Humberger Menu

ต่อให้ ‘โซเชียลเน็ตเวิร์ก’ มินิมอลลง ก็ไม่ลดความหดหู่ บทเรียนจาก Minus งานทดลองของศิลปินอเมริกัน

คุณสามารถอ่านได้อีก

5

บทความ

Register

or

Login

creator
เมธาวี โหละสุต
LineCopy

LATEST

+
สปายแวร์ในมือถือ การสอดแนมล่องหน เครื่องมือคุกคามของรัฐเผด็จการ
Summary
  • โซเชียลเน็ตเวิร์กเป็น “เครื่องจักรซอฟต์แวร์ของระบบทุนนิยม” ที่ออกแบบระบบมากระตุ้นให้เราใช้เวลาบนแพลตฟอร์มให้นานที่สุด เพื่อดูดข้อมูลจากผู้ใช้ให้ได้มากที่สุด
  • เราจะมีตัวตนในสังคมก็ต่อเมื่อผู้ใช้คนอื่นๆ ประเมินว่าเรามีคุณค่า และความต้องการในการมีตัวตนในโซเชียลเน็ตเวิร์กนี้เองที่ผันแปรเป็นทุนให้แก่บริษัทต่างๆ
  • ถ้าโซเชียลเน็ตเวิร์กปกติกระตุ้นให้เรามีส่วนร่วมกับมัน 'มากขึ้น' แล้วโซเชียลเน็ตเวิร์กที่ชักชวนให้เรามีส่วนร่วม 'น้อยลง' จะมีหน้าตาอย่างไร?
  • บทความชิ้นนี้เล่าถึงโปรเจกต์โซเชียลเน็ตเวิร์กเชิงทดลองของ เบน กรอสเซอร์ (Ben Grosser) ศิลปินชาวอเมริกันที่ตั้งคำถามกับผลกระทบของซอฟต์แวร์ต่อวัฒนธรรม สังคม และการเมือง

ตุลาคม 2564 ดูจะเป็นเดือนมหาวิปโยคสำหรับเฟซบุ๊ก ไล่ตั้งแต่กรณีที่ระบบมีปัญหาจนทำให้ผู้ใช้หลายล้านคนทั่วโลกใช้งานเฟซบุ๊กและบริการอื่นๆ ในเครือบริษัท ทั้งอินสตาแกรมและวอตส์แอปไม่ได้

หนำซ้ำยังถูก ฟรานเซส เฮาเกน (Frances Haugen) อดีตนักวิทยาศาสตร์ข้อมูลของบริษัทออกมาแฉผ่านหนังสือพิมพ์วอลล์สตรีตเจอร์นัล และให้สัมภาษณ์กับรายการ 60 Minutes ของสถานีโทรทัศน์ซีบีเอส ซึ่งย้ำแก่สาธารณะว่า เฟซบุ๊ก “แสดงให้เห็นนับครั้งไม่ถ้วน ว่าบริษัทให้ความสำคัญกับกำไรมากกว่าความปลอดภัยของผู้ใช้”

ก่อนหน้านี้ อเล็กซ์ ฮีท (Alex Heath) นักข่าวประจำเว็บไซต์เทคโนโลยี The Verge รายงานเอาไว้ว่า เฟซบุ๊กจะรีแบรนด์ชื่อบริษัทใหม่ เพื่อสะท้อนทิศทางใหม่ที่จะผลักดันบริการ ‘โลกเสมือนจริง’ ในรูปแบบ ‘เมตาเวิร์ส’ (Metaverse)

ฮีทตั้งข้อสังเกตว่า การเปลี่ยนชื่อบริษัทอาจเป็นกลยุทธ์หนึ่งที่จะแยกแอปพลิเคชันเฟซบุ๊กที่เป็นบริการโซเชียลเน็ตเวิร์ก ออกจากบริษัทแม่ที่กำลังจะเปิดตัวผลิตภัณฑ์และบริการเมตาเวิร์ส 

นอกจากนั้น ฮีทยังคาดการณ์ว่าแผนการเปลี่ยนชื่อบริษัทอาจเป็นผลจากการที่เฟซบุ๊กกำลังถูกสอบสวนโดยรัฐบาลสหรัฐฯ และถูกสังคมตั้งคำถามอย่างหนัก

ซึ่งฮีทคาดการณ์ไม่ผิดเลย เมื่อเฟซบุ๊กรีแบรนด์บริษัทใหม่ในชื่อ Meta เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2021 โดยพุ่งเป้าเป็นผู้นำเทคโนโลยีโลกเสมือนจริง


โซเชียลเน็ตเวิร์กและเครื่องจักรทุนนิยม 

ผมเฝ้ามองทิศทางของบริษัทนี้ด้วยความหวาดระแวง เพราะต่อให้เฟซบุ๊กจะยืนยันว่า เทคโนโลยีโลกเสมือนจริงจะแตกต่างไปจากโซเชียลเน็ตเวิร์กในปัจจุบัน การปฏิสัมพันธ์ของผู้คนกับผลิตภัณฑ์ ก็ล้วนเป็นการสร้างผลกำไรให้แก่บริษัท โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดต่อผู้ใช้

แล้วทางออกของคำถามเรื่องผลกระทบของเฟซบุ๊กและโซเชียลเน็ตเวิร์กคืออะไร? เราเห็นตัวอย่างจากกรณีเคมบริดจ์แอนะลีติกา (Cambridge Analytica) แล้วว่า คณะกรรมาธิการว่าด้วยการค้าแห่งสหพันธรัฐของอเมริกา (FTC) สั่งปรับเฟซบุ๊กเป็นจำนวนเงิน 5,000 ล้านดอลลาร์ ในปี 2019 แม้ว่าจำนวนเงินค่าปรับดังกล่าวจะมีมูลค่ามากที่สุดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา แต่การที่เฮาเกนต้องมาให้การต่อสภาคองเกรสอีกครั้งในปีนี้ หมายความว่า มีความเป็นไปได้สูงที่เฟซบุ๊กยังคงละเมิดสิทธิ์ของผู้ใช้อยู่ จนอาจอนุมานได้ว่า กลไกเชิงกฎหมายอาจไม่เพียงพอต่อการบีบให้เฟซบุ๊กปร้บปรุงข้อบกพร่องในการบริการ

การที่เฟซบุ๊กเป็นแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่ที่มีผู้ใช้ทั่วโลก อาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้บริษัทปรับตัวช้า ไม่ยอมปรับตัว หรือแม้แต่จะยอมรับว่าผลิตภัณฑ์และบริการของบริษัทส่งผลกระทบต่อโลก

The Social Dilemma (2020) (กำกับโดยเจฟ ออโลว์สกี) เป็นสารคดีอีกเรื่องหนึ่งที่ออกมาวิพากษ์การออกแบบโซเชียลเน็ตเวิร์กที่มุ่งให้ผู้ใช้เสพติดแพลตฟอร์ม ในตอนจบ สารคดีเรียกร้องให้ผู้ชมออกมาแสดงพลัง และเรียกร้องให้บริษัทโซเชียลเน็ตเวิร์กมองผู้ใช้เป็นมนุษย์ ไม่ใช่ทรัพยากรเชิงข้อมูลที่บริษัทจะตักตวงไปใช้ตามอำเภอใจ

อย่างไรก็ดี แม้ว่า The Social Dilemma จะประสบความสำเร็จในการปลุกจิตสำนึกต่อผลกระทบด้านลบของสื่อโซเชียล แต่สุดท้าย สารที่ต้องการสื่อก็คือการเรียกร้องให้ผู้ใช้และเจ้าของแพลตฟอร์มทำอะไรสักอย่าง ซึ่งไม่ได้มีทางออกที่เป็นรูปธรรมนัก

ในอีกด้านหนึ่ง ก็มีกระแสการสร้างโซเชียลเน็ตเวิร์กทางเลือก ที่มักนำเสนอตัวเองเป็นโซเชียลเน็ตเวิร์กที่ ‘ดีกว่า’ แพลตฟอร์มหลัก เช่น Minds (มายส์) โซเชียลเน็ตเวิร์กที่ผู้ใช้ชาวไทยเคยสนใจในช่วงหนึ่ง จากความกลัวการถูกละเมิดความเป็นส่วนตัวโดยรัฐไทย ในปัจจุบัน Minds ผันตัวเองเป็นโซเชียลเน็ตเวิร์กที่รักษาความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ และให้รางวัลตอบแทนผู้ใช้ที่มีปฏิสัมพันธ์บนแพลตฟอร์มด้วยสกุลเงินคริปโต

Minds เหมือนจะเป็นขั้วตรงข้ามของเฟซบุ๊กที่ตอบแทนการมีส่วนร่วม (engagement) ของผู้ใช้ด้วยผลประโยชน์ทางการเงิน แต่ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ใช้กับโซเชียลเน็ตเวิร์กทั้งสองค่าย ล้วนตั้งอยู่บนพื้นฐานการของการแลกเปลี่ยน

เมื่อเรามีส่วนร่วมกับเฟซบุ๊ก เฟซบุ๊กก็ได้ข้อมูลของเราไปเพื่อขายโฆษณา ในทำนองเดียวกัน เมื่อเรามีส่วนร่วมกับ Minds แพลตฟอร์มก็สามารถเพิ่มมูลค่าของสกุลเงินคริปโตไปพร้อมกัน กลยุทธ์ในการดึงดูดและรักษาผู้ใช้ของทั้งสองแพลตฟอร์ม ล้วนอิงกับการสร้างแรงจูงใจให้ผู้ใช้ 'มีส่วนร่วม' กับเน็ตเวิร์กมากขึ้น

แล้วถ้าโซเชียลมีเดียไม่ต้องการการมีส่วนร่วมจากผู้ใช้ล่ะ? คำถามนี้ถือเป็นหัวใจของ Minus (https://minus.social/) โปรเจ็กต์โซเชียลเน็ตเวิร์กเชิงทดลองของเบน กรอสเซอร์ (Ben Grosser) ศิลปินชาวอเมริกันที่ตั้งคำถามกับผลกระทบของซอฟต์แวร์ต่อวัฒนธรรม สังคม และการเมือง 

Minus (ไมนัส) ถือเป็นร่มโปรเจกต์ให้แก่นิทรรศการ Software for Less (ซอฟต์แวร์ที่น้อยลง) (ดาว์นโหลดแผ่นพับของนิทรรศการได้ที่นี่) ณ Artbyte Gallery ในกรุงลอนดอน ระหว่างวันที่ 20 สิงหาคม - 23 ตุลาคม พ.ศ. 2564

งานศิลปะนี้ มุ่งวิจารณ์สภาวะที่โซเชียลเน็ตเวิร์กแพลตฟอร์มต่างๆ ล้วนมีเป้าหมายเดียวกัน คือการ 'เพิ่ม' ทั้งเพิ่มรายได้ เพิ่มจำนวนผู้ใช้ เพิ่มระยะเวลาและการมีส่วนร่วม เพิ่มเครื่องมือที่สามารถวัด และเพิ่มเครื่องมือที่ใช้ประมวลการใช้งานของผู้ใช้

กรอสเซอร์อธิบายคอนเซปต์ของโปรเจกต์ Minus และงานศิลปะอื่นๆ ในนิทรรศการ Software for Less ว่าโซเชียลเน็ตเวิร์กแพลตฟอร์มเหล่านี้เป็น 'เครื่องจักรซอฟต์แวร์ของระบบทุนนิยม' ที่ใช้กลยุทธ์การออกแบบอินเตอร์เฟซและฟังก์ชันต่างๆ เพื่อกระตุ้นให้เราใช้เวลาบนแพลตฟอร์มให้นานที่สุด เพื่อดูดข้อมูลจากผู้ใช้ให้ได้มากที่สุด

กรอสเซอร์ย้ำว่า แพลตฟอร์มเหล่านี้ปลูกฝังชุดความคิดที่ว่า เราจะมีตัวตนในสังคมก็ต่อเมื่อผู้ใช้คนอื่นๆ ประเมินว่าเรามีคุณค่า และความต้องการมีตัวตนในโซเชียลเน็ตเวิร์กนี้เองที่ผันแปรเป็นทุนให้แก่บริษัทต่างๆ

ดูเผินๆ สมมติฐานของ Minus จะคล้ายคลึงกับ The Social Dilemma แต่ความแตกต่างระหว่างสื่อทั้งสอง คือ Minus มุ่งวิจารณ์ระบบทุนนิยมที่รากฐานของการออกแบบประสบการณ์การใช้โซเชียลเน็ตเวิร์ก ส่วน The Social Dilemma เน้นที่การทำหน้าที่เป็น 'กระบอกเสียง' ที่บอกกล่าวปัญหาให้ผู้ชมรับทราบ 


เมื่อโซเชียลเน็ตเวิร์กจะมินิมัล

แนวคิดของ Minus เรียบง่ายสมชื่อ กรอสเซอร์มองว่า ถ้าโซเชียลเน็ตเวิร์กแบบปกติกระตุ้นให้เรามีส่วนร่วม ‘มากขึ้น’ แล้วโซเชียลเน็ตเวิร์กที่ชวนให้เรามีส่วนร่วม ‘น้อยลง’ จะมีหน้าตาเป็นอย่างไร? คนจะใช้มันแบบไหน? และประสบการณ์การใช้โซเชียลเน็ตเวิร์กที่อยู่นอกเหนือการทำงานของระบบทุนนิยมนั้น เป็นไปได้หรือไม่?

Minus พยายามตอบคำถามเหล่านี้ด้วยการลดทอนเครื่องมือการวัดและแสดงผลเชิงปริมาณออกทั้งหมด และผู้ใช้มีโควตาการโพสต์ใน Minus เพียง 100 โพสต์ โควตาจะลดลงไปเรื่อยๆ ต่อให้ลบโพสต์เพื่อปรับแก้ หรืออะไรก็ตาม

การลดทอนเครื่องมือในการแสดงผลนี้ ยังรวมไปถึงการตัดระบบแจ้งเตือน (notification) ออก สัญลักษณ์กระดิ่งยังมีอยู่ แต่ ‘ปุ่มแจ้งเตือน’ สีแดงที่คุ้นเคยหายไป 

กรอสเซอร์กล่าวว่า เหตุผลที่เขาลดทอนฟังก์ชันต่างๆ ของโซเชียลเน็ตเวิร์กทั่วไป ให้เหลือเพียงตัวเลขนับถอยหลังโควตาการโพสต์ ก็เพราะเขาต้องออกแบบให้ Minus เป็นพื้นที่ที่เน้น “เสียงของมนุษย์ ถ้อยคำ และมิติเวลา” เพื่อให้ผู้ใช้มีโอกาสไตร่ตรองถึงความหมายของการเชื่อมต่อกัน

เขาหวังว่าประสบการณ์การใช้โซเชียลเน็ตเวิร์กเชิงทดลองนี้จะแตกต่างไปจากโซเชียลเน็ตเวิร์กอื่นที่จ้องจะดึงข้อมูลไปจากผู้ใช้และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ใช้ให้บูชาการมีส่วนร่วมอย่างรวดเร็วบนแพลตฟอร์ม

จากประสบการณ์การใช้ Minus โซเชียลเน็ตเวิร์กแนวทดลองของกรอสเซอร์ ผมค้นพบว่าหน้าตาอินเตอร์เฟซของ Minus มีความมินิมอลลิสต์กว่าเฟซบุ๊กหรือทวิตเตอร์

แพลตฟอร์มนี้มีแค่ฟังก์ชันพื้นฐานอย่างการแก้ไขโปรไฟล์ของผู้ใช้ ไอคอนแว่นขยายสำหรับค้นหา และไอคอนกระดิ่งที่ไม่มีจุดสีแดงคอยเตือน แต่เราต้องเป็นฝ่ายกดเข้าไปดูว่ามีผู้ใช้คนอื่นเข้ามามีส่วนร่วมกับโพสต์ของเราหรือไม่

ซึ่ง Minus ระบุเวลาการตอบโต้เอาไว้แบบคลุมเคลือด้วยคำว่า recently (เมื่อไม่นานมานี้) แทนการระบุเวลาเป็นตัวเลขที่เจาะจง ที่ทำให้ผู้ใช้รู้สึกสบายใจ เพราะไม่ต้องแคร์ว่ากดเข้าไปอ่านช้าไป หรือทันความต้องการของคนอื่นๆ หรือไม่ เพราะคำว่า ‘เมื่อไม่นานมานี้’ อาจหมายถึงสองนาทีที่แล้วหรือแปดชั่วโมงที่แล้ว หรือจะเลือกไม่อ่านเลยก็ได้ 

การเขียนโพสต์ลงใน Minus มีข้อจำกัดมากกว่าโซเชียลเน็ตเวิร์กเจ้าอื่นๆ เพราะ Minus จำกัดให้ผู้ใช้เขียนได้อย่างเดียว การตอบผู้ใช้คนอื่นๆ ก็จำกัดเฉพาะเพียงการเขียนเช่นกัน 

เนื้อหาของโพสต์ยังคงมีความหลากหลาย แม้ทุกคนจะทราบดีว่าโควตาการโพสต์มีจำกัด ผู้ใช้หลายคนใช้โควตาโพสต์แรกไปกับข้อความทักทายง่ายๆ เช่น “hi” “Hello world” หรือแนะนำตัว และบอกว่าเป็นคนจากประเทศไหน ตอนนี้ผมยังไม่เจอโพสต์ที่มีลักษณะหยาบคายและเฮทสปีช บางคนใช้ Minus เป็นพื้นที่โฆษณาสกุลเงินคริปโต หรือคอนเทนต์จากแพลตฟอร์มอื่น บ้างก็ใช้เป็นพื้นที่เขียนโฆษณาชวนเชื่อให้แก่รัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่ง บ้างก็ใช้เป็นพื้นที่บ่นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน เช่น มีผู้ใช้ท่านหนึ่งที่ใช้โควตาการโพสต์ของตัวเองไปเกินครึ่งด้วยการโพสต์ซ้ำๆ เป็นระยะว่า “I will begin my fitness” (จะเริ่มออกกำลังกายแล้ว) กับ “I have finished my fitness” (ออกกำลังเสร็จแล้ว) ราวกับว่าเขากำลังเผาผลาญโควตาการโพสต์เหมือนเผาผลาญไขมันในร่างกาย

โพสต์หนึ่งที่สะดุดตาผม คือ โพสต์ของ @Santon ที่มักเล่าถึงเหตุการณ์และความรู้สึกในชีวิตของเขา ผมจึงอดไม่ได้ที่จะเขียนถามเขาว่า เขาเขียนโพสต์ในรูปแบบไดอารี่หรือไม่ @Santon อธิบายว่า “มันอาจจะเหมือนไดอารี่ก็ได้ เพราะเขา ‘ทวีต’ ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิต” และเขาจะไม่กลับไปอ่านมันอีก 




ผู้ใช้คนนี้ใช้ Minus เหมือนใช้สมุดฉีกที่แตกต่างไปจากทวิตเตอร์ที่เขาอาจจะใช้เป็นประจำ ในแง่นี้ การจำกัดการโพสต์ของ Minus ได้มอบสภาพความเป็นวัตถุ (materiality) ที่แตกต่างไปจากทวิตเตอร์อย่างชัดเจน ผู้ใช้จะมีโอกาสถ่ายทอดห้วงความคิดลงบนหน้ากระดาษ แล้วฉีกมันออกเพื่อเขียนหน้าต่อไป เนื่องจาก @Santon มีอายุอยู่ในระบบตามจำนวนโควตาของเขา และเขาเองก็จะไม่สามารถเข้าถึง “สมุดฉีก” ของเขาได้อีกหลังจากที่โควตาการโพสต์หมดไป แน่นอนว่าโซเชียลเน็ตเวิร์กอื่นๆ ก็มีฟังก์ชันให้ผู้ใช้ลบโพสต์ ซึ่งถ้าหากเรามีเวลามากพอ เราก็สามารถเขียนๆ ลบๆ โพสต์ได้อย่างไม่สิ้นสุด และเมื่อนำมาเปรียบเทียบกันแล้ว ความเป็นวัตถุของ Minus จะเด่นชัดขึ้นทันที เพราะเครื่องมือในการโพสต์ของผู้ใช้เป็นทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด


การปฏิสัมพันธ์กับผู้ใช้คนอื่นๆ ที่น่าสนใจที่สุดบน Minus สำหรับผม คงหนีไม่พ้นการได้มีโอกาสทักทาย เบน กรอสเซอร์ ศิลปินผู้สร้างเว็บไซต์นี้ขึ้นมา จากการที่ผมตอบโต้โพสต์ของผู้ใช้ท่านหนึ่งที่สอบถามถึงวิธีการใช้งาน Minus และความประทับใจแรกที่มีต่อแพลตฟอร์มตามภาพด้านล่าง


โซเชียลเน็ตเวิร์กนอกเงื้อมมือทุน? 

กรอสเซอร์อาจพูดเป็นมารยาทว่าเขารออ่านบทความนี้ ผมเองก็ไม่รู้จะตอบกรอสเซอร์อย่างไรดีว่าผมได้เขียนความคิดเห็นของผมต่อแพลตฟอร์มแนวทดลองเขาไว้ในโพสต์แรกของผม และผมจะนำโพสต์ดังกล่าวมาเป็นเนื้อหาสำคัญในบทความนี้ต่อ 

ข้อสังเกตของผมคือ ผมเข้าใจ Minus ในเชิงแนวคิด แต่ประเด็นที่ผมสงสัย คือ ทำไมเราจึงไม่โพสต์ลิงก์ไปสู่โปรไฟล์โซเชียลมีเดียค่ายอื่นของเราเอาไว้ในนี้ แล้วพากันโยกย้ายออกจาก Minus หลังจากที่โควตาการโพสต์ใกล้จะหมดลง?

อีกประเด็นหนึ่งคือ เราควรต้องรู้สึกอย่างไรกับโควตาการโพสต์ที่มีอยู่อย่างจำกัดของทุกคนบนแพลตฟอร์ม สำหรับผมแล้ว Minus เปรียบเสมือนบาร์ออนไลน์ เรามีโอกาสพบปะกับผู้ใช้คนอื่นๆ แต่การจะสร้าง 'ชุมชน' หรือ 'ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล' ที่ยั่งยืนบนแพลตฟอร์มนี้เป็นไปได้ยาก ด้วยข้อจำกัดเรื่องโควตาการโพสต์

ชุมชนออนไลน์หลายชุมชนอยู่ได้ด้วยการที่ผู้ใช้รู้ว่าชุมชนเหล่านั้นอยู่ที่ไหนและเข้าถึงอย่างไร ไม่ว่าจะผ่านเฟซบุ๊กกรุ๊ป ไลน์กรุ๊ป ดิสคอร์ด หรือจะด้วยระบบแฮชแท็กในทวิตเตอร์

การรู้ว่ามีชุมชนอะไรอยู่บ้างบนแพลตฟอร์มไหน เป็นหัวใจของเครือข่ายโซเชียล ในทางกลับกัน Minus ตอกย้ำสภาวะความเป็นอนุภาค (atomization) ของผู้ใช้ในฐานะปัจเจกบุคคลที่อยู่ในพื้นที่ออนไลน์เดียวกัน แต่กลับแตกแยกออกจากกัน เนื่องจากปราศจากเครื่องมือในการสร้างความเป็นชุมชนระหว่างผู้ใช้

นี่จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ประสบการณ์การใช้ Minus คล้ายกับการอ่านหนังสือกวีนิพนธ์ที่ถูกจัดเรียงอย่างไม่เป็นระเบียบ จริงอยู่ที่โพสต์ของผู้ใช้คนจะปรากฏขึ้นในระบบตาม ‘ลำดับเวลา’ แต่ปัญหาคือ โพสต์เหล่านั้นแตกแยกออกจากกันในเชิงบริบท เราจึงได้อ่านโพสต์ล่าสุดของใครสักคนอยู่เสมอ และเราก็สามารถอ่านเพิ่มได้เมื่อเรากดปุ่ม ‘อ่านต่อ’ ดังนั้น โพสต์แต่ละโพสต์จึงเปรียบเสมือนบทกวีที่ถูกเขียนขึ้นบนกระดาษหนึ่งแผ่น โดยกวีที่เราไม่รู้จัก ด้วยเจตนารมณ์ที่เราอาจไม่มีวันเข้าใจ

เราอาจเข้าไปมีส่วนร่วมกับความคิดของพวกเขาได้ด้วยฟังก์ชัน reply และเราอาจจะหาเขาไม่เจออีกต่อไปถ้าเขาหายไปจากระบบการแจ้งเตือน นี่เป็นสิ่งที่ Minus และกรอสเซอร์ไม่บอกเราตอนสร้างบัญชีว่า โซเชียลเน็ตเวิร์กแนวทดลองนี้ นอกจากจะไม่ติดตาม (track) การใช้งานของผู้ใช้แบบโซเชียลเน็ตเวิร์กทั่วไป มันยังไม่บันทึก (record) หรือสร้างคลังข้อมูล (archive) การมีส่วนร่วมของผู้ใช้ในระบบ เราจะเห็นเฉพาะไทม์ไลน์ของเราเอง

การที่ Minus ลดทอนระบบการติดตามบันทึกให้เป็นศูนย์ ก็ถือเป็นหนึ่งในแนวคิดของงานที่มุ่งปลดเปลื้องการดูดข้อมูลของผู้ใช้ไปสร้างมูลค่าเชิงพาณิชย์ ที่กลายเป็นดาบสองคม เพราะราคาที่เราต้องจ่ายไปกับการสูญเสียการเข้าถึงการบันทึกการมีส่วนร่วม คือ การปฏิสัมพันธ์กับผู้ใช้คนอื่นๆ กลายเป็นการปฏิสัมพันธ์ที่ใช้แล้วทิ้ง (single serving) ซึ่งเราจะมี ‘ส่วนร่วม’ กับผู้ใช้คนอื่นๆ ใน Minus แต่เขาเหล่านั้นอาจไม่พัฒนาเป็น ‘สังคม’ ของทุกคน

ถึงตรงนี้ก็ต้องบอกว่า กรอสเซอร์ประสบความสำเร็จในการทำให้ผู้ใช้อย่างผมไตร่ตรองถึงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และโซเชียลเน็ตเวิร์กในโลกร่วมสมัย สิ่งที่สร้างความเจ็บปวดแก่ผมอย่างที่สุดในการใช้งาน Minus คือ กรอสเซอร์เผยให้เราเห็นว่า บริษัทโซเชียลเน็ตเวิร์กได้เปลี่ยนเครื่องมือที่จำเป็นต่อการสร้างความสัมพันธ์ของชุมชนออนไลน์ อย่างการโพสต์ การโต้ตอบ การมีส่วนร่วม และที่สำคัญที่สุดคือ ติดตามบันทึกการมีส่วนร่วมของผู้ใช้ ให้กลายเป็นเครื่องมือในการแสวงกำไรผ่านการดูดข้อมูลของผู้ใช้ไปเสียทั้งหมด

งานของกรอสเซอร์ชี้ให้เราเห็นอย่างชัดเจนว่า ถ้าเราอยากใช้โซเชียลเน็ตเวิร์กที่รักษาผลประโยชน์ของผู้ใช้ เราจำเป็นต้องปลดเปลื้องเอาเครื่องมือเหล่านี้ออกจากเงื้อมมือของระบบทุน และกลไกการแสวงหากำไร

ในภาพรวม Minus ประสบความสำเร็จในระดับเดียวกับภาพยนตร์ Parasite ของบง จุนโฮ ในแง่ที่เปิดเผยให้เราเห็นว่า โซเชียลเน็ตเวิร์ก (หรือเมตาเวิร์สที่น่าจะได้รับความนิยมอย่างสูงในอนาคต) ล้วนเป็นส่วนสำคัญในชีวิต ที่ประกอบสร้างขึ้นด้วยเครื่องมือที่ครอบครองโดยระบบทุนนิยม

Share article
  • Line
  • link
creator
Author
เมธาวี โหละสุต
อาจารย์ด้านวรรณคดีอเมริกัน และมนุษย์ดิจิทัลที่สนใจโลกออนไลน์มากกว่าประวัติเชคสเปียร์

Follow