Humberger Menu

ฮอลลีวูดหลัง 9/11 : การหลงลืม การชำระแค้น และการทบทวนประวัติศาสตร์

creator
บดินทร์ เทพรัตน์
LineCopy

LATEST

+
Summary
  • เหตุวินาศกรรมในวันที่ 11 กันยายน 2001 (หรือ 9/11) ที่มีการบุกจี้เครื่องบินเข้าพุ่งชนสถานที่สำคัญในนิวยอร์กอย่างตึกแฝดเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์และตึกเพนตากอน ส่งผลกระทบอย่างยิ่งต่ออุตสาหกรรมภาพยนตร์ ‘ฮอลลีวูด’ (Hollywood) โดยทำให้ภูมิทัศน์ของวงการหนังอเมริกันเปลี่ยนแปลงแบบฉับพลัน และบางอย่างก็ยังคงส่งผลมาจนถึงตอนนี้
  • นับจากในช่วงแรกๆ ที่ตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ได้กลายมาเป็น ‘ภาพแสลงใจ’ สำหรับผู้ชม เพราะมันย้ำเตือนให้คิดถึงโศกนาฏกรรมดังกล่าว จึงได้มีการลบภาพของตึกดังกล่าวออกจากหนังและซีรีส์ต่างๆ เป็นจำนวนมาก ทั้งด้วยวิธีการถ่ายทำบางซีนขึ้นใหม่ หรือการลบด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล มาจนถึงหนังเกี่ยวกับสงครามต่อต้านการก่อการร้ายส่วนใหญ่ ที่มีลักษณะ ‘คลุมเครือทางศีลธรรม’ โดยมองว่าภารกิจดังกล่าวเริ่มต้นด้วยเจตนาดี นั่นคือการต่อต้านการก่อการร้ายและต้องการคืนเสรีภาพให้กับโลก


เหตุวินาศกรรมในวันที่ 11 กันยายน 2001 (หรือ 9/11) ที่มีการบุกจี้เครื่องบินเข้าพุ่งชนสถานที่สำคัญในนิวยอร์กอย่างตึกแฝดเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์และตึกเพนตากอน จนมีผู้เสียชีวิตรวมกันกว่า 3,000 รายนั้น ถือเป็นเหตุการณ์สำคัญที่ส่งผลกระทบต่อสหรัฐอเมริกา (รวมถึงประเทศต่างๆ) ในหลายด้าน เช่น ด้านสังคม การเมือง, ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ, วัฒนธรรม, สื่อมวลชน, การทหาร, การคมนาคม, นโยบายต่อต้านการก่อการร้าย เป็นต้น -- ซึ่งผลกระทบดังกล่าวมีอานุภาพมหาศาล จนสามารถใช้เหตุการณ์นี้ในการแบ่งยุคสมัยออกเป็น ‘โลกก่อน 9/11’ และ ‘โลกหลัง 9/11’

เหตุการณ์ดังกล่าวยังส่งผลกระทบอย่างยิ่งต่ออุตสาหกรรมภาพยนตร์ ‘ฮอลลีวูด’ (Hollywood) โดยทำให้ภูมิทัศน์ของวงการหนังอเมริกันเปลี่ยนแปลงแบบฉับพลัน และบางอย่างก็ยังคงส่งผลมาจนถึงตอนนี้ ซึ่งในบทความนี้ ผู้เขียนต้องการสำรวจฮอลลีวูดหลัง 9/11 ว่าเกิดความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญอะไรบ้าง


Spider-Man

 

สภาวะหลงลืม และ ‘ช้างในห้อง’

หลังเกิดเหตุการณ์ 9/11 ใหม่ๆ ตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ได้กลายมาเป็น ‘ภาพแสลงใจ’ สำหรับผู้ชม เพราะมันย้ำเตือนให้คิดถึงโศกนาฏกรรมดังกล่าว จึงได้มีการลบภาพของตึกดังกล่าวออกจากหนังและซีรีส์ต่างๆ เป็นจำนวนมาก ทั้งด้วยวิธีการถ่ายทำบางซีนขึ้นใหม่ หรือการลบด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล 

โดยหนังที่มีการลบภาพตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ออกไป ก็เช่น Zoolander (2001), Serendipity (2001), Kissing Jessica Stein (2001), The Time Machine (2002) และ Men in Black II (2002) เป็นต้น รวมถึงโปสเตอร์กับตัวอย่างหนัง Spider-Man (2002) ที่มีฉากการขึงใยแมงมุมระหว่างตึก ก็ถูกระงับไปด้วย นอกจากนี้ ซีรีส์อย่าง Sex and the City, The Sopranos และรายการทีวีอย่าง The Late Show with David Letterman ก็ยังถึงขั้นลบภาพตึกดังกล่าวที่ปรากฏในช่วงเครดิตเปิดเรื่องออกไปเสียเลย

หรือแม้แต่องค์ประกอบอื่นๆ ที่ชวนให้คิดถึง 9/11 ก็ถูกปรับเปลี่ยนด้วยเช่นกัน เช่น แอนิเมชัน Lilo and Stitch (2020) ที่มีฉากตัวเอกขโมยเครื่องบินโบอิ้ง 747 แล้วขับท่ามกลางตึกระฟ้าจนได้รับความเสียหาย ก็ได้แก้ไขซีนดังกล่าวให้กลายเป็นตัวเอกขับยานของมนุษย์ต่างดาวท่ามกลางเทือกเขาแทน


25th Hour

 

กล่าวโดยสรุปคือ ในช่วงเวลาดังกล่าว เหตุการณ์ 9/11 และเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ได้กลายมาเป็นเหมือน ‘ช้างในห้อง’ (Elephant in the Room) หรือปัญหาใหญ่ที่ผู้คนพยายามหลงลืมและไม่พูดถึง กระทั่งเมื่อเวลาผ่านไปและผู้คนเริ่มรับมือกับความทรงจำเลวร้ายครั้งนั้นได้ดีขึ้น ก็ทำให้มีการอ้างอิงถึงเหตุวินาศกรรมและมีการแสดงภาพของตึกแฝดในสื่ออีกครั้ง 

แต่กระนั้นก็ยังมีข้อยกเว้น เช่น 25th Hour (2002) อันเป็นหนังที่เตรียมการสร้างมาก่อนหน้านั้น ซึ่งหลังเกิดเหตุ 9/11 ผู้กำกับ สไปค์ ลี ก็ได้นำเอาบรรยากาศของนิวยอร์กในช่วงโศกนาฏกรรม รวมถึงบทพูดที่อ้างอิงถึงเหตุการณ์ดังกล่าวมาใส่ในหนังด้วย หรือจะเป็น 11' 09" 01 (2002) หนังของโปรดิวเซอร์ชาวฝรั่งเศสที่รวบรวมหนังสั้นของผู้กำกับนานาชาติ 11 คนเข้าด้วยกัน ซึ่งทุกเรื่องมีเฟรมเดียวและมีความยาว 11 นาที 9 วินาที โดยเป็นการนำเสนอมุมมองหลากหลายต่อเหตุการณ์นี้ที่เพิ่งผ่านพ้นไปไม่นาน และถือเป็นมุมมองแบบนานาชาติ ซึ่งแตกต่างจากหนังเรื่องอื่นๆ ที่มักมองเหตุการณ์นี้ผ่านมุมมองแบบอเมริกัน


Independence Day

 

หนังแอ็กชันกับหนังบล็อกบัสเตอร์ที่เปลี่ยนไป

เหตุการณ์ 9/11 ส่งผลให้ความรุนแรงและความวินาศสันตะโรที่เคยปรากฏในหนังแอ็กชันฮอลลีวูดหรือหนังฟอร์มยักษ์ที่เรียกว่า ‘บล็อกบัสเตอร์’ (Blockbuster) ไม่ได้เป็นสิ่งที่ดูไกลตัวผู้ชมอีกต่อไป ซึ่งนั่นก็ส่งผลให้หนังกลุ่มนี้เกิดความเปลี่ยนแปลงในทันที 

โดยหนังแอ็กชันในอดีตมักมีลักษณะการเล่าเรื่องที่มุ่งเน้น ‘ความรุนแรง’ จนเกินเหตุ และมักมีฉากที่ตัวเอกสามารถเอาปืนมายิงผู้ร้ายตายได้เป็นเบือ เช่น Commando (1985), Cobra (1986) เป็นต้น ส่วนหนังบล็อกบัสเตอร์ในยุค 90 ก็มักมีภาพที่เมืองใหญ่ๆ หรือสถานที่สำคัญอย่างทำเนียบขาวหรือเทพีเสรีภาพถูกทำลาย เช่น Independence Day (1996) หรือ Armageddon (1998) เป็นต้น -- กล่าวคือในตอนนั้น ผู้ชมอาจมองว่าภาพความวินาศสันตะโรหรือความรุนแรง คือความตื่นตาตื่นใจและเป็นสิ่งที่อยู่ไกลตัว หากแต่มุมมองดังกล่าวได้เปลี่ยนไป เมื่อเหตุการณ์ 9/11 ได้แสดงให้เห็นว่ามันเป็นสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวมากกว่าที่พวกเขาคิด 

ด้วยเหตุนี้ หลังเกิดเหตุวินาศกรรมใหม่ๆ หนังกับซีรีส์เก่าๆ ที่ถูกนำกลับมาฉายซ้ำทางทีวี จึงมักถูกตัดเอาฉากรุนแรงหรือฉากทำลายล้างในเมืองออกไป โดยเฉพาะซีรีส์แอนิเมชันสำหรับเด็กอย่าง Transformers: Robots in Disguise, Power Rangers, Pokémon, Invader Zim ส่วนหนังที่ถูกสร้างหลังจากนั้น ก็พยายามหลีกเลี่ยงฉากทำลายล้างอันรุนแรงไปพักใหญ่ (หรือถ้ามีฉากทำลายล้างก็มักเปลี่ยนสถานที่เกิดเหตุให้เป็นในเขตชานเมืองหรือชนบทแทน) ขณะที่ ‘ตัวร้าย’ ในหนังที่เป็นผู้ก่อการร้าย (เช่น True Lies ที่มีตัวร้ายเป็นผู้ก่อการร้ายชาวอาหรับ) ที่เคยถูกนำเสนอให้ดูตลกหรือเกินจริงไม่ต่างจากตัวร้ายในหนังแอ็กชันทั่วไป ก็ถูกนำเสนออย่างซีเรียสจริงจังมากขึ้น มีความชั่วร้ายมากขึ้น

นอกจากนี้ เรายังสังเกตได้ว่า แฟรนไชส์ของหนังที่ทำเงินสูงสุดในยุคนั้นอย่าง The Lord of the Rings, Harry Potter, Pirates of the Caribbean ล้วนเป็นหนังแฟนตาซีที่มีฉากหลังอยู่ในโลกสมมติแห่งอื่น และมีเนื้อหาที่ช่วยพาผู้ชมหลีกหนีจากโลกความเป็นจริง


War of the Worlds 

 

แต่ถึงแม้หนังแอ็กชันในยุคนั้นจะไม่ได้พูดถึงเหตุการณ์ 9/11 แบบตรงไปตรงมา แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า บรรยากาศสังคมในช่วงเวลาดังกล่าวส่งอิทธิพลต่อหนังแอ็กชันบล็อกบัสเตอร์อย่างมาก โดยมีหนังในแนวทางนี้หลายเรื่องที่มีการใช้ ‘อุปมา’ เพื่อสื่อถึงเหตุการณ์ 9/11 

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ War of the Worlds (2005) ที่ถึงแม้หนังจะดัดแปลงจากนิยายในปี 1897 ของ เอช จี เวลส์ ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับมนุษย์ต่างดาวบุกโลก แต่องค์ประกอบในหนังก็ถูกปรับเปลี่ยนให้เชื่อมโยงกับเหตุการณ์ 9/11 ไม่ว่าจะเป็นภาพฝุ่นควันที่ปกคลุมในฉากที่มนุษย์ต่างดาวบุกโลก, บทพูดของตัวละครที่ว่า “นี่คือการก่อการร้ายหรือเปล่า?” และประโยคโปรโมตที่ว่า “มันแฝงตัวอยู่ที่นี่แล้ว” ซึ่งสื่อถึงผู้ก่อการร้ายที่แฝงตัวอยู่ในอเมริกา โดยผู้กำกับอย่าง สตีเวน สปีลเบิร์ก ได้ให้สัมภาษณ์ USA Today ในปี 2005 ว่า “War of the Worlds มักจะถูกรีเมกซ้ำอยู่เสมอในช่วงเวลาของความไม่แน่นอน ซึ่งในตอนนี้ เราก็กำลังตกอยู่ภายใต้บรรยากาศของความกลัวและความเปลี่ยนแปลงทางด้านอารมณ์ความรู้สึกครั้งใหญ่ของชาวอเมริกัน”


The Dark Knight

 

นอกจากนี้ ยังมีหนังซูเปอร์ฮีโร่อย่าง The Dark Knight (2008) ที่เราอาจมองได้ว่า ตัวร้ายอย่าง โจ๊กเกอร์ มีพฤติกรรมแบบผู้ก่อการร้าย เนื่องจากเขาไม่ได้สนใจเงินทองมากเท่ากับการสร้างความหวาดกลัวให้กับประชาชน ส่วนบทบาทของ แบทแมน ก็คือผู้ที่ต่อต้านการก่อการร้ายเพื่อความยุติธรรม ซึ่งสอดคล้องกับการกระทำของอเมริกาที่พยายามต่อต้านการก่อการร้ายทุกรูปแบบในช่วงเวลานั้น

แนวคิดดังกล่าวยังปรากฏชัดในหนังซูเปอร์ฮีโร่ยุคหลังๆ อาทิ Man of Steel (2013) กับ Batman v Superman: Dawn of Justice (2016) ซึ่งแสดงให้เห็นถึงเหตุวินาศกรรมในเมืองครั้งใหญ่ และอารมณ์ความรู้สึกของประชาชนที่เปลี่ยนไปหลังเหตุการณ์ครั้งนั้น


United 93

World Trade Center 


การกลับมาพูดถึง 9/11 อย่างซื่อตรง เพื่อเยียวยาใจ ยกย่องวีรบุรุษ 

ต้องใช้เวลาถึง 5 ปี กว่าที่หนังจากสตูดิโอใหญ่ในฮอลลีวูดจะนำเสนอเหตุการณ์ 9/11 แบบซื่อตรง ซึ่งก็ได้แก่ United 93 (2006) กับ World Trade Center (2006) ซึ่งหนังสองเรื่องนี้บอกเล่าเรื่องราวของคนธรรมดาที่กลายเป็นวีรบุรุษในเหตุการณ์ 9/11 

โดย United 93 เป็นหนังระทึกขวัญเน้นความสมจริงที่ถ่ายทอดชีวิตของผู้โดยสารในเครื่องบินซึ่งถูกจี้โดยผู้ก่อการร้ายในวันที่ 11 กันยายน 2001 เพื่อนำไปก่อเหตุวินาศกรรม แต่ผู้โดยสารกลับขัดขืน ทำให้เครื่องบินไม่อาจพุ่งไปโจมตีทำเนียบขาวได้ตามที่ผู้ก่อการร้ายตั้งใจไว้ ส่วน World Trade Center เป็นหนังดราม่าที่เล่าเรื่องของตำรวจที่เข้าไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยในตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ช่วง 9/11 แต่กลับติดอยู่ในตึกที่ถล่ม -- น่าสังเกตว่าหนังเรื่องหลังเป็นผลงานของผู้กำกับ โอลิเวอร์ สโตน ซึ่งโดยปกติหนังของเขามักเป็นงานแนวตีแผ่แฉการเมือง (เช่น JFK [1991], Nixon [1995]) แต่หนังเรื่องนี้กลับเล่าเรื่องของวีรบุรุษแบบปลุกเร้าอารมณ์และให้กำลังใจกันแบบตรงๆ โดยไม่ได้มีทีท่าวิพากษ์การเมืองสักเท่าไร

อีกทั้งยังมีหนังที่พูดถึงผู้คนที่ต้องเผชิญหน้ากับความสูญเสียและพยายามข้ามผ่านมันไปให้ได้ ไม่ว่าจะเป็น Reign Over Me (2007), Remember Me (2010) หรือ Extremely Loud and Incredibly Close (2011)

โดย Reign Over Me เล่าถึงชายที่สูญเสียครอบครัวในเหตุการณ์ 9/11 จนหมดกำลังใจในชีวิตซึ่งภายหลังเขาได้พบกับเพื่อนเก่าที่ช่วยให้เขาลุกขึ้นมาได้อีกครั้ง ส่วน Remember Me ก็ว่าด้วยคู่รักที่เคยเผชิญหน้ากับความสูญเสียเหมือนกัน โดยเรื่องราวในหนังสิ้นสุดลงเมื่อตัวเอกตัวหนึ่งจบชีวิตลงในเหตุการณ์ 9/11 ขณะที่ Extremely Loud and Incredibly Close ซึ่งดัดแปลงมาจากนิยายชื่อดัง บอกเล่าเรื่องราวของเด็กชายที่สูญเสียพ่อในเหตุการณ์ 9/11 เขาพยายามตามหาเบาะแสของสิ่งที่พ่อทิ้งไว้ให้ผ่านกุญแจหนึ่งดอก


Extremely Loud and Incredibly Close

 

สังเกตได้ว่าทั้งสามเรื่องนี้ล้วนเป็นหนังดราม่าที่มีเนื้อหาปลอบประโลมผู้บอบช้ำ และมีการลดทอน 9/11 ที่เป็นประสบการณ์ร่วมของคนหมู่มากให้กลายเป็นเพียง ‘โศกนาฏกรรมส่วนบุคคล’ ซึ่งผู้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์แต่ละคนจำเป็นต้องก้าวข้ามผ่านมันไปให้ได้ โดยหนังทั้งสามเรื่องล้วนบอกเล่าผ่านมุมมองของคนผิวขาวชาวอเมริกัน 

ทว่าในอีกด้านหนึ่งก็มีหนังอย่าง The Reluctant Fundamentalist (2012) ที่สร้างจากนิยายขายดี และเล่าเรื่องของชายหนุ่มชาวปากีสถานซึ่งทำงานเป็นนักธุรกิจในอเมริกา ชีวิตที่รุ่งเรืองของเขาได้รับผลกระทบอย่างมากหลัง 9/11 โดยหนังแสดงให้เห็นว่าชาวมุสลิมผู้บริสุทธิ์ก็ได้รับผลกระทบจาก 9/11 เช่นกันจากอคติเรื่องเชื้อชาติศาสนาของสังคมอเมริกันในช่วงเวลานั้น

หนังอีกเรื่องที่น่าสนใจคือ Man on Wire (2008) สารคดีที่พูดถึงภารกิจการเดินไต่ลวดข้ามตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์เมื่อปี 1974 ของนักกายกรรมอย่าง ฟิลิป เปอร์ตีต์ ซึ่งแม้หนังจะไม่ได้พูดถึง 9/11 โดยตรง แต่ภาพของตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ (ซึ่งอาจถือได้ว่าตึกนี้เป็นอีกหนึ่งตัวเอกของหนัง) ที่ถูกถ่ายทอดออกมาอย่างสวยงามและชวนให้ระลึกถึงความหลัง ก็สามารถมองได้ว่าเป็นการช่วยเยียวยาความเจ็บปวดที่สังคมอเมริกันมีต่อเหตุการณ์ 9/11 ได้เป็นอย่างดี


The Hurt Locker

 

การชำระแค้นและความคลุมเครือทางศีลธรรม

หลังจากเกิดเหตุการณ์ 9/11 อเมริกาได้ออกชำระแค้นด้วยการประกาศภารกิจ ‘สงครามต่อต้านการก่อการร้าย’ อันมีหลายประเทศร่วมสนับสนุน และเป็นที่มาของการส่งทหารอเมริกันเข้าไปในประเทศอัฟกานิสถานในปี 2001 และอิรักในปี 2003 ซึ่งส่งผลให้มีชาวมุสลิมที่เป็นผู้บริสุทธิ์หลายคนถูกฆ่า ถูกทำร้าย และถูกจับมาทรมาน ด้วยกระบวนการสืบสวนที่ไม่เป็นไปตามหลักสากล

สงครามต่อต้านการก่อการร้ายในช่วงแรกนี้ ได้รับการสนับสนุนจากประชาชน ด้วยความที่รัฐบาลใช้วาทกรรม ‘ความรักชาติ’ ในการผลักดันนโยบายดังกล่าว (จนวงดนตรี Dixie Chicks ที่ออกมาโจมตีการทำสงครามของสหรัฐฯ ถูกวิจารณ์ว่าเป็น ‘พวกชังชาติ’ ซึ่งส่งผลต่อความนิยมของวงมาแล้ว) แต่พอเวลาผ่านไป เมื่อผลลัพธ์ของสงครามไม่ประสบความสำเร็จตามคาด อีกทั้งยังสิ้นเปลืองงบประมาณจำนวนมาก ทำให้ผู้สนับสนุนสงครามดังกล่าวลดน้อยถอยลงเรื่อยๆ จนเป็นที่มาของการถอนกำลังทหารอเมริกันออกจากอัฟกานิสถานเมื่อไม่นานมานี้

แนวคิดดังกล่าวส่งผลให้หนังเกี่ยวกับสงครามต่อต้านการก่อการร้ายส่วนใหญ่ จึงมีลักษณะ ‘คลุมเครือทางศีลธรรม’ กล่าวคือ มองว่าภารกิจดังกล่าวเริ่มต้นด้วยเจตนาดี (เจตนาคือการต่อต้านการก่อการร้ายและต้องการคืนเสรีภาพให้กับโลก) ส่วนเจ้าหน้าที่ก็ทุ่มเทเต็มที่เพื่อภารกิจ แต่นานวันเข้า ภารกิจดังกล่าวกลับไม่เป็นไปดังที่คาด อีกทั้งยังเกิดความคลุมเครือโดยไม่อาจบอกได้แน่ชัดว่าเป็นการกระทำที่ดีหรือชั่วร้ายกันแน่


Zero Dark Thirty

 

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนคือหนังสองเรื่องของผู้กำกับ แคธรีน บิเกโลว์ อย่าง The Hurt Locker (2008) และ Zero Dark Thirty (2012) ซึ่งเรื่องแรกว่าด้วยเจ้าหน้าที่หน่วยเก็บกู้ระเบิดอเมริกันในสงครามอิรัก ที่ความกดดันของภารกิจส่งผลให้เขามีปัญหาทางจิตใจและกลายเป็นผู้เสพติดสงคราม ขณะที่เรื่องหลังอ้างอิงมาจากเหตุการณ์จริงอย่างปฏิบัติการตามล่าตัว โอซามา บิน ลาเดน ผู้นำกลุ่มอัลกออิดะห์ (ซึ่งเชื่อได้ว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการก่อวินาศกรรม 9/11) -- ตัวละครในหนังทั้งสองเรื่องนี้ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ได้ทำสิ่งที่เรียกว่า ‘คลุมเครือทางศีลธรรม’ ในระหว่างปฏิบัติการ ซึ่งฉากที่ได้รับเสียงวิจารณ์อย่างมากคือตอนที่ตัวเอกใน Zero Dark Thirty มองการทรมานนักโทษด้วยสีหน้าเฉยเมยราวกับเป็นเรื่องปกติ

นอกจากนี้ ยังมีหนังอย่างอย่าง American Sniper (2014) ที่พูดถึงสไนเปอร์หรือมือยิงในสงครามอิรัก, Eye in the Sky (2015) ที่พูดถึงการใช้โดรนในสงคราม รวมถึงซีรีส์อย่าง 24 (2001-2010) กับ Homeland (2011-2020) ที่พูดถึงสงครามต่อต้านการก่อการร้ายแบบซับซ้อนและความคลุมเครือทางศีลธรรมเช่นกัน

จนในช่วงหลัง หนังที่พูดถึงเหตุการณ์หลัง 9/11 เริ่มมีมุมมองที่วิพากษ์รัฐแบบเต็มที่มากขึ้น เห็นได้ชัดจากหนังอย่าง The Report (2019) กับ The Mauritanian (2021) ซึ่งพูดถึงกระบวนการสอบสวนคดีเกี่ยวกับ 9/11 ที่เต็มไปด้วยปัญหาความไม่เป็นธรรม



สารคดีวิพากษ์ 9/11

หนังที่ดูจะวิพากษ์เหตุการณ์ 9/11 และสงครามต่อต้านการก่อการร้ายได้แบบตรงๆ และตีแสกหน้าได้มากกว่าหนังจากเรื่องแต่งก็คือ ‘สารคดี’ ซึ่งหนังที่โดดเด่น ได้แก่ Fahrenheit 9/11 (2004) ของ ไมเคิล มัวร์ ที่ออกมาวิจารณ์นโยบายของประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู บุช ซึ่งส่งผลให้เกิดเหตุการณ์ 9/11 รวมถึงวิพากษ์เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น เช่น การตัดสินใจทำสงครามในอิรักซึ่งเต็มไปด้วยความไม่โปร่งใสและมีผลประโยชน์แอบแฝง 

ที่น่าสนใจคือหนังไม่ได้มีรูปแบบตามที่หลายคนเข้าใจเกี่ยวกับสารคดี (เช่น ต้องมีความเป็นกลาง) แต่หนังเรื่องนี้มีการโน้มน้าวอารมณ์อย่างเต็มที่ และมีทัศนคติทางการเมืองในทิศทางที่ชัดเจน อีกทั้งยังแสดงให้เห็นถึงความโกรธเคืองของคนทำหนังอย่างเต็มที่ด้วย จากการที่รัฐบาลปล่อยให้ประชาชนต้องเผชิญกับความสูญเสีย

ยังมีหนังสารคดีที่พูดถึงผลพวงที่เกิดขึ้นหลัง 9/11 ด้วย เช่น Taxi to the Dark Side (2007) กับ Standard Operating Procedure (2008) ที่พูดถึงการทรมานและล่วงละเมิดนักโทษการเมืองและคดีก่อการร้ายในเรือนจำอาบูการีบ 



ในปัจจุบัน มีสารคดีเกี่ยวกับ 9/11 ให้ชมมากมาย เช่น ซีรีส์ 9/11: Inside the President's War Room (2021) ใน Apple TV ซึ่งเป็นสารคดีที่เล่าถึงการทำงานของผู้บริหารประเทศในช่วง 9/11 และซีรีส์ Turning Point: 9/11 and the War on Terror (2021) ทาง Netflix ซึ่งเป็นสารคดีที่ประมวลเหตุการณ์ 9/11 อย่างรอบด้าน นับตั้งแต่สาเหตุ รายละเอียดเหตุการณ์ จนถึงผลกระทบหลังจากนั้น ด้วยความที่เหตุการณ์ดังกล่าวผ่านมานานพอสมควรและมีการเปิดเผยข้อมูลจากภาครัฐและฝ่ายต่างๆ มากขึ้น จนทำให้ผู้สร้างหนังและซีรีส์สารคดีเกี่ยวกับเรื่องนี้สามารถย้อนกลับไปมองเหตุการณ์ดังกล่าวได้อย่างละเอียดถี่ถ้วนขึ้นกว่าเดิม

ถึงแม้เหตุวินาศกรรม 9/11 จะผ่านไปแล้ว 20 ปี จนคนรุ่นใหม่หลายคนอาจไม่ได้มีโอกาสรับรู้ข้อมูลที่แน่ชัดของเหตุการณ์นี้ หรือถึงขั้นมองว่าเป็นเหตุการณ์ที่ห่างไกลจากตัวเอง บวกกับเหตุการณ์หลังจากนั้นที่เต็มไปด้วยความชุลมุนเสียจนผู้คนอาจหลงลืมไปว่า สงครามและความวุ่นวายต่างๆ นั้น ล้วนมีจุดเริ่มต้นมาจากเหตุการณ์นี้ 

แต่ถึงอย่างนั้น ผลกระทบของ 9/11 ที่มีต่อฮอลลีวูดและสื่อต่างๆ ก็ยังคงอยู่มาจนถึงตอนนี้ ไม่ว่าจะเป็นวาทกรรมเรื่องความรักชาติ, การก่อการร้าย, อิสรภาพ, ความมั่นคง, ฯลฯ และถือเป็น ‘รอยตำหนิ’ ที่ไม่อาจถูกลบเลือนออกไปได้ง่ายๆ 

อ้างอิง: Vox, The Conversation, The Guardian, The Culture Trip, Researchgate.net


Share article
  • Line
  • link
creator
Author
บดินทร์ เทพรัตน์
นักเขียน, นักจัดกิจกรรม, นักธุรกิจ, นักศึกษาปริญญาโท และนักดูหนัง (ในโรง)

Follow