Humberger Menu

สวยน้อยลง ช่วยโลกได้มากขึ้น?

คุณสามารถอ่านได้อีก

5

บทความ

Register

or

Login

creator
เอกศาสตร์ สรรพช่าง
LineCopy

LATEST

+
Summary
  • แม้ในสถานการณ์ที่เราออกไปไหนมาไหนไม่ได้ ต้องทำงานอยู่ที่บ้าน แต่หนึ่งในสินค้าที่ยังขายได้ขายดีในออนไลน์คือ ‘เครื่องสำอาง’ เพราะแม้ว่าปริมาณการซื้ออาจลดลงไปตามสัดส่วนรายได้ของลูกค้าบางกลุ่มที่หายไป แต่โดยรวม สินค้ากลุ่มนี้ยังคงขายดี โดยตลาดเครื่องสำอางของโลกประมาณการว่า พวกเขาจะสามารถทำรายได้รวมมากกว่า 463,500 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2027
  • อย่างไรก็ดี สิ่งที่ตามมากับผลิตภัณฑ์เหล่านี้ คือ ‘ขยะ’ เราสร้างขยะขึ้นมาไม่น้อย เพราะทุกวันนี้ ธุรกิจความงาม (ตั้งแต่หัวจรดเท้า) สร้างขยะพลาสติกอย่างน้อยๆ แสนล้านชิ้นทั่วโลกต่อปี เฉพาะในสหรัฐอเมริกาประเทศเดียว อุตสาหกรรมความงามก็สร้างขยะกว่า 7,900 ล้านชิ้นต่อปีเข้าไปแล้ว
  • ความท้าทายของธุรกิจความงามในอนาคตอันใกล้นี้ ก็คือจะทำอย่างไรเพื่อสร้างการรับรู้ว่า เหล่าเครื่องสำอางก็ห่วงโลกใบนี้ แต่ก็ยังต้องขายความสวย ความรุ่มรวย และความหรูหราไปด้วย โดยสร้างความรู้สึกดีให้กับลูกค้า ว่าความสวยของพวกคุณยังเป็นส่วนหนึ่งของการเยียวยาโลกใบนี้ไว้ให้คนรุ่นหลัง ขณะที่เครื่องสำอางเองก็ยังทำงานตามหน้าที่ของมันได้


“ความสวยคืออำนาจ และรอยยิ้มคืออาวุธ” 

จอห์น เรย์ 

นักประวัติศาสตร์ ธรรมชาตินิยม


แม้ในสถานการณ์ที่เราออกไปไหนมาไหนไม่ได้ ต้องทำงานอยู่ที่บ้าน แต่เชื่อไหมครับว่า หนึ่งในสินค้าที่ยังขายได้ขายดีในออนไลน์คือ ‘เครื่องสำอาง’ 

สกินแคร์และสิ่งประดามีที่ทำให้เราสวยบนหน้ากล้อง ยังคงเป็นที่มนุษย์ต้องการ ซึ่งแม้ว่าปริมาณการซื้ออาจลดลงไปตามสัดส่วนรายได้ของลูกค้าบางกลุ่มที่หายไป แต่โดยรวม สินค้ากลุ่มนี้ยังคงขายดี 

ลูกค้าอาจหันไปใช้แบรนด์ที่ดูคุ้มค่าคุ้มราคามากขึ้น หรือเปลี่ยนกลุ่มมาซื้อสินค้าที่เหมาะกับการทำงานสมัยใหม่ เช่นว่า พวกเขาอาจให้ความสำคัญกับสกินแคร์หรือแฮร์แคร์ มากกว่าลิปสติก โดยผู้ผลิตเครื่องสำอางยังมองโลกในแง่ดีว่า หลังจากนี้ เปอร์เซ็นต์การเติบโต น่าจะกลับมามากขึ้นเรื่อยๆ

ตอนนี้ ตลาดเครื่องสำอางของโลกประมาณการว่า พวกเขาจะสามารถทำรายได้รวมมากกว่า 463,500 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2027 (หรือประมาณ 16 ล้านล้านบาท) ซึ่งเป็นตัวเลขที่ชวนตกใจเหมือนกันนะครับ แต่ก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ เพราะคนเราไม่อยากดูแย่, ไม่อยากแก่, ไม่อยากเหี่ยว, ไม่อยากผมหงอก-หัวล้าน, ฯลฯ 

กล่าวคือ ต่อให้เราเป็นหนี้ ก็ไม่ได้หมายความว่า เราจะต้อง ‘หยุดสวย/หล่อ’ เพราะอย่างที่ผมจั่วหัวไว้ มนุษย์เรียนรู้แล้วว่า ‘ความสวยคืออำนาจ’ 

แต่สิ่งที่ตามมากับผลิตภัณฑ์เหล่านี้ คือ ‘ขยะ’ ครับ


Zero Waste Concealer

 

เราสร้างขยะขึ้นมาไม่น้อย เพราะทุกวันนี้ ธุรกิจความงาม (ตั้งแต่หัวจรดเท้า) สร้างขยะพลาสติกอย่างน้อยๆ แสนล้านชิ้นทั่วโลกต่อปี เฉพาะในสหรัฐอเมริกาประเทศเดียว อุตสาหกรรมความงามก็สร้างขยะกว่า 7,900 ล้านชิ้นต่อปีเข้าไปแล้ว เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มากสำหรับอุตสาหกรรมความงาม ที่เจ้าตัวก็รู้ดีว่าเป็นส่วนสำคัญในการสร้างขยะท่ามกลางกระแส ‘อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม’ ที่ได้รับการพูดถึงมากขึ้นเรื่อยๆ และหลายครั้งยังตกเป็นจำเลยสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมด้วย 

หากคุณยังจำกันได้ เคสหนึ่งที่เป็นประเด็นพูดถึงกันมากเมื่อ 4 ปีก่อน คือ ตอนที่นักรณรงค์เพื่อสิ่งแวดล้อมออกมาพูดถึงเม็ดพลาสติกขนาดเล็กที่เรียกว่า ไมโครบีดส์ (Microbeads) ซึ่งถูกใส่ไว้ในเจลล้างหน้าหรือสบู่เหลวเพื่อช่วยขัดและขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว แต่ภายหลังกลับพบว่าเม็ดพลาสติกขนาดเล็กเหล่านี้ ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง เนื่องจากแทบเป็นไปไม่ได้ที่มันจะย่อยสลาย ทั้งยังปนเปื้อนลงในมหาสมุทรเป็นจำนวนมหาศาล และทำให้มีสัตว์น้ำจำนวนมากที่กินเม็ดพลาสติกเข้าไป

ปัจจุบัน แม้ว่าจะมีการแบนเม็ดพลาสติกเหล่านี้ไปแล้ว แต่ผลกระทบของมันก็ยังคงอยู่ เพราะแม้จะเลิกใช้ไมโครบีดส์ แต่ขยะพลาสติกจำนวนมากก็ยังล่องลอยอยู่ในทะเล นี่ยังไม่รวมน้ำที่เกิดจากการล้างสบู่ แชมพู และครีมนวดผม ซึ่งเราใช้อยู่ทุกวัน ซึ่งถูกปล่อยลงสู่ธรรมชาติด้วยซ้ำ 

เห็นไหมครับว่า อำนาจนี่มันมาพร้อมกับ ‘ความสิ้นเปลือง’ จริงๆ

ฉะนั้น ความท้าทายของธุรกิจความงามในอนาคตอันใกล้นี้ ก็คือจะทำอย่างไรเพื่อสร้างการรับรู้ว่า เหล่าเครื่องสำอางก็ห่วงโลกใบนี้ แต่ก็ยังต้องขายความสวย ความรุ่มรวย และความหรูหราไปด้วย โดยสร้างความรู้สึกดีให้กับลูกค้า ว่าความสวยของพวกคุณยังเป็นส่วนหนึ่งของการเยียวยาโลกใบนี้ไว้ให้คนรุ่นหลัง ขณะที่เครื่องสำอางเองก็ยังทำงานตามหน้าที่ของมันได้


สบู่รักษ์โลกใน Baby Bar Travel Duo with Travel Case (ภาพจาก sephora.co.th)

 

‘ความสำอาง’ ยังต้องคงอยู่ แต่ที่เพิ่มเติมมา คือการใส่ไอเดียที่จะเป็นส่วนหนึ่งของการรักษ์โลก -- ซึ่งตอนนี้แบรนด์เล็กๆ เริ่มนำไปล่วงหน้าแล้ว เนื่องจากเครือข่ายการผลิตสามารถขยับตัวปรับเปลี่ยนได้เร็วกว่า เมื่อเทียบกับเบอร์ใหญ่ๆ ของโลก     

แบรนด์อย่าง Drunk Elephant นำเสนอแพ็กเกจที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ หรือลดการใช้แพ็กเกจที่ย่อยสลายไม่ได้ อย่างเช่น สบู่ก้อนก็เริ่มกลับมาได้รับความนิยม เพราะสามารถใส่ในบรรจุภัณฑ์กระดาษย่อยสลายได้ ทั้ง Baby Juju Bar และ Baby Pekee Bar รวมถึงยังออกผลิตภัณฑ์ Baby Bar Travel Duo with Travel Case ให้ลูกค้าเอาไว้ใส่สบู่ก้อนได้ด้วย 

บางแบรนด์ก็นำเสนอแพ็กเกจที่ย่อยสลายได้ง่าย อย่างแบรนด์ รีเวอร์ ออร์แกนิกส์ ก็ออก Zero Waste Concealer ที่ทุกส่วนของเครื่องสำอางสามารถย่อยสลายได้ทั้งหมด

นอกเหนือจากการออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่ย่อยสลายได้แล้ว ยังมีธุรกิจใหม่ที่พยายามสร้างพฤติกรรมใหม่ของลูกค้าอย่าง ลูป สโตร์ ร้านที่ขายสินค้าบิวตี้ที่สามารถนำเอาบรรจุภัณฑ์จากร้านกลับมาเติมได้ และมีสิทธิพิเศษหลายอย่างให้ลูกค้า ซึ่งตอนนี้ มีแบรนด์ดังทั้ง ยูนิลิเวอร์, พีแอนด์จี, เบิร์ตสบีส์, เดอะบอดี้ช็อป, เดอร์มาโลจิก้า และอีกหลากหลายแบรนด์เข้าร่วม -- แม้ว่ายังมีผู้ใช้บริการน้อยอยู่ คือราว 9 ล้านคน (เมื่อเทียบกับประชากรของสหรัฐอเมริกา) แต่ก็มีแนวโน้มที่ดี เมื่อดูจากจำนวนแบรนด์ที่ให้ความสนใจ 

อีกแบรนด์หนึ่งอย่าง Bathing Culture จากแคลิฟอร์เนีย ก็ยกเอาประเด็นเรื่องการใช้ขวดรีไซเคิล 100% (#nonewplastic) มาใช้ และยังทำโปรโมชั่นกับ ลูป สโตร์ มาเป็นจุดขายด้วยว่า สามารถเอาไปเติมได้ที่ร้าน  


Bathing Culture

 

เครื่องสำอางบางแบรนด์หันไปเล่นกับการให้ความสำคัญเรื่องความเป็นกลางในการปล่อยคาร์บอน (Carbon Neutrality) หรือก็คือการลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิให้เป็นศูนย์ โดยผู้ผลิตอาจชดเชย คาร์บอนเครดิต (Carbon Offsets) เช่น การปลูกป่าเพื่อเพิ่มจำนวนต้นไม้ หรือการเปลี่ยนวิธีผลิตของตัวเองตั้งแต่ต้น ด้วยการเลิกการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล เปลี่ยนไปใช้พลังงานหมุนเวียน 100% และขยายประสิทธิภาพการใช้พลังงานในทุกระดับ (ซึ่งน่าจะยังยากอยู่) หลายแบรนด์มองหาการทำงานร่วมกับองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร เข้ามาเป็น Third Party ในการประทับตรารับรองเรื่องความเป็นกลางทางคาร์บอนให้กับแบรนด์ตัวเอง ซึ่งอย่างที่เรารู้ๆ กันว่า ถือเป็นประเด็นที่ทุกคนให้ความสนใจขึ้นเรื่อยๆ 

หลายประเทศอย่างสหภาพยุโรป-ซึ่งมีฝรั่งเศสที่เป็นหัวแถวในเรื่องของอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง-ก็ประกาศว่าจะให้ประเทศของตนเป็นกลางทางคาร์บอนให้ได้ภายในปี 2593 ซึ่งก็ยิ่งทำให้ผู้ผลิตทั้งระบบตื่นตัวตามไปด้วย

หากคุณยังห่วงสวย (หรือหล่อ) และอยากช่วยโลก ผมมีคำแนะนำง่ายๆ ว่าน่าจะเริ่มจากการมองหาผลิตภัณฑ์ที่ผลิตภายในประเทศดู เพราะอย่างน้อยสินค้าเหล่านี้สามารถลดการขนส่งได้หลายทอด จากนั้นก็ลองเขยิบไปดูว่า แบรนด์เหล่านั้นให้ความสนใจกับการลดการใช้ทรัพยากรอย่างไรบ้าง โดยอาจดูที่บรรจุภัณฑ์ ถัดไปก็ทดลองคุณภาพของสินค้าดู ซึ่งผมบอกได้เลยว่า สินค้าของไทยหลายต่อหลายแบรนด์ คุณภาพไม่ได้ด้อยไปกว่าของต่างประเทศ เผลอๆ ทั้งดีกว่าและราคาย่อมเยากว่า

เรายังสวยและช่วยโลกได้ครับ แค่ต้องปรับ mindset นิดหน่อยก็พอ   


Share article
  • Line
  • link
creator
Author
เอกศาสตร์ สรรพช่าง
อดีต Executive Editor ของ ELLE MEN Thailand ก่อนผันตัวเองมาทำงานด้าน Digital Content ปัจจุบันทำงานเกี่ยวกับธุรกิจความสวยความงาม และเชื่อว่า “หากคุณอยากรู้จักคนในประเทศนั้นๆ ว่ามีค่านิยมเป็นอย่างไร คุณแค่เดินไปที่เคาน์เตอร์ลิปสติก คุณก็จะสามารถรับรู้ถึงรสนิยมของพวกเขาได้”

Follow