Humberger Menu

‘หน้าตาเราไม่เห็นดีเลย’ : โปรแกรม Zoom กับแนวโน้มที่ทำให้ผู้ใช้อยาก ‘ทำศัลยกรรม’ มากกว่าเดิม

คุณสามารถอ่านได้อีก

5

บทความ

Register

or

Login

creator
กองบรรณาธิการ
LineCopy

LATEST

+
Summary
  • ในอเมริกา นับจากการใช้โปรแกรมซูม (Zoom) เพื่อประชุมงานแบบ Work From Home มาตลอด เกิดสถิติที่น่าสนใจว่า มีผู้แสดงความประสงค์ต้องการจะเข้ารับการศัลยกรรมมากขึ้น โดยเกือบทุกรายมีแรงผลักดันที่สำคัญในการขอเข้ารับการผ่าตัด นั่นคือผลจากการนั่งประชุมผ่านโปรแกรมซูมเกือบทุกวันตลอดทั้งปี
  • การได้จ้องมองใบหน้าตัวเองผ่านโปรแกรมดังกล่าว ทำให้พวกเขารู้สึกว่าตัวเอง ‘หน้าตาไม่ดี’ และมีจุดที่ต้องแก้ไข โดยเฉพาะช่วงคอและขากรรไกร, รูปทรงจมูก ตลอดจนสีผิวที่ต่างรู้สึกว่าดูซีดเซียวเกินไป จึงต้องการเสริมใบหน้าของตัวเอง ไม่ว่าจะด้วยโบท็อกซ์, ฟิลเตอร์, การยกกระชับใบหน้า รวมถึงการเสริมจมูก -- ซึ่งในเวลาต่อมา เหล่าศัลยแพทย์เรียกภาวะนี้ว่า โรคไม่ชอบหน้าตาตัวเองผ่านซูม หรือ Zoom Dysmorphia


ภายหลังจากการใช้โปรแกรมซูม (Zoom) เพื่อประชุมงานแบบ Work From Home มาตลอด 18 เดือน หรืออาจจะมากกว่านั้นในช่วงเวลาที่โควิด-19 กำลังแพร่ระบาด และหลายประเทศเริ่มคลายล็อกดาวน์ให้คนมาประชุมงานด้วยการพบหน้าเจอตากันได้แล้ว

แต่เรากลับพบว่า ‘อาการ’ บางอย่างที่เป็นผลข้างเคียงจากการประชุมผ่านโปรแกรมซูมนานๆ นั้น ยังตามติดมาในชีวิตจริงด้วย

ชาดี คูรอช ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านโรคผิวหนังที่สถาบัน ฮาร์วาร์ด เมดิคัล สังเกตว่า ในระยะหลัง มีผู้แสดงความประสงค์ต้องการจะเข้ารับการศัลยกรรมมากขึ้น โดยเกือบทุกรายมีแรงผลักดันที่สำคัญในการขอเข้ารับการผ่าตัด นั่นคือผลจากการนั่งประชุมผ่านโปรแกรมซูมเกือบทุกวันตลอดทั้งปี และการได้จ้องมองใบหน้าตัวเองผ่านโปรแกรมดังกล่าว ทำให้พวกเขารู้สึกว่าตัวเอง ‘หน้าตาไม่ดี’ และมีจุดที่ต้องแก้ไข โดยเฉพาะช่วงคอและขากรรไกร, รูปทรงจมูก ตลอดจนสีผิวที่ต่างรู้สึกว่าดูซีดเซียวเกินไป จึงต้องการเสริมใบหน้าของตัวเอง ไม่ว่าจะด้วยโบท็อกซ์, ฟิลเตอร์, การยกกระชับใบหน้า รวมถึงการเสริมจมูก 

โดยในเวลาต่อมา เหล่าศัลยแพทย์เรียกภาวะนี้ว่า โรคไม่ชอบหน้าตาตัวเองผ่านซูม หรือ Zoom Dysmorphia

อย่างไรก็ดี นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่การจ้องมองตัวเองผ่านโปรแกรมต่างๆ ส่งผลต่อผู้คน เพราะก่อนหน้านี้เคยมีปรากฏการณ์ที่คนอยากมาทำศัลยกรรมหรือปรับแต่งรูปหน้าให้ดู ‘ไม่สมจริง’ ซึ่งเรียกกันว่า Snapchat Dysmorphia อันเป็นผลมาจากการมองเห็นตัวเองผ่าน ‘ฟิลเตอร์’ หลากหลายของแอปพลิเคชันสแนปแชต  ทำให้คนอยากมีใบหน้าแบบที่พวกเขาเห็นผ่านฟิลเตอร์เหล่านั้นบ้าง 

แต่กับยุคของโปรแกรมซูมนี้กลับต่างออกไปอีกขั้น เพราะการมองตัวเองผ่านสแนปแชตนั้น ผู้คนยังรู้สึกว่าพวกเขาได้เห็นตัวเองผ่านฟิลเตอร์ ไม่ใช่ใบหน้าจริงๆ ขณะที่โปรแกรมซูมกลับทำให้พวกเขาได้จับจ้องใบหน้าของตัวเองที่ปราศจากการปรับแต่งใดๆ ทั้งยังเป็นการจ้องมองที่กินเวลานานกว่าสแนปแชตมาก เพราะต้องประชุมหลายชั่วโมง จนส่งผลให้หลายคนรู้สึกไม่พอใจกับหน้าตาของตัวเองที่ปรากฏบนหน้าจอ

ทว่าสิ่งที่คนเหล่านี้ต้องตระหนักก็คือ ภาพจากกล้องที่ปรากฏบนจอคอมพิวเตอร์ของโปรแกรมซูมนั้น มัก ‘บิดเพี้ยนกว่า’ ความเป็นจริงเสมอ 

โดยคูรอชชี้ว่า มันจะทำให้จมูกของเราดูใหญ่ขึ้น ขณะที่ดวงตาก็เล็กลงกว่าความจริง ซึ่งความบิดเพี้ยนของภาพก็จะขึ้นอยู่กับ ‘เลนส์’ ที่ติดมากับอุปกรณ์ในตัวเครื่องที่ใช้ด้วย รวมทั้งมุมกล้องก็ยังส่งผลให้ใบหน้าตัวเองที่เราเห็นนั้นเปลี่ยนไปอีกต่างหาก (เพราะจริงๆ มุมที่ดีที่สุดในการเห็นใบหน้าของตัวเอง คือมุมกดจากข้างบน แบบที่เรามักชอบใช้เวลาถ่ายรูปเซลฟี่) ยิ่งไปกว่านั้น ระยะห่างระหว่างกล้องกับใบหน้าของเรา ก็ใกล้กันมากกว่าเวลาที่เราไปยืนคุยกับคนอื่นแบบตัวเป็นๆ เสียอีก ทำให้เรามีแนวโน้มจะมองเห็นจุดที่เราคิดว่า ‘บกพร่อง’ บนใบหน้าเรามากกว่าที่คนอื่นคิด 

“เมื่อมุมมองที่เรามีต่อตัวเองเปลี่ยนไป กับความเครียดที่เกิดจากการประชุมผ่านหน้าจอเป็นเวลานาน ส่งผลให้เกิดความรู้สึกอยากเสริมเติมแต่งเรื่องความงามโดยไม่จำเป็นขึ้นมา โดยเฉพาะเมื่อคุณอายุยังไม่มากนัก และต้องใช้ชีวิตกับออนไลน์หลายแพลตฟอร์ม ทั้งการประชุมผ่านวิดีโอ, โซเชียลมีเดีย รวมทั้งฟิลเตอร์ต่างๆ ในช่วงโรคระบาดแบบนี้” คูรอชอธิบาย

ผลกระทบจากการประชุมด้วยโปรแกรมซูมและการกักตัวเป็นเวลานานนั้น ไม่เพียงส่งผลต่อวิธีที่เรามองเห็นตัวเอง แต่จากผลสำรวจในกลุ่มตัวอย่าง 7,000 คน พบว่าคนจำนวน 71% รู้สึกตึงเครียด เมื่อต้องคลายล็อกดาวน์ และกลับไปเจอผู้คนตัวเป็นๆ อีกครั้ง

โดยคนจำนวน 3 ใน 10 ชี้ว่า พวกเขารู้สึกไม่มั่นใจในการออกไปเจอคนอื่นๆ ในชีวิตจริงอีกต่อไป สืบเนื่องมาจากเรื่องรูปลักษณ์ ไม่ว่าจะจากน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น หรือปัญหาผิวหนัง ทั้งสิวและกระ โดยพวกเขาวางแผนจะหาทางจัดการเรื่องรูปลักษณ์ของตัวเอง เพื่อกอบกู้ความมั่นใจกลับมาหลังโรคระบาดสงบลง 

“ยิ่งคนเราใช้เวลาอยู่กับซูม และกักตัวนานเท่าไร วิธีที่พวกเขามองเห็นตัวเอง ก็มีแนวโน้มจะแย่ลงเรื่อยๆ” คูรอชสรุป อย่างไรก็ดี เธอเสนอว่า การต่อสู้กับเรื่องความไม่มั่นใจในรูปลักษณ์จาก Zoom Dysmorphia นี้สามารถแก้ไขได้ด้วยการตระหนักรู้ว่า มันมีอยู่จริง และพวกเขาก็ไม่ได้รู้สึกแย่กับ ‘ภาพของตัวเองที่ปรากฏบนจอ’ อยู่เพียงคนเดียว ซึ่งอาจช่วยทำให้ผู้ที่ประสบกับความรู้สึกนี้ไม่รู้สึก ‘โดดเดี่ยว’ อีกต่อไป 

และนั่นก็เป็นสิ่งที่คูรอชคิดว่าเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในห้วงยามที่ทุกคนต้องต่อสู้กับชีวิตและความรู้สึกของตนอยู่เพียงลำพังเช่นนี้


อ้างอิง: Wired, Liebertpub.com, The Guardian


Share article
  • Line
  • link
creator
Author
กองบรรณาธิการ
กองบรรณาธิการไทยรัฐพลัส

Follow