Humberger Menu

The Black Issue : ซุปเปอร์ฮีโร่อยู่ที่ไหน ในวันที่น้ำตานองนิวยอร์ก

creator
อลงกรณ์ คล้ายสีแก้ว
LineCopy

LATEST

+
Summary
  • หลังจากเกิดโศกนาฏกรรม 9/11 ที่ช็อกทั้งชาวอเมริกันและชาวโลก หนึ่งในสื่อที่ได้รับผลกระทบต่อการนำเสนอเรื่องราวจากเหตุการณ์นี้ก็คือหนังสือการ์ตูนคอมมิกแนวซุปเปอร์ฮีโร่ และสไปเดอร์แมน แห่งค่ายมาร์เวล ก็กลายมาเป็นตัวละครที่ต้องยืนอึ้งตะลึงงัน เมื่อเห็นตึกแฝดที่เป็นสัญลักษณ์คู่เมืองพังทลายลงต่อหน้าต่อตา ในหนังสือการ์ตูนเล่มดังอย่าง The Amazing Spider-Man #36 ที่ถูกเรียกขานว่า The Black Issue
  • คอมมิกที่วางแผงในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2001 เล่มนี้ ฉายภาพของสไปเดอร์แมนยืนกรีดร้องหลังเห็นตึกระฟ้าที่เคยห้อยโหนอยู่ทุกวันพังถล่มลงต่อหน้า ยิ่งได้พบเจอชาวเมืองที่กำลังวิ่งหนีตายสวนทางมา ตะโกนถามว่า “คุณไปอยู่ที่ไหนมา คุณปล่อยให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้ยังไง” สภาพจิตใจของซุปเปอร์ฮีโร่-ที่ปกติจะเต็มไปด้วยอารณ์ขัน-คนนี้ จึงทั้งแหลกสลายและสับสน ไม่ต่างอะไรกับชาวนิวยอร์กทุกคนในวันนั้น
  • “มันชัดเจนมากสำหรับผมและทุกคนที่มาร์เวล ว่าเราต้องใส่เหตุการณ์นี้ลงในหนังสือการ์ตูนของเรา” บรรณาธิการอย่าง โจ เควซาดา พูดถึงความผูกพันที่สำนักพิมพ์หนังสือการ์ตูนแห่งนี้มีต่อบ้านเกิดอย่างนิวยอร์ก “ถ้าไม่ทำสิถึงจะแปลก เราเป็นบริษัท เป็นจักรวาลที่สไปเดอร์แมนห้อยโหนตีลังกาข้ามตึกเหล่านี้ ตัวละครของเราเผชิญกับการเคลื่อนไหวเรื่องสิทธิพลเมืองมาตลอดอยู่แล้ว”


หลังจากเกิดโศกนาฏกรรม 9/11 ที่ช็อกทั้งชาวอเมริกันและชาวโลก ทีเซอร์เทรเลอร์และโปสเตอร์ของหนังฟอร์มยักษ์เรื่องหนึ่งที่มีโปรแกรมฉายรับซัมเมอร์ในปีหน้า (หรือคือปี 2002) ก็อันตรธานไปจากโรงภาพยนตร์ทั่วสหรัฐอเมริกา …ซึ่งใครจะไปคาดคิดว่า ผู้โชคร้ายรายนี้คือ Spider-Man ของผู้กำกับ แซม เรมี 

เหตุเพราะตัวอย่างความยาวสองนาที -ที่ไม่มีแม้เงาของนักแสดงนำอย่าง โทบีย์ แม็กไกวร์- ดันมีภาพที่สุ่มเสี่ยงให้ชวนเกิดดราม่า เมื่อเฮลิคอปเตอร์ที่โจรปล้นธนาคารกลางกรุงนิวยอร์กใช้เป็นพาหนะหลบหนี โดนวัตถุลึกลับลากมาติดแหง็กคาใยแมงมุมยักษ์ที่ขึงกางระหว่างอาคารเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ทั้งสองตึก ก่อนที่กล้องจะเคลื่อนไปเผยโฉมหน้าของผู้อยู่เบื้องหลังว่าคือ สไปเดอร์แมน ในขณะที่โปสเตอร์หนังก็โดนหางเลขไปด้วย เพราะเป็นภาพโคลสอัปสไปเดอร์แมน ที่ดันมีเงาของตึกแฝดสะท้อนอยู่ชัดเจนบนแววตา

แต่ทุกอย่างกลับตรงกันข้ามบนหน้าหนังสือการ์ตูนคอมมิก เพราะหลังจาก 9/11 ไม่นาน เราก็พบว่า ‘เพื่อนบ้านผู้เป็นมิตร’ ของชาวนิวยอร์กอย่างสไปเดอร์แมนคือหนึ่งในคนที่ยืนอึ้งตะลึงงัน เมื่อเห็นตึกแฝดที่เป็นสัญลักษณ์คู่เมืองพังทลายลงต่อหน้าต่อตา ในหนังสือการ์ตูนเล่มดังที่ถูกเรียกขานว่า The Black Issue



ย้อนกลับไปยังเช้าวันที่ 11 กันยายน 2001 สิ่งแรกที่ โจ เควซาดา บรรณาธิการบริหาร Marvel Comics ทำหลังทราบข่าวการก่อวินาศกรรมช็อกโลก คือการเร่งรุดไปยังออฟฟิศที่ฟิฟต์อเวนิว เพื่อสอบถามถึงความปลอดภัยของเพื่อนร่วมงาน ครั้นเมื่อตั้งสติได้แล้ว สิ่งต่อมาที่เควซาดาทำ คือคิดหาวิธีช่วยเยียวยาชาวนิวยอร์กที่กำลังเสียขวัญ ด้วยสิ่งที่ตัวเองถนัดที่สุดอย่าง ‘หนังสือการ์ตูน’

“มันชัดเจนมากสำหรับผมและทุกคนที่มาร์เวล ว่าเราต้องใส่เหตุการณ์นี้ลงในหนังสือการ์ตูนของเรา” เควซาดาพูดถึงความผูกพันที่สำนักพิมพ์หนังสือการ์ตูนแห่งนี้มีต่อบ้านเกิดอย่างนิวยอร์ก นับตั้งแต่วันที่อดีตบรรณาธิการบริหารและนักเขียนรุ่นบุกเบิกอย่าง สแตน ลี กล้าคิดคอนเซปต์แปลกประหลาด สร้างซุปเปอร์ฮีโร่ทั้ง Fantastic Four, Spider-Man, Daredevil, X-Men ไปจนถึง Avengers ให้มีบ้าน มีชีวิต และเดินบนถนนสวนทางกับชาวนิวยอร์กจริงๆ มาตั้งแต่ต้นยุค 60 โดยไม่ได้แค่มีลมหายใจอยู่ในเมืองสมมติอย่างเมโทรโปลิสหรือก็อตแธม เหมือนซุปเปอร์ฮีโร่ของค่ายคู่แข่งอย่าง DC Comics “ถ้าไม่ทำสิถึงจะแปลก เราเป็นบริษัท เป็นจักรวาลที่สไปเดอร์แมนห้อยโหนตีลังกาข้ามตึกเหล่านี้ ตัวละครของเราเผชิญกับการเคลื่อนไหวเรื่องสิทธิพลเมืองมาตลอดอยู่แล้ว”

และนั่นจึงนำไปสู่ก้าวแรกคือ Heroes หนังสือการ์ตูน 64 หน้า ที่วางแผงหลังเหตุวินาศกรรมเพียง 5 สัปดาห์ โดยเควซาดาติดต่อนักเขียนและนักวาดหลายสิบชีวิต รวมทั้งคนดังอย่าง สแตน ลี, แฟรงค์ มิลเลอร์ (The Dark Knight Returns) และ อลัน มัวร์ (Watchmen) มารวมพลังสดุดีวีรกรรมของฮีโร่ตัวจริงแห่งมหานครนิวยอร์ก ทั้งพนักงานดับเพลิงและตำรวจ เพื่อระดมเงินเข้ากองทุน Twin Towers Fund ที่ช่วยเหลือเหยื่อผู้ประสบภัยจากเหตุการณ์ 9/11 จนสามารถสร้างสถิติการขาย 100,000 เล่มหมดเกลี้ยงภายในเวลาเพียงสองวัน

แต่นั่นก็ยังไม่สั่นสะเทือนวงการหนังสือการ์ตูนรุนแรงเทียบเท่ากับก้าวที่สองในเดือนถัดมา เมื่อเควซาดาโทรศัพท์หา เจ ไมเคิล สตราซินสกี -คนเขียนบททีวีซีรีส์ Babylon ที่เพิ่งย้ายวิกจากฮอลลีวูดมาเขียนการ์ตูนสไปเดอร์แมนให้ จอห์น โรมิตา จูเนียร์ วาดได้ 5 ฉบับ- ให้พักเนื้อหาปกติที่เตรียมไว้ แล้วแปลงโฉม The Amazing Spider-Man ฉบับที่ 36 ให้กลายเป็นตอนพิเศษ โดยบอกเล่าเหตุการณ์ 9/11 ผ่านสายตาของ ปีเตอร์ พาร์กเกอร์ ซึ่งในตอนแรก สตราซินสกียังแบ่งรับแบ่งสู้ เพราะ “ผมไม่รู้ว่าควรเขียนยังไง” แต่เมื่อลงมือเขียนจริงๆ เรื่องราวกลับพรั่งพรู จนสามารถเขียนจบได้ภายใน 45 นาที “เหมือนเรื่องมันหาผมเจอเอง” เขาว่า

“บางสิ่งมันเกินพรรณนา เกินเข้าใจ เกินให้อภัย” คือบทบรรยายเปิดเรื่องของ The Amazing Spider-Man #36 ที่วางแผงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2001 ด้วยหน้าปกสีดำสนิท มีสีขาวเพียงตรงขอบล้อมรอบชื่อเรื่อง จนถูกเรียกว่า The Black Issue พร้อมภาพเต็มสองหน้าคู่ เมื่อสไปเดอร์แมนยืนกรีดร้องหลังเห็นตึกระฟ้าที่เคยห้อยโหนอยู่ทุกวันพังถล่มลงต่อหน้า ยิ่งได้พบเจอชาวเมืองที่กำลังวิ่งหนีตายสวนทางมา ตะโกนถามว่า “คุณไปอยู่ที่ไหนมา คุณปล่อยให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้ยังไง” สภาพจิตใจของซุปเปอร์ฮีโร่-ที่ปกติจะเต็มไปด้วยอารณ์ขัน-คนนี้ จึงทั้งแหลกสลายและสับสน ไม่ต่างอะไรกับชาวนิวยอร์กทุกคนในวันนั้น 



“ผมใช้วิธีการตั้งคำถามกับมัน เพราะคิดว่าผลลัพธ์ที่ได้ จะตราตรึงติดอยู่ในใจคนอ่านนานกว่าการบอกว่า ‘เราจะไปจัดการพวกมัน เดินทัพไปสุดขอบฟ้าเลย’ เป็นไหนๆ” สตราซินสกีอธิบายโทนเรื่องที่เป็นเหมือนบทบันทึกความทรงจำต่อวันมหาวิปโยค โดยเขาให้สไปเดอร์แมนเดินฝ่าหมอกฝุ่นเข้าสู่กราวนด์ซีโร่ (Ground Zero - พื้นที่สูญเสียซึ่งเคยเป็นที่ตั้งของตึกเวิลด์เทรด) อย่างเงียบงันและหดหู่ ก่อนจะเดินออกมาพร้อมประกายแห่งความหวัง เมื่อพบว่าเพื่อนพ้องซุปเปอร์ฮีโร่ ทั้ง แดร์เดวิล, แฟนทาสติกโฟร์, วูล์ฟเวอรีน และทีม อเวนเจอร์ส ยังยืนเคียงข้างพนักงานดับเพลิงและอาสาสมัครชาวนิวยอร์ก เคลียร์ซากตึกเพื่อค้นหาผู้รอดชีวิต -- แม้แต่วายร้ายอย่าง ด็อกเตอร์ดูม, แมกนีโต และ คิงพิน ก็ยังมายืนไว้อาลัยต่อความสูญเสีย พร้อมหยาดน้ำตานองหน้า เพราะ “แม้แต่เสียงในหัวของคนชั่วก็ยังบอกว่า มันไม่ถูกต้อง”

“ถึงจะมีชุดรัดรูป มีพลังพิเศษ แต่ซุปเปอร์ฮีโร่ของเราก็ดูตัวเล็กจ้อยไปเลย เมื่อเทียบกับเหล่าฮีโร่ตัวจริง” สตราซินสกีพูดถึงภาพสุดท้ายของเรื่อง ที่เหล่าซุปเปอร์ฮีโร่มาร์เวลออกมายืนเคียงคู่กับฮีโร่ตัวจริงของนิวยอร์กในวันนั้น ทั้งพนักงานดับเพลิง, ตำรวจ, แพทย์, ทหาร หรือแม้แต่พนักงานส่งของ 



สไปเดอร์แมนยังเดินไปเห็น กัปตันอเมริกา ยืนกำหมัดนิ่งอยู่หน้าซากตึก แต่ไม่ได้เข้าไปทัก เพราะคิดว่าฮีโร่ชุดลายธงชาติน่าจะเจ็บปวดระคนโกรธแค้นแสนสาหัส จากการเห็นภาพซ้ำเหมือนสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง โดยสตราซินสกีตั้งใจให้สองตัวละครนี้เป็นเหมือนขั้วตรงข้ามกัน “เพราะปีเตอร์ พาร์กเกอร์ เป็นชาวนิวยอร์กโดยกำเนิด ผมคิดว่าปฏิกิริยาของเขาน่าจะเป็นเรื่องส่วนตัวหน่อยๆ ผมไม่อยากแตะเรื่องนโยบายหรือการเมืองว่าเราจะตอบโต้กับเหตุการณ์นี้ยังไง กัปตันอเมริกาจึงไม่ได้พูดเลยสักคำตลอดเล่ม เพราะปีเตอร์ พาร์กเกอร์ คือตัวแทนของประชาชน ส่วนกัปตันอเมริกาคือตัวแทนของประเทศชาติ”

และถึง DC Comics จะจับมือกับ Dark Horse Comics ระดมศิลปินกว่า 300 ชีวิต มาผลิตหนังสือการ์ตูนการกุศลที่ชื่อ 9-11 ความยาวสองเล่มจบ และวางแผงในเดือนมกราคม 2002 แต่ซุปเปอร์ฮีโร่คนแรกของโลกอย่าง ซุปเปอร์แมน ก็ทำได้เพียงบ่นรำพึงรำพันในเรื่องสั้น 2 หน้าจบอย่าง Unreal ของ สตีเวน ที ซีเกิล ว่า ถึงตัวเองจะทำเรื่องมหัศจรรย์ได้หลายอย่าง “แต่โชคร้าย สิ่งเดียวที่ผมทำไม่ได้คือกระโจนออกจากหน้ากระดาษที่ผมมีชีวิต ไปอยู่ในโลกจริงที่กำลังเผชิญวิกฤติ เพื่อแก้ไขสิ่งผิดให้เป็นถูก” จนเมื่อมีพนักงานดับเพลิงวิ่งเข้ามาช่วยเหลือเด็กที่นั่งอ่านการ์ตูนปลอบใจตัวเองกลางซากตึกแฝดสำเร็จ ซุปเปอร์แมนในหนังสือการ์ตูนเล่มนั้นจึงกล่าวปิดท้ายอย่างโล่งอกว่า “โชคดีที่โลกนี้มีฮีโร่ของตัวเองคอยปกป้องอยู่แล้ว”


9-11

 

Marvel Comics ยังออกหนังสือการ์ตูนการกุศลเล่มที่สามคือ A Moment of Silence ตอนช่วงต้นปี 2002 เพื่อให้ บิลล์ เจมัส เล่าชีวิตในวันที่ 11 กันยายน ของชายวัย 72 ปีอย่าง โทนี ซาวาส ที่เป็นผู้ตรวจสอบอาคารประจำการท่าเรือ และเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์มาโดยตลอด แต่ยอดขายและเสียงตอบรับก็ไม่ได้หวือหวาเท่ากับสองเล่มแรกแล้ว โดยเฉพาะ The Amazing Spider-Man #36 ที่กลายเป็นหนึ่งในหลักไมล์สำคัญของการ์ตูนซุปเปอร์ฮีโร่อเมริกัน 

“ผมได้ยินว่า พนักงานดับเพลิงและตำรวจที่อยู่ในเหตุการณ์จริงเคยพูดถึงหนังสือเรานะ บาทหลวงก็เคยใช้หนังสือเราประกอบการเทศน์ ครูก็เอามันไปใช้ในห้องเรียนเพราะเด็กไม่ดูรายการวิเคราะห์ข่าวทางทีวี เด็กเลยไม่เข้าใจบริบททั้งหมด” สตราซินสกีเล่าถึงเสียงตอบรับที่ดีเกินคาด “มันช่วยเปิดช่องให้ทุกคนได้พูดถึงเหตุการณ์นี้ในรูปแบบใหม่ๆ” ขณะที่เควซาดาก็เน้นย้ำเจตนารมณ์ว่า “เราออกหนังสือโดยไม่สนใจว่าใครจะมองยังไง เราแค่ทำในสิ่งที่เรารู้สึกว่าต้องทำ มันเป็นเหมือนยาระบายความรู้สึกของเรา”



ถึงตอนนี้ หลังผ่านเวลามา 20 ปี The Black Issue ก็เพิ่งมีภาคต่อเป็นตอนพิเศษ 8 หน้าท้ายเล่มในหนังสือการ์ตูน 5 เรื่องที่เพิ่งวางแผงไปเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2021 ได้แก่ The Amazing Spider-Man #73, Daredevil #34, Excalibur #23, Ka-Zar: Lord of The Savage Land #1 และ X-Force #23 ในชื่อตอนว่า The Four Fives ที่ โจ เควซาดา กับ จอห์น โรมิตา จูเนียร์ กลับมาสานต่อเรื่องราวให้สไปเดอร์แมนและกัปตันอเมริกากลับมาเยี่ยมเยือนกราวนด์ซีโร่ ที่กลายเป็นอนุสรณ์สถานในปัจจุบัน

และถึงหนัง Spider-Man ของ แซม เรมี จะออกสตาร์ตได้ไม่สวยนัก แต่เมื่อถึงวันที่หนังเข้าฉายจริงในเดือนพฤษภาคม 2002 มันกลับประสบความสำเร็จเกินคาด เมื่อผู้กำกับชดเชยภาพตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ที่หายไปจากหนัง ด้วยการเพิ่มฉากที่ชาวนิวยอร์กรวมพลังกันด่าทอและขว้างปาสิ่งของใส่ตัวร้าย กรีนก็อบลิน และฉากจบที่สไปเดอร์แมนยืนคู่ธงชาติสหรัฐอเมริกาบนยอดตึกเอ็มไพร์สเตต ก็สร้างความหวังในหัวใจให้กับผู้ชมทุกคน

“ผมใส่ธงชาติอเมริกาเข้าไปหลังเหตุการณ์ 11 กันยา” เรมีเล่าถึงฉากจบที่ถูกพูดถึงอย่างมากในยุคนั้น “แต่ผมก็เป็นคนรักชาติ และอยากให้หนังมีธงชาติอยู่แล้ว ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ว่าผมจะใส่มันลงไปยังไง แต่สไปเดอร์แมนจะทิ้งตัวลงมายืนที่ไหน บนยอดตึกใช่ไหม แล้วบนนั้นควรมีอะไรดี - แมงมุมเหรอ? ผมใส่ธงชาติเข้าไปดีกว่า 

“ใช่แล้ว, แมงมุมกับธงชาติ ...เพราะสไปเดอร์แมนเป็นภาพแทนของ ‘พลเมืองอเมริกันแสนดี’ ที่อาจไม่มีอยู่จริง”


อ้างอิง: 

  • หนังสือการ์ตูนของ Marvel Comics และ DC Comics
  • หนังสือ Superheroes! Capes, Cowls, and the Creation of Comic Book Culture โดย Laurence Maslon
  • หนังสือ Spider-Man: The Icon โดย Steve Saffel
  • บทความ Comics Turning Tragedy Into Tribute โดย Julie Lew ในหนังสือพิมพ์ The New York Times


Share article
  • Line
  • link
creator
Author
อลงกรณ์ คล้ายสีแก้ว
อดีตบรรณาธิการนิตยสารภาพยนตร์ ชอบดูหนังหลายแนว แต่ที่หมกมุ่นเป็นพิเศษคือหนังไซ-ไฟ, แฟนตาซี, สยองขวัญ, สัตว์ประหลาด, ซุปเปอร์ฮีโร่ และอนิเมะ

Follow