนำมาสวมกับ ‘แรงงานความรู้’ เพื่อให้หัวหน้างานหรือผู้บริหารรับทราบได้ว่ากลุ่มแรงงานเหล่านี้ ‘ทำงานอะไรบ้าง’ และดำเนินการออกมาอย่างไร ซึ่งคาลมองว่ามาตรวัดเช่นนี้อาจจะผิดที่ผิดทางไปหน่อย เพราะเอาเข้าจริง จนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่มีใครสามารถระบุภาระหน้าที่ด้วยกรอบอันชัดเจนต่อแรงงานกลุ่มนี้ได้ เมื่อเทียบกับแรงงานภาคการเกษตรหรืออุตสาหกรรมที่มีงานระบุชัดเจน เช่น ตัวอย่างสมมติคือ คนผสมแป้งเค้กโดยใช้เครื่องจักรในอุตสาหกรรม ได้ค่าแรง 500 บาทต่อวัน และผลิตแป้งสำหรับเค้ก 800 ชิ้น
คาลจึงลองสำรวจผ่านผู้สมัครใจตอบแบบสอบถามการทำงานเชิงความรู้ 700 คนว่า พวกเขามีความหมายคำว่าโปรดักทิวิตี้อย่างไร ซึ่งส่วนใหญ่นิยามด้วย ‘หน้าที่การทำงาน’ ที่หลากหลาย ซับซ้อน และเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เช่น หากคุณเป็นนักเขียนประจำนิตยสาร หน้าที่หลักของคุณต้องคิดค้นประเด็นและเขียนงาน แต่ก็ต้องไปช่วยดูแลอีเวนต์ของบริษัท หรือเตรียมเอกสารสำหรับเบิกงบประมาณเพื่อเดินทางทำงานต่างประเทศ รวมทั้งเข้าประชุมเพื่อเตรียมงานลูกค้า ซึ่งงานปลีกย่อยเหล่านี้ไม่ได้มี ‘ผลิตภาพอันเป็นรูปธรรม’ ที่ชี้ได้ชัดว่า อะไรคือความสำเร็จที่จะวัดผลผลิตของงานได้
เขายังยกตัวอย่างถึง ทอม ดาเวนพอร์ต ศาสตราจารย์ด้านการจัดการจากวิทยาลัยแบ็บสัน ผู้เคยพยายามศึกษาเรื่องการสร้างผลิตภาพในงานด้านทักษะความรู้ ด้วยการใช้วิธีนับจำนวนงานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์ แต่คาลมองว่าพวกเราต่างมีเงื่อนไขในการทำงานไม่เหมือนกัน “การควบคุมผลกระทบปลีกย่อยต่อความสามารถในการผลิตงานของคนคนหนึ่งจึงไม่ใช่เรื่องง่าย”
สิ่งนี้ดำเนินมาควบคู่กับบริบทสังคมสมัยใหม่ที่ให้คนทำงานจัดการตาราง หรือสร้างระเบียบการทำงานด้วยตัวเอง พูดง่ายๆ คือ คุณได้รับมอบหมายโปรเจกต์แล้วก็กลับไปหาทางงมให้มันเสร็จตามกรอบเวลา โดยไม่มีใครมานั่งตามดูว่าคุณใช้วิธีอะไรบ้าง
ความจริงในโลกของการเป็นผู้ใหญ่ แนวคิดเช่นนี้ก็ดูเป็นการทำงานที่สมเหตุสมผล แต่มันกลายเป็นช่องว่างอย่างหนึ่งเช่นกัน เมื่อเอาเข้าจริง รายละเอียดการทำงานที่แต่ละคนต้องถือเอาไว้มีอยู่มาก และเมื่ออำนาจในการจัดการงานเป็นเรื่องส่วนบุคคล ทำให้คนอื่นไม่รู้ว่าคนคนหนึ่งต้องแบกรับอะไร และจัดการการทำงานอย่างไร
มันจึงนำมาสู่ปัจจัยข้อต่อมาที่บริษัทพยายามวัดผล ‘โปรดักทิวิตี้’ จากการที่เห็นอะไรที่เป็นรูปธรรม เช่น ถ้าคุณทักไปหาเพื่อนร่วมงาน แล้วเขาตอบข้อความเร็ว แสดงว่าเขาทำงานอยู่ หรือถ้าคุณเข้าออฟฟิศนานๆ ก็เท่ากับคุณมาทำงาน ซึ่งสิ่งเหล่านี้แหละกลายเป็น ‘ภาวะวิตกกังวล’ ของคนทำงานไปโดยปริยาย ในเมื่อบางครั้งโปรเจกต์ใช้เวลานานในการวัดผล หรืองานที่เราทำมันดูวัดประสิทธิภาพได้ยากจริงๆ ฉะนั้น เราก็จะทำตัวยุ่งเข้าไว้ ยกโทรศัพท์ขึ้นมาตอบข้อความ สร้างประชุมขึ้นมาบ่อยๆ หรือที่คาลนิยามว่า ‘ทำอะไรที่ตื้นเขินแต่จับต้องได้มากกว่าให้ความสนใจงานยากที่อาศัยอุตสาหะ’
แนวคิดนี้ยังสอดรับไปกับวิธีคิดที่ว่า ‘ยิ่งทำมากก็ได้มาก’ ซึ่งมักปรากฏใน ‘โปรดักทิวิตี้’ ของอุตสาหกรรม เมื่อนำคำนี้มาใช้ในแรงงานเชิงความรู้จึงอยู่ในความหมายที่ว่า ยิ่งทำงานเยอะๆ ก็แสดงว่ามีโอกาสที่งานใดงานหนึ่งจะประสบความสำเร็จ แต่ในความเป็นจริง แรงงานเหล่านี้ต้อง ‘ทำเอาแล้วๆ’ เพื่อให้ทุกอย่างมันผ่านพ้นมือตัวเองไป หรืออย่างแย่ที่สุดคือ พวกเขาถูกขูดรีดพลังออกไปจนหมดก๊อก และต้องอาศัยอยู่กับความเครียดตามเนื้อตัวไปชั่วชีวิต
คาลเรียกสิ่งที่เกิดขึ้นในกลุ่มแรงงานความรู้ว่า ผลิตภาพเทียม (pseudo-productivity) ที่ไม่สามารถวัดผลประสิทธิภาพการทำงานได้จริง ทั้งยังคอยสร้างวงจรงานอันยุ่งเหยิงบนความวิตกกังวลและความขัดแย้งจนนำไปสู่ภาวะหมดไฟของแรงงาน
เขาจึงเสนอระบบการทำงานแบบใหม่ ทางเลือกที่จะทำให้แรงงานไม่ต้องเผชิญมรสุมอันยุ่งยากอีก สิ่งนั้นคือ Slow Productivity หรือการทำงานให้ช้าลง และเน้นคุณภาพงานชัดเจนขึ้น
คาลได้ไอเดียนี้จากการย้อนอ่านการทำงานเชิงสร้างสรรค์ของบุคคลในประวัติศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นเจน ออสติน นักเขียนเจ้าของหนังสือ Pride and Prejudice, แอนดรูว์ ไวลส์ นักคณิตศาสตร์ที่ไขคำตอบทฤษฎีที่ไม่มีใครเคยตอบได้ในหลายศตวรรษที่ผ่านมา, ลิน-มานูเอล มิรานดา นักแสดงและนักแต่งเพลง เจ้าของเรื่อง Hamilton, เอียน เฟลมมิง ผู้เขียนหนังสือเจมส์ บอนด์, จอร์เจีย โอ'คีฟฟ์ ศิลปินหญิงนามธรรมชื่อดัง ฯลฯ
จุดร่วมอย่างหนึ่งที่คาลดึงคนเหล่านี้มาเป็นตัวอย่างคือ การใช้ ‘เวลา’ การทำงานอย่าง ‘เนิบช้า’ ลดภาระงานให้เหลือเพียงไม่กี่อย่าง รู้จังหวะการทำงานอย่างเป็นธรรมชาติของตัวเอง อย่าหลงระเริงไปกับยอดมูลค่ามากนัก และจง ‘หลงใหลในคุณภาพ’ เข้าไว้
ฟังเพียงแค่นี้ก็รู้แล้วว่า นี่ไม่ใช่เรื่องง่าย คาลรู้ข้อนี้ดี เขาจึงพยายามสร้างลิสต์เพื่อถอดแบบการเรียนรู้จากคนในอดีตให้เข้ากับสถานการณ์การทำงานในยุคศตวรรษที่ 21 เช่น ทำให้ผู้อ่านเห็นว่า คนเราจับงานหลายมือไว้ไม่ได้หรอก หากอยากให้เกิดงานที่ดี สุดท้ายเราต้องมีสิ่งที่ต้องจดจ่ออยู่เพียงไม่กี่อย่าง ฉะนั้น เราจึงต้องมีวิธีลดภาระงานปลีกย่อย จัดระเบียบความคิดเกี่ยวกับการติดต่อหรือพูดคุยงาน (เพราะเจ้างานประเภทนี้แหละที่ทำให้เราเปลืองแรงกันอย่างมาก) หาจังหวะการทำงานของตัวเองให้เจอ อย่าเอาทุกอย่างมาสุมๆ ไว้กองเดียวกัน แล้วคิดว่าเราจะทำมันได้ตลอดเวลา ผลักภาระบางอย่างให้คนอื่นบ้างก็ได้ หรือสร้างระบบที่ทำให้เกิดประสิทธิภาพการทำงานร่วมกันในทีมเพื่อไม่ให้งานไปตกอยู่ที่ใครคนใดคนหนึ่ง อีกทั้งควรมีเวลา ‘พัก’ หรือวางจังหวะการทำงานอย่างเป็นฤดูกาล ซึ่งช่วยเติมพลังความคิดสร้างสรรค์และความกระตือรือร้นได้
วิธีการในหนังสือ Slow Productivity จึงเหมือนเป็นแนวคิดที่พยายามช่วยให้คนแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าตรงนี้เสียก่อน โดยเฉพาะกับคนที่หมกมุ่นอยู่กับงานมากจนเกินไป จัดระเบียบตรงหน้าไม่ได้ และหุนหันพลันแล่นจะเอาทุกงานมาไว้ในมือเพื่อทำให้เสร็จ ข้อเสนอของคาลจึงต้องการให้คนเหล่านี้ลดสปีดลงบ้าง ไม่ต้องเรียกร้องความโปรดักทีฟในนิยามฉาบฉวยที่ครอบงำเราตลอดเวลา และการมีจังหวะหยุดพักก็เพื่อช่วยให้ทำงานได้ดีขึ้น โดยเฉพาะการได้มาซึ่ง ‘คุณภาพ’ งาน ที่พวกเราควรหลงใหลมันเข้าไว้
ทว่า มันก็อาจจะไม่ใช่วิธีการที่นำมาปรับใช้กับงานได้กับทุกคน คาลหมายเหตุเอาไว้ว่า Slow Productivity “เหมาะสำหรับคนที่มีอิสรภาพในการคุมงานตัวเองได้ในระดับหนึ่ง” ดังนั้น แนวทางเหล่านี้จะเกิดผลได้จริงก็ขึ้นอยู่กับสถานะทางสังคมของคนเหล่านั้นเช่นกัน โดยเฉพาะการมีอำนาจต่อรองอยู่ในมือ Slow Productivity จึงเป็นเพียงแค่การช่วยจัดระบบส่วนบุคคลเท่านั้น ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาเชิงระบบชิ้นใหญ่ดังที่คาลกำลังถกเถียงถึงการใช้นิยามของทั้งระบบไว้ในตอนต้น
แน่นอนว่า การที่คาลตั้งประเด็นด้วยการสำรวจคำว่า productivity นั้นจะเป็นประตูที่ทำให้เราเข้าใจปัญหาของโลกการทำงานสร้างสรรค์ที่ไม่อาจวัดผลเป็นตัวเลขได้ แต่สิ่งที่ต้องใส่ใจร่วมกันคือ ‘ระบบอันบีบคั้น’ ของศตวรรษที่ 21 นี้ ยังคงเรียกร้องให้ทุกคนกุลีกุจอทำงานให้ได้ ‘ผลิตภาพ’ ตามเป้าหมาย ซึ่งต่างกับนักสร้างสรรค์ในยุคสมัยก่อนที่ไม่ได้มีใครมาคาดคั้นให้พวกเขาเร่งผลิตงานมาสเตอร์พีซเช่นนั้น
สิ่งที่เราอาจจะต้องการคือ ระบบที่เชื่อใจได้ว่า ‘เวลา’ จะช่วยให้เราได้ ‘คุณภาพ’ อย่างที่หวัง ซึ่งจะสอดรับกับสิ่งที่คาลวางข้อเสนอสุดท้ายใน Slow Productiboty ว่า เราควรหลงใหลใน ‘คุณภาพงาน’ จะช่วยทำให้เราไม่ต้องทำงานหนักเกินไป โดยที่ยังสามารถสร้างผลกำไรได้อย่างที่ต้องการ
ในตอนท้าย คาลกล่าวว่า เขาหวังให้ Slow Productivity เป็นแนวทางตั้งต้นที่จะพาเราไปสู่การแก้ปัญหาในแบบอื่นๆ ฉันเห็นด้วยกับเขา ฉันหวังว่าวันหนึ่งจะเกิดแนวคิด Slow Productivity ในการแก้ปัญหาของระบบ ความคาดหวังของตัวเลขทางเศรษฐกิจ และวัฒนธรรมการทำงานอย่างตะบี้ตะบันตามตัวเลขนั้น เพื่อไม่ให้ Slow Productivity ใช้งานได้เพียงคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น แต่ยังสร้าง ‘ผลิตภาพที่ไม่ฉาบฉวย’ ในเชิงระบบด้วยเช่นกัน
