Humberger Menu

World Trade Center : ย้อนดูตึกแฝด ...ภาพแทนวิถีชีวิตและทุนนิยม ‘อเมริกัน’ ที่ถูกเผาทำลาย

creator
พิมพ์ชนก พุกสุข
LineCopy

LATEST

+
Summary
  • ปี 2021 ถือเป็นวาระครบรอบ 20 ปีของการก่อเหตุวินาศกรรม 9/11 ที่เปลี่ยนภูมิทัศน์ทางการเมือง, เศรษฐกิจ และทัศนคติที่ชาวอเมริกันมีต่อ ‘กลุ่มผู้ก่อการร้าย’ ไปตลอดกาล และยังนับเป็นการปิดฉากตึกแฝดอย่างเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ในขวบปีที่ 28 หลังจากก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1973
  • ในช่วงเวลาที่พวกมันยังตั้งตระหง่านวางตัวเป็นสถาบันทางการเงินและพื้นที่การซื้อขายหุ้นที่สำคัญมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก รูปทรงสูงชะลูดกับกระจกเงาที่เคยถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าดูราวกับ ‘ตู้โลหะยักษ์’ ก็กลับกลายเป็นกลไกสำคัญในการสะท้อนภาพความเป็นนิวยอร์กในฐานะ ‘มหานคร’ ที่ทันสมัยและไม่เคยหลับใหล รวมถึงความเป็นโลกทุนนิยมที่รุกคืบไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ฉูดฉาด และทรงพลัง
  • หากการก่อวินาศกรรมครั้งนั้นไม่ประสบความสำเร็จ ไม่เพียงแต่ผู้คนจำนวนมากจะยังมีชีวิตรอดและปราศจากการสูญเสีย ...ทว่าตัวอาคารเวิลด์เทรดทั้งสองก็จะมีอายุครบ 48 ในปีนี้ด้วยเช่นกัน


เช้าตรู่ของวันอังคารที่ 11 กันยายน 2001 อาจดูคล้ายกับเป็นอีกวันที่วิถีชีวิตในเมืองนิวยอร์กดำเนินไปอย่างปกติสุข และเป็นหนึ่งในวันธรรมดาๆ ของฤดูใบไม้ร่วงที่น่านฟ้าผ่องใสและเกือบจะไร้มวลหมู่เมฆ 

ก่อนที่ในเวลา 08.46 น. เครื่องบินโบอิ้ง 767 ของสายการบินอเมริกันแอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ 11 ซึ่งบรรจุน้ำมันสองหมื่นแกลลอนในเครื่อง จะพุ่งเข้าปะทะตึกเหนือของ เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ (World Trade Center) และสร้างระเบิดขนาดมหึมาที่ชั้น 80 ของอาคาร จนส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตทันทีกว่า 100 ราย 

จากนั้นอีกสิบแปดนาทีต่อมา โบอิ้ง 767 ของสายการบินยูไนเต็ดแอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ 175 ก็พุ่งเข้าใส่ตึกใต้ชั้นที่ 60 ท่ามกลางสายตาของประชาชนและสื่อมวลชนทั่วโลก 

เหตุการณ์ในเช้าวันอังคารอันสดชื่นแจ่มใสที่แปรเปลี่ยนไปเป็นวันแห่งความวิปโยค ยังไม่จบเพียงแค่นั้น เพราะในภายหลัง ตึกแฝดได้ทรุดตัวลงท่ามกลางเปลวเพลิงที่สร้างกลุ่มควันดำทะมึนขนาดยักษ์เข้าปกคลุมผืนฟ้าของนิวยอร์กอย่างน่าสะพรึง 

โบอิ้ง 757 อีกลำของอเมริกันแอร์ไลน์ ยังพุ่งตรงเข้าใส่อาคารเพนตากอนในอีกครึ่งชั่วโมงหลังจากตึกใต้กลายเป็นจุล และสามสิบนาทีต่อมา โบอิ้ง 757 อีกลำของยูไนเต็ดแอร์ไลน์ ก็ปะทะกับสนามแถบสโตนีครีก รัฐเพนซิลเวเนีย โดยเป็นลำที่ผู้ก่อการร้ายเข้าบังคับไม่สำเร็จเพราะเกิดการต่อสู้กับผู้โดยสารบนเครื่องจนควบคุมทิศทางไม่ได้ ซึ่งเชื่อกันว่าเป้าหมายที่แท้จริงของเครื่องบินลำนี้ คืออาคารรัฐสภาหรือทำเนียบขาว อันเป็นที่พำนักและที่ทำงานของประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาในเวลานั้นอย่าง จอร์จ ดับเบิลยู บุช


ภาพเหตุการณ์ 9/11 โดย Michael Foran

 

หากมองจากภาพรวม การจู่โจมสถานที่สำคัญทั้งสามแห่งนั้น เชื่อกันว่ามีนัยสำคัญซุกซ่อนอยู่ ทั้งการพุ่งเป้าไปยังอาคารเพนตากอนที่เป็นสัญลักษณ์ของกองทัพและความมั่นคง, ทำเนียบขาว (ซึ่งโจมตีไม่สำเร็จ) ที่เป็นตัวแทนของประธานาธิบดีสหรัฐฯ และตึกแฝดเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์อันเป็นฐานที่มั่นของสถาบันทางการเงิน ทั้งของอเมริกาและของตลาดโลก -- จึงทำให้วินาศกรรม 9/11 มีสัญญะที่สะท้อนถึงการโจมตีศูนย์กลางของประเทศมหาอำนาจโลกแบบครบถ้วนทั้งด้านการเมือง, กองทัพ และเศรษฐกิจ

โศกนาฏกรรมครั้งนี้ทำให้มีผู้เสียชีวิต 2,977 ราย โดยมีผู้โดยสารและลูกเรือที่ต้องสูญเสียไปบนเครื่องบินทั้งสี่ลำอีก 246 ราย ซึ่งได้เปลี่ยนโฉมหน้าสหรัฐอเมริกาทั้งประเทศไปยังจุดที่ไม่อาจหวนคืนได้อีก ทั้งยังเปลี่ยนภาพจำที่โลกมีต่อการก่อการร้ายไปโดยสิ้นเชิง 

จากหนังสือ ‘เจ้าจงตื่นกลัว การก่อการร้าย ความรุนแรง และการครอบงำ’ โดย กฤดิกร วงศ์สว่างพานิช จะพบว่าเหตุการณ์ 9/11 นั้น “เป็นเหตุการณ์ที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดเท่าที่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์โลกด้วยการก่อการร้ายเพียงครั้งเดียว ทำให้ระดับความสนใจและ ‘ภาพ’ ที่มีต่อการก่อการร้ายแทบจะเปลี่ยนไปตลอดกาล การก่อการร้ายได้ถูกวางตัวในฐานะวิกฤติความมั่นคงใหม่ของโลกอย่างเป็นทางการ นำมาสู่วิธีการจัดการกับการก่อการร้ายที่เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง นำมาสู่ภาวะที่ถูกมองว่าเป็นความเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่ที่กำลังเกิดขึ้นกับรูปแบบของการก่อการร้าย และอาจนับได้ว่าพวกเราเองก็กำลังอยู่ในสภาวการณ์เปลี่ยนผ่านของ ‘ยุค’ ของการก่อการร้ายอีกครั้งก็เป็นได้”

ปี 2021 ถือเป็นวาระครบรอบ 20 ปีของการก่อเหตุวินาศกรรม 9/11 ที่เปลี่ยนภูมิทัศน์ทางการเมือง, เศรษฐกิจ และทัศนคติที่ชาวอเมริกันมีต่อ ‘กลุ่มผู้ก่อการร้าย’ ไปตลอดกาล และยังนับเป็นการปิดฉากตึกแฝดอย่างเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ในขวบปีที่ 28 หลังจากก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1973 ซึ่งหากการก่อวินาศกรรมครั้งนั้นไม่ประสบความสำเร็จ ไม่เพียงแต่ผู้คนจำนวนมากจะยังมีชีวิตรอดและปราศจากการสูญเสีย ...ทว่าตัวอาคารเวิลด์เทรดทั้งสองก็จะมีอายุครบ 48 ในปีนี้ด้วยเช่นกัน


เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ในปี 2001 โดย Carol M. Highsmith 

 

จุดกำเนิดจากแนวคิด ‘สร้างสันติภาพให้โลกผ่านการค้า’

แนวคิดการสร้างอาคารที่เป็นเสมือนจุดรวมของเศรษฐกิจและการเงินโลกในสหรัฐอเมริกานั้น ก่อกำเนิดขึ้นมาตั้งแต่ปี 1939 เมื่องานนิทรรศการโลกแห่งนิวยอร์ก (New York World’s Fair) จัดงานแสดงที่ว่าด้วยอาคารยักษ์กับคอนเซปต์ ‘สร้างสันติภาพให้โลกผ่านการค้า’ (World Peace through Trade) และก่อนหน้าที่มันจะเริ่มปรากฏเป็นรูปเป็นร่างชัดเจน-เช่นเดียวกับอีกหลายประเทศทั่วโลก สหรัฐฯ ก็เดินหน้ายกกำลังพลเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่สองเสียก่อน อาคารที่เป็นเสมือนอุดมคติทางการเงิน จึงหยุดชะงักแค่ในนิทรรศการนั้นอยู่นานหลายปี 

กระทั่งเมื่อสงครามโลกครั้งที่สองสงบลง และสหรัฐอเมริกาซึ่งอยู่ในฝ่ายสัมพันธมิตรเป็นผู้ได้รับชัยชนะ เศรษฐกิจของสหรัฐฯ ในช่วงหลังสงครามก็กระจายตัวอย่างรวดเร็ว โดยในช่วงแรกๆ พวกเขาเน้นติดต่อ ทำการค้ากับเหล่าประเทศสัมพันธมิตรด้วยกัน และพบว่า ศูนย์กลางการใช้จ่ายและภาคเศรษฐกิจล้วนไปกระจุกตัวอยู่ที่ย่านใจกลางเมืองแมนฮัตตัน นิวยอร์ก ซึ่งเป็นย่านที่มีผู้อยู่อาศัยหนาแน่น รวมถึงมีธนาคารและสถานที่ทำการค้าหลายแห่ง มหานครนิวยอร์กจึงได้กลายเป็นสถานที่ลำดับต้นๆ ที่ถูกตั้งเป้าไว้ว่าจะเป็นที่พำนักของตึกแห่ง ‘โลกการเงิน’ ในอนาคต

หนึ่งปีให้หลังจากสงครามโลกครั้งที่สองจบลงอย่างเป็นทางการ สภานิติบัญญัติแห่งรัฐนิวยอร์กอนุมัติให้สร้างอาคาร ‘เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์’ โดยมันถูกคาดหวังว่าจะเป็นใจกลางสำคัญสำหรับการทำธุรกรรมการเงิน ทั้งในระดับประเทศและระดับสากล 

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความคึกคักทางเศรษฐกิจของแมนฮัตตัน ทีมผู้ก่อตั้งกลับพบว่า ด้านใต้เกาะแมนฮัตตัน (Lower Manhattan) กำลังขาดสภาพคล่อง เนื่องมาจากผู้คนและผู้ประกอบการรายใหญ่-รายย่อยนั้น ขยับขึ้นไปอยู่ในตัวเมืองหรือ ‘ใจกลางแมนฮัตตัน’ กันหมด เดวิด ร็อกกีเฟลเลอร์ นักธุรกิจและเจ้าของธนาคารผู้เป็นหัวเรือสำคัญในการก่อสร้างอาคารเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ จึงตั้งใจจะมอบหมายอีกหนึ่งภาระหน้าที่ให้อาคารที่ยังไม่ถึงกำหนดคลอดนี้ นั่นคือการ ‘สร้างงาน-สร้างรายได้’ ให้แก่ชาวแมนฮัตตันตอนล่าง โดยเขายืนกรานว่า หากไม่ได้สร้างอาคารยักษ์ทางด้านการเงินที่นี่ แมนฮัตตันจะสูญเสียสถานะทางการเงินระดับประเทศ รวมทั้งรายได้อีกเป็นจำนวนมหาศาล

ในปี 1960 จึงมีประกาศอย่างเป็นทางการว่า จะมีการสร้างอาคารที่ชื่อ เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ ขึ้นมา ภายใต้การดูแลของการท่าเรือนิวยอร์กและนิวเจอร์ซีย์ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นของอาคาร โดยจะสร้างบนพื้นที่ขนาด 13 เอเคอร์ หรือ 53,000 ตารางเมตร เคียงคู่ไปกับแม่น้ำตะวันออก (East River) ซึ่งภายในตัวอาคารจะมีทั้งห้องโถงขนาดยักษ์, โรงภาพยนตร์, ห้างสรรพสินค้าและร้านอาหาร ที่พร้อมจะเนรมิตให้มันกลายเป็นหนึ่งในศูนย์กลางของระบบทุนนิยมและอำนาจทางการเงินของโลก

แม้ว่าความพยายามในการก่อสร้างอาคารแห่งนี้ จะหมายถึงการต้องปะทะกับคนในชุมชนที่อาศัยอยู่แต่เดิมก็ตาม


ภาพตึกขณะกำลังก่อสร้างในปี 1970 โดย Pat Bianculli

 

ย่างก้าวแรกในนามของ ‘ทุนนิยม’

ความขัดแย้งเริ่มขึ้น เมื่อเวิลด์เทรดถูกกำหนดพิกัดให้ไปตั้งอยู่ในย่าน เรดิโอ โรว ซึ่งเป็นชุมชนที่มีชาวเมืองเช่าและอยู่อาศัยมาก่อนเป็นเวลานานแล้ว โดยมีผู้ประกอบการรายย่อย 323 ราย ตลอดจนธุรกิจขนาดเล็กและสำนักงานอีกร้อยกว่าแห่ง โดยประมาณกันว่ามีคนราว 17,000-30,000 รายที่ทำมาหากินและเลี้ยงชีพด้วยธุรกิจขนาดย่อยภายในย่านนี้ ซึ่งสร้างรายได้ให้เมืองตกปีละกว่า 300 ล้านเหรียญฯ 

แต่การมาเยือนของเวิลด์เทรด -ที่มาพร้อมการเวนคืนที่ดินครั้งใหญ่ จนส่งผลให้สำนักงานและร้านรวงเล็กๆ ในบริเวณนั้นต้องยอมล่าถอยให้- กลับส่งผลให้พวกเขาต้องตกงานหรือต้องย้ายถิ่นฐานไปอยู่ที่อื่นแทน 

การประท้วงเพื่อเรียกร้อง ‘พื้นที่’ ในการทำกินและการอยู่อาศัยของชาวเมืองย่านเรดิโอ โรว นำทัพโดย ออสการ์ นาเดล หนึ่งในผู้ประกอบการรายย่อยผู้เป็นเจ้าของร้าน Oscars Radio Shop ที่เปิดมาตั้งแต่ปี 1925 โดยเขาเป็นหนึ่งในหัวเรี่ยวหัวแรงคนสำคัญที่ต่อต้านการลงหลักปักฐานของอาคารเวิลด์เทรด และชี้ว่าการท่าเรือนิวยอร์กและนิวเจอร์ซีย์ไม่มีสิทธิในการอพยพนักธุรกิจ ผู้ประกอบการ และผู้อยู่อาศัยในย่านนี้ เพื่อนำพื้นที่ไปสร้างผลประโยชน์ให้ตัวเองจากโครงการอสังหาริมทรัพย์ขนาดยักษ์ ซึ่งแม้จะมีความพยายามในการหาทางประนีประนอมกับนาเดลด้วยการยื่นข้อเสนอให้เขาได้เปิดร้าน Oscars Radio Shop บนอาคารของเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ แต่เจ้าตัวกลับปฏิเสธอย่างแข็งขัน และยืนยันว่าเขาต้องการพื้นที่ดั้งเดิมในชุมชนเรดิโอ โรว ไม่ใช่บนตึกเวิลด์เทรด 

แต่ถึงที่สุดแล้ว ในเดือนเมษายน 1963 ศาลก็ตัดสินว่าการท่าเรือนิวยอร์กและนิวเจอร์ซีย์มีสิทธิโดยชอบธรรมในการอพยพผู้คนออกจากพื้นที่ดังกล่าว เพื่อนำไปสร้างเป็นอาคารเวิลด์เทรดที่มีเป้าหมายเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่สาธารณะ โดยการท่าเรือฯ เสนอค่าชดเชยให้ผู้ประกอบการรายละ 3,000 เหรียญฯ และในอีกสามปีต่อมา รถทุบตึกก็บุกเข้าทำลายสิ่งปลูกสร้างทุกหย่อมหญ้า เพื่อปรับหน้าดินและเตรียมพื้นที่ในการสร้างเวิลด์เทรด -- ถือเป็นการปิดฉากย่านเรดิโอ โรวลงในปี 1966

“และนี่แหละคือเหยื่อกลุ่มแรกของเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์” นาเดล กล่าวอย่างขมขื่นในอีกหลายปีให้หลังถึงการแพ้คดีครั้งนั้น โดยเหตุการณ์นี้ถูกมองว่าเป็นย่างก้าวแรกของเวิลด์เทรด -ซึ่งมีนายทุนและนักธุรกิจระดับประเทศให้การสนับสนุน- ที่แสดงพลังอำนาจเหนือผู้ประกอบการรายย่อย 

ทั้งยังเด็ดขาดในนามของตัวแทนแห่ง ‘ทุนนิยม’ อีกด้วย


ภาพเวิลด์เทรดปี 1995 โดย Karl Döringer

 

‘ตู้โลหะยักษ์’ งานสถาปัตยกรรมใจกลางแมนฮัตตัน

ภายหลังเมื่อโปรเจกต์ได้รับการอนุมัติอย่างเป็นทางการด้วยงบประมาณ 3.9 พันล้านเหรียญฯ ท่าเรือนิวยอร์กและนิวเจอร์ซีย์ก็ลงมือหาสถาปนิกมาออกแบบอาคาร ซึ่งจะกลายเป็นหมุดหมายสำคัญด้านเศรษฐกิจโลกในอนาคต ทว่า กาย เอฟ โทซซิลี ผู้อำนวยการจัดการแผนเวิลด์เทรดของการท่าเรือฯ กลับปลดคนออกไปถึงสามคนตั้งแต่ช่วงต้นของโปรเจกต์ ด้วยข้อกล่าวหาที่ว่า ทีมงานเหล่านั้นไม่มีความคิดสร้างสรรค์มากพอจะเนรมิตให้อาคารแห่งนี้เปี่ยมไปด้วยความซับซ้อนและความตระการตาได้ 

จนกระทั่งเขาได้มาเจอกับ มิโนรุ ยามาซากิ สถาปนิกเจ้าของอาคาร Pruitt-Igoe แฟลตขนาดใหญ่ในรัฐมิสซูรี (ซึ่งน่าเศร้าที่ในเวลาต่อมา มันได้กลายเป็นอาคารที่ถูกวิเคราะห์ว่าออกแบบได้ผิดพลาดเพราะดูทึมเทา ไม่น่าพักอาศัย ทั้งยังจัดสรรพื้นที่ไม่ได้ขนาด จนทำให้มันกลายเป็นแหล่งซ่องสุมของเหล่าอาชญากรและถูกทุบทำลายในกลางยุค 70)

ในเวลานั้น ยามาซากิเคยรับมือกับงานออกแบบที่ใหญ่ที่สุดคืออาคารความสูง 30 ชั้นแห่งหนึ่งในดีทรอยต์ (และถึงขั้นเข้าใจไปเองว่าที่การท่าเรือฯ ติดต่อให้เขามาออกแบบอาคารทุนสร้าง 280 ล้านเหรียญฯ นั้น เป็นเพราะพวกเขาพิมพ์ตัวเลขมาผิด) ดังนั้น การต้องออกแบบตึกแฝดที่สูง 417 เมตร และ 415 เมตร จึงเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ที่สุดของเขา 

กำแพงแรกที่เขาต้องก้าวข้ามให้ได้ก่อน คือเงื่อนไขในการสร้างลิฟต์ภายในตัวอาคาร โดยยามาซากิและทีมวิศวกรออกแบบระบบที่ให้ผู้คนสามารถออกจากลิฟต์ตัวหลักขนาดใหญ่ มายังชั้นพักหรือชั้นลอย แล้วจึงใช้บริการลิฟต์แยกในแต่ละส่วนของอาคารไปยังชั้นที่ต้องการ ซึ่งเขาได้แรงบันดาลใจมาจากระบบสลับรางของรถไฟใต้ดินนครนิวยอร์ก ที่มีพื้นที่ให้ผู้โดยสารสามารถสลับขบวนจากรถด่วนกับรถไฟสายท้องถิ่นได้ 


ภาพกระจกด้านนอกของเวิลด์เทรดเมื่อปี 1979 โดย Rainer Halama

 

ภายหลังการออกแบบเสร็จสิ้นลง ยามาซากิและทีมงานก็พบว่า การออกแบบนั้นไม่ง่ายเลย เพราะพื้นที่ของแมนฮัตตันตอนล่างส่วนใหญ่ในเวลานั้น เป็นพื้นที่ฝังกลบขยะ (Landfill) พวกเขาและทีมก่อสร้างนับหมื่นชีวิตเลยต้องขุดดินลงไปลึกกว่า 70 เมตรเพื่อปูพื้นหินข้างใต้ เทกลบด้วยสารที่เป็นส่วนผสมระหว่างน้ำกับสารเบนทอไนต์อันมีลักษณะคล้ายดินเหนียว เพื่ออุดรูหรือช่องว่างต่างๆ ที่อาจทำให้เกิดความไม่ปลอดภัยต่อตัวอาคารในภายหลังได้ ตามด้วยการยกเหล็กน้ำหนัก 22 ตันวางลงในหลุมที่ขุด แล้วเทคอนกรีตทับอีกชั้นเพื่อเสริมความแข็งแรง ซึ่งหลังจากที่ฐานรากแข็งแรงดีแล้ว พวกเขายังต้องเผชิญหน้ากับการก่อสร้างอาคารสูงเสียดฟ้าที่สุดในโลก (ณ เวลานั้น) อีกด้วย โดยถึงที่สุด วิศวกรได้ใช้ ‘ปั้นจั่นจิงโจ้’ (Kangaroo Cranes) หรืออุปกรณ์ขนย้ายขนาดยักษ์ที่สามารถหมุนเพื่อขนส่งได้รอบทิศ มาใช้ในการสร้างเสาและโครงหลักของอาคาร

อย่างไรก็ตาม ในปี 1972 ตึกเหนือของเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ถูกสร้างขึ้นสำเร็จเป็นตึกแรก และรั้งตำแหน่งอาคารที่สูงที่สุดในโลกที่ความสูง 417 เมตร (แซงหน้าแชมป์เก่าคือ อาคารเอ็มไพร์สเตต ที่ครองตำแหน่งมากว่า 40 ปี) ตามด้วยตึกใต้กับความสูง 415 เมตร ซึ่งทำให้มันเป็นอาคารแฝดที่มีจำนวนชั้นมากที่สุดในโลกที่ 110 ชั้น (ก่อนที่ในเวลาต่อมาจะถูกโค่นตำแหน่งแชมป์โดย อาคารเบิร์จ คาลิฟา ในดูไบ ด้วยความสูง 828 เมตร และจำนวนชั้นที่ 162 ชั้น)


ภาพเวิลด์เทรดอันเรืองรองในปี 1978 โดย Brownie Harris

 

I Love New York : ตึกแฝดและภาพลักษณ์ของความทันสมัย

“ตึกแฝดนี้มีบทบาทต่ออเมริกา เช่นเดียวกับที่หอนาฬิกาบิ๊กเบนมีต่ออังกฤษนั่นแหละ” ออกัส เครสส์ กิลเลสพี เขียนไว้ในหนังสือ Twin Towers: The Life of New York City's World Trade Center ที่ถูกตีพิมพ์ในปี 1999

คงไม่ผิดไปจากที่กิลเลสพีชี้ให้เห็นนัก เพราะนับจากการเปิดตัวในปี 1973 นักเศรษฐศาสตร์วิเคราะห์ว่า อาคารเวิลด์เทรดทั้งสองไม่เพียงแค่ทำหน้าที่ในการเป็นพื้นที่สำคัญเพื่อการแลกเปลี่ยน-ซื้อขายหุ้นของสหรัฐฯ และทั่วโลก หากแต่มันยังกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญที่สร้างมูลค่าให้นิวยอร์กปีละหลายล้านเหรียญฯ เมื่อผู้คนพากันแห่แหนมาดู ‘ตึกแฝดที่สูงที่สุดในโลก’ ทั้งยังทำให้เกิดอัตราการจ้างงานจำนวนมหาศาลสำหรับผู้คนในบริเวณนั้น หลังจากที่เคยต้องตกอยู่ในสภาพซบเซาเมื่อหลายปีก่อน 

ประมาณการว่าในแต่ละวันมีคนเดินผ่านอาคารทั้งสองหลังราว 150,000 คน และพวกมันได้ตั้งตระหง่านวางตัวเป็นสถาบันทางการเงินและพื้นที่การซื้อขายหุ้นที่สำคัญมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลกในเวลาต่อมา โดยรูปทรงสูงชะลูดกับกระจกเงาที่เคยถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าดูราวกับ ‘ตู้โลหะยักษ์’ ก็กลับกลายเป็นกลไกสำคัญในการสะท้อนภาพความเป็นนิวยอร์กในฐานะ ‘มหานคร’ ที่ทันสมัยและไม่เคยหลับใหล รวมถึงความเป็นโลกทุนนิยมที่รุกคืบไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ฉูดฉาด และทรงพลัง 

ตึกแฝดที่ถึงพร้อมด้วยภาพลักษณ์และแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจนี้ ทำให้ทั้งตัวมันเอง, นิวยอร์ก และแม้แต่อเมริกากลายมาเป็น ‘สัญลักษณ์แห่งอำนาจของโลกทุนนิยม’ ในช่วงเวลานั้น 



กระทั่งในปี 1977 ก็มีแคมเปญ I Love New York ที่ถูกออกแบบโดย มิลตัน กลาเซอร์ ผู้ทำให้ ‘ตัวอักษรสีดำกับรูปหัวใจสีแดงสดบนพื้นหลังสีขาว’ กลายเป็นสิ่งดึงดูดใจนักท่องเที่ยวให้มาเยือนมหานครแห่งนี้ และเข้าเยี่ยมชมอาคารเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ที่ตั้งสูงตระหง่านอยู่ในแมนฮัตตันสักครั้ง ซึ่งส่งผลให้ภายในปีนั้น มีคนไหลทะลักเข้ามาเที่ยวในนิวยอร์กเพิ่มขึ้น 11.8% และทำให้สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญๆ อย่างตึกแฝด, อนุสาวรีย์เทพีเสรีภาพ, ตึกเอ็มไพร์สเตต และโรงละครต่างๆ คึกคักตั้งแต่เช้าจรดเย็น (จนสมกับฉายา ‘เมืองที่ไม่เคยหลับใหล’ ที่พยายามโปรโมต) 

นอกจากนี้ เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ยังถูกแปรสภาพเป็นสัญลักษณ์ของชาวเมืองนิวยอร์ก ด้วยการไปปรากฏอยู่ในฉากเครดิตเปิดตัวของซีรีส์ Sex and the City -ซึ่งเล่าถึงไลฟ์สไตล์คนเมืองที่เต็มไปด้วยความฉูดฉาดและความทันสมัย- จนทำให้มันแนบแน่นและกลายเป็นหนึ่งเดียวกับชีวิตของผู้คนอเมริกันอย่างแยกไม่ขาด 

แต่ในทางกลับกัน หลายคนก็ลงความเห็นว่า ตึกแฝดนี้ทำให้รู้สึกถึงความยโสโอหังและเย่อหยิ่งของทุนนิยม ผ่านรูปทรงเย็นชาของตัวอาคารและกระจกที่สะท้อนเงาแดดคมกริบ โดย มาร์ก วิกลีย์ สถาปนิกชาวนิวซีแลนด์ ถึงขั้นระบุในบทความ After the World Trade Center ว่า ตึกแฝดเป็น “สถาปัตยกรรมในโลกสมัยใหม่ที่แสนไร้ความเป็นมนุษย์” ตลอดจนเป็นตัวแทนของอเมริกาที่พยายามครอบงำระบบเศรษฐกิจของประเทศอื่นๆ ด้วยทุนนิยมและอำนาจ 


ภาพจุดเกิดเหตุจาก Bureau of ATF 1993 Explosives Incident Report

 

เผชิญหน้ากับการก่อการร้าย...ครั้งแรก

การถูกจู่โจมในปี 2001 ไม่ใช่การก่อการร้ายครั้งแรกที่เวิลด์เทรดต้องเผชิญ เพราะพวกมันเคยได้เผชิญกับเหตุการณ์ขวัญผวามาแล้ว เมื่อในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 1993 มีรถบรรทุกขนวัตถุระเบิดขนาด 680 กิโลกรัม วิ่งไปวางระเบิดไว้ในพื้นที่จอดรถชั้นใต้ดินของตึกเหนือ จนเกิดความเสียหายเป็นโพรงขนาดยักษ์กว้างราว 30 ฟุต พร้อมกับมีผู้เสียชีวิตหกคนและบาดเจ็บนับพัน 

รัมซี ยูเซฟ ชายชาวปากีสถานผู้ลงมือก่อการ ได้เขียนจดหมายถึงหนังสือพิมพ์ The New York Times หลังวางระเบิดว่า การระเบิดครั้งนี้มีขึ้นเพื่อต่อต้านการเมือง, เศรษฐกิจ และกองทัพของอเมริกันในอิสราเอล โดยเขาขอเรียกร้องให้อเมริกาถอนกำลังทหารและความช่วยเหลือต่างๆ ทางการเมืองแก่อิสราเอลในทันที, ยุติความสัมพันธ์ทางการทูตทั้งหมดลง และไม่เข้าไปข้องเกี่ยวกับกิจการภายในประเทศแถบตะวันออกกลางอีกอย่างเด็ดขาด 

อย่างไรก็ตาม เมื่อหลายคนย้อนมองการก่อการร้ายครั้งนี้ก็พบว่า ตัวตึกเวิลด์เทรดถูกมองในฐานะภาพแทนของ ‘ฐานที่มั่น’ สำคัญทางการเงินของอเมริกา - มหาอำนาจที่เปิดเผยตัวอย่างชัดเจนว่าขับเคลื่อนประเทศด้วยทุนนิยมเสรีเป็นหลัก ภายหลังการต่อสู้คัดง้างกับประเทศมหาอำนาจอื่นๆ ในสงครามเย็นและระบบเศรษฐกิจแบบคอมมิวนิสต์ ซึ่งการเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ของตึกแฝดนี้ ก็คล้ายกับเป็นการประกาศศักดาของระบบทุนนิยมในโลกเสรีต่อโลกคอมมิวนิสต์ในเวลานั้นด้วย 

และด้วยนัยเช่นนี้จึงทำให้มันกลายเป็นเป้าโจมตีของผู้ก่อการร้ายที่หวังอยากให้วิธีการดังกล่าวสื่อความหมายถึงการทุบทำลาย ‘ภาพแทนของอเมริกันชน’ ผ่านอาคารทั้งสอง -- เช่นเดียวกับเหตุวินาศกรรมครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในปี 2001 ที่ทำให้ตึกแฝดต้องแหลกสลายลงไปกับตา


ภาพพื้นที่เสียหายหลัง 9/11 โดย James Tourtellotte, U.S. Customs and Border Protection

 

การเปลี่ยนผ่านภาพลักษณ์ หลังเหตุวินาศกรรม 11 กันยายน

ภาพการถล่มลงท่ามกลางเปลวเพลิงและควันไฟของตึกเวิลด์เทรดในเหตุการณ์ 9/11 นับเป็นการสั่นคลอนขั้วอำนาจทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ เพราะหากว่าเพนตากอนคืออำนาจทางการทหาร และทำเนียบขาวคืออำนาจทางการเมือง ตึกเวิลด์เทรดก็คือสัญลักษณ์ของอำนาจทางการเงินที่ถูกทำลายลงอย่างย่อยยับในเช้าของวันที่ 11 กันยายนปีนั้นเอง และมันได้สั่นคลอนภาพลักษณ์ทั้งหมดที่ตัวอาคารทั้งสองและเมืองนิวยอร์กสั่งสมมาไปพร้อมกันด้วย 

เพราะการพุ่งเข้าชนตึกเวิลด์เทรด ไม่เพียงเป็นการทำลายตัวอาคารเท่านั้น แต่มันยังหมายถึงการทำลายระเบียบโลกใหม่ (New World Order) ที่สหรัฐฯ พยายามชี้นำประเทศอื่นๆ ให้ปฏิบัติตาม ไม่ว่าจะในเชิงเศรษฐกิจ การเมือง หรือวัฒนธรรมอีกด้วย

ภายหลังเหตุวินาศกรรม 11 กันยายน ภาพลักษณ์ของตึกเวิลด์เทรดจึงถูกเปลี่ยนไปยึดโยงกับภาพของเจ้าหน้าที่ดับเพลิงและคนงานก่อสร้างที่ทุ่มเทช่วยเหลือผู้คนอย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อยจากซากอาคารที่ถล่มลงมา ซึ่งบริเวณดังกล่าวถูกเรียกว่า Ground Zero และไปปรากฏอยู่ในสื่อกระแสหลักหลายแห่ง (เช่น การ์ตูนคอมมิก Call of Duty ที่วาดภาพพนักงานดับเพลิงผู้อุทิศแรงกายแรงใจเพื่อดับไฟที่ยังลุกโหมกระพือจากตัวอาคาร) แต่พร้อมกันนั้น หลายคนก็ลงความเห็นว่ามันอาจหมายถึง ‘การเริ่มต้นใหม่’ ได้เช่นกัน เพราะคำว่า Ground Zero แม้จะให้ภาพของความว่างเปล่า ย่อยยับ หากแต่มันก็ยังนำไปสู่การ ‘นับหนึ่งใหม่’ ได้ด้วย


ภาพบริเวณ Ground Zero ที่ถูกปรับปรุงเป็นจุดรำลึกถึงเหตุการณ์จากช่วงปี 2014 โดย Eric Salard

 

วินาศกรรม 11 กันยายน 2001 ไม่เพียงพลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์สหรัฐฯ เท่านั้น แต่มันยังเปลี่ยนมุมมองที่โลกมีต่อการก่อการร้าย และในด้านหนึ่ง มันยังสร้างความหวาดกลัวและความเกลียดชังต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกันอย่างยากจะถอน เช่นเดียวกับภาพลักษณ์ของตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ ที่ถูกเปลี่ยนผ่านจากการเป็นผู้นำด้านเศรษฐกิจและผู้กุมอำนาจทางการเงินโลก มาสู่การตกเป็นเหยื่อของการก่อการร้ายที่พุ่งเป้าทำลาย ‘อำนาจใหญ่’ ทั้งสามประการของสหรัฐฯ 

และแม้จะผ่านมา 20 ปีแล้ว ภาพในอดีตของเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ยังคงทำหน้าที่เตือนใจผู้คนให้เห็นถึงความรุนแรงที่เพื่อนมนุษย์กระทำต่อกัน หากแต่พร้อมกันนั้น มันก็ยังให้ความรู้สึกถึงความหวังใหม่ที่งอกงามขึ้นมาอยู่เสมอ -เช่นเดียวกับความหมายของ Ground Zero ซึ่งเป็นชื่อสุดท้ายที่ใช้เรียกบริเวณของตึกแฝดที่ถูกทำลายไป- และทำหน้าที่ย้ำเตือนว่า หนึ่งในภารกิจของมนุษยชาติก็คือ การพยายามกอบกู้และเติมเต็มความเชื่อมั่นในตัวเพื่อนมนุษย์ด้วยกันให้กลับมาเบ่งบานได้อีกหน 

แม้ว่ามันอาจต้องใช้เวลานานกว่า 20 ปี หรือกระทั่งอีกชั่วอายุคนก็ตาม


ภาพประกอบ: Wikimedia Commons, Getty Images

อ้างอิง: Pcag.uwinnipeg.ca, The Washington Post, CNBC, City-journal.org


Share article
  • Line
  • link
creator
Author
พิมพ์ชนก พุกสุข
ชอบดูหนังและกินกาแฟ

Follow