Humberger Menu

‘ไวรัสนิปาห์’ อัตราการเสียชีวิตสูงกว่าโควิด ยังไม่มีวัคซีนและยารักษา

คุณสามารถอ่านได้อีก

3

บทความ

Register

or

Login

creator
ตรีนุช อิงคุทานนท์
LineCopy

LATEST

+
เมื่อที่ดินทหารขวาง (การพัฒนา) เมือง สู่จินตนาการถึงอำนาจประชาชนที่เหนือกองทัพ


สถานการณ์โควิด-19 ในอินเดียยังคงอยู่ในขั้นวิกฤติ ภาวะดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในอินเดีย แต่ยังคงเกิดกับอีกหลายพื้นที่โดยเฉพาะประเทศรายได้ปานกลางไปจนถึงรายได้น้อย ที่ยังไม่สามารถกระจายวัคซีนได้ครอบคลุมจนสามารถสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ได้ จำนวนผู้ติดเชื้อจึงยังคงสูงติดต่อกันแทบทุกวัน 

การรับมือของกระทรวงสาธารณสุขในประเทศเหล่านั้น โดยเฉพาะอินเดียกำลังอยู่ในขั้นตึงเครียดสูงสุด บุคลากรการแพทย์ต่างต้องรับมือกับผู้ป่วยจำนวนมาก เห็นได้จากที่ทั้งคน เตียง ยา หรือออกซิเจน ไม่เพียงพอ แต่เหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัด ดูเหมือนว่าอินเดียกำลังต้องเผชิญกับปัญหาใหม่ ในขณะที่ยังไม่สามารถจัดการกับปัญหาเก่าได้ เมื่อเจ้าหน้าที่สาธารณสุขพบผู้ติดเชื้อไวรัสนิปาห์ โรคติดต่ออันตรายที่มีอัตราการเสียชีวิตสูงกว่าโควิด-19 หลายเท่าตัว 


จุดเริ่มต้นของไวรัสนิปาห์

เว็บไซต์กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ระบุถึง เชื้อไวรัสนิปาห์ (Nipah virus) เอาไว้ว่า เป็นเชื้อไวรัสชนิด RNA ที่เป็นสาเหตุของโรคไข้สมองอักเสบ เคยระบาดหนักในประเทศมาเลเซียช่วงเดือนตุลาคม ค.ศ. 1998 จนถึงเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1999 พบครั้งแรกในหมู่บ้านสุไหงนิปาห์ จึงตั้งชื่อตามชุมชนที่พบเชื้อ การระบาดครั้งดังกล่าวส่งผลให้มีผู้ป่วย 265 ราย และเสียชีวิต 105 ราย นับเป็นเกือบครึ่งของจำนวนผู้ติดเชื้อ 

นอกจากการระบาดในมาเลเซีย สิงคโปร์ก็เคยเผชิญกับการระบาดนี้เช่นกัน ข้อมูลจาก พญ.วรรษมน จันทรเบญจกุล คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ระบุว่า ในปี 1999 สิงคโปร์มีผู้ป่วยจากไวรัสนิปาห์ 11 ราย และมีผู้เสียชีวิต 1 ราย ติดเชื้อจากการสัมผัสกับสุกรนำเข้าจากมาเลเซีย 

ต่อมาในปี 2001 พบการระบาดของนิปาห์อีกครั้งที่เมืองสิริกุรี รัฐเบงกอลตะวันตก ประเทศอินเดีย มีผู้ป่วย 66 ราย และเสียชีวิต 45 ราย เกินครึ่งของผู้ติดเชื้อ ก่อนการระบาดในอินเดียจะกระจายไปยังบังกลาเทศ 

ตั้งแต่ปี 2001 จนถึงปี 2012 บังกลาเทศพบผู้ติดเชื้อรวม 214 ราย เสียชีวิต 166 ราย การกระจายตัวของนิปาห์ในอินเดียและบังกลาเทศ ไม่มีเกิดขึ้นจากสุกรเหมือนที่เกิดในมาเลเซียและสิงคโปร์ แต่เกิดจากการติดเชื้อเพราะกินน้ำจากผลอินทผลัมที่ปนเปื้อนน้ำลายของค้างคาวผลไม้ ในช่วงเวลานี้เชื้อได้พัฒนากลายเป็นการติดต่อจากคนสู่คน 

ในปี 2021 มีรายงานเกี่ยวกับไวรัสนิปาห์อีกครั้งในหลายเมืองของอินเดีย ทั้ง เมืองโคชิโคด (Kozhikode) เมืองมาลัมปุรัม (Malapuram) เมืองวายานาท (Wayanda) และ เมืองแคนเนอร์ (Kannur) ทั้งหมดอยู่ในรัฐเกรละ ทางตอนใต้ของอินเดีย มีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 15 ราย 

ข้อมูลจาก สถาบันวิทยาศาสตร์ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ไวรัสนิปาห์เป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่สัตว์ ก่อนพัฒนาเป็นสัตว์สู่คน และคนสู่คน ติดกันได้โดยการสัมผัสสารคัดหลั่ง เช่น น้ำลาย ปัสสาวะ อุจจาระ ของสัตว์หรือคนที่ติดเชื้อ แรกเริ่มมีสุกรเป็นแหล่งเพาะโรค และมีค้างคาวเป็นแหล่งรังโรค 

ข้อมูลเกี่ยวกับไวรัสนิปาห์มีมากพอสมควร ทั้งจากเอกสารทางวิชาการ หนังสือ และรายงานข่าวต่างประเทศ เนื่องจากไม่ใช่ไวรัสที่โลกเพิ่งพบเจอเหมือนอย่างโควิด-19 

เว็บไซต์กรมควบคุมโรคระบุถึงอาการป่วยไว้ว่า เชื้อจะฟักตัวประมาณ 1-2 สัปดาห์ ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีอาการเหมือนโรคไข้สมองอักเสบ คือ ไข้ขึ้นสูง ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ บางรายมีปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ เป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ประมาณ 3-14 วัน ก่อนจะเริ่มเซื่องซึม สับสน มีอาการชัก และเสียชีวิต 

จากการพบผู้ติดเชื้อนิปาห์ครั้งแรกจนถึงตอนนี้ โลกของเรายังไม่มียารักษา ยังไม่มีวัคซีนป้องกันที่มีประสิทธิภาพชัดเจน ยังคงต้องรักษาตามอาการด้วยการใช้ยาต้านไวรัส ไรบาวิริน (Ribavirin) ที่จะช่วยลดความรุนแรงของโรค

เชื้อไวรัสนิปาห์มักอยู่ในเนื้อสัตว์และผลไม้ปนเปื้อน ผู้ที่จำเป็นต้องสัมผัสกับสัตว์ ผลไม้ หรือผู้ติดเชื้อ สามารถป้องกันการติดเชื้อได้ง่ายๆ ด้วยสบู่ ผงซักฟอก ยาฆ่าเชื้อทั่วไป และห้ามรับประทานเนื้อสัตว์ดิบ เนื้อสุกๆ ดิบๆ หรืออะไรก็ตามที่มีการปนเปื้อน

ในประเทศไทย ไวรัสนิปาห์ถูกจัดอยู่ในหมวดโรคติดต่ออันตราย ตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 เมื่อพบผู้ป่วยที่ได้รับการยืนยันแล้ว ต้องรายงานภายใน 3 ชั่วโมง


นิปาห์กำลังระบาดในอินเดียอีกครั้ง 

วันที่ 9 กันยายน 2021 ไทยรัฐออนไลน์ รายงานข่าวการระบาดของไวรัสนิปาห์ในอินเดีย ที่ทำให้ทั้งโลกต้องจับตามองไวรัสชนิดนี้มากกว่าเก่า เมื่อมีเด็กชายวัย 12 ปี ในรัฐเกรละ ป่วยไข้ขึ้นสูงจนน่าเป็นห่วง แพทย์เจ้าของไข้สันนิษฐานเบื้องต้นว่า อาจติดเชื้อไวรัสที่ทำให้เป็นโรคไข้สมองอักเสบ จึงส่งตัวอย่างเลือดไปตรวจสอบที่สถาบันไวรัสวิทยาแห่งชาติ ก่อนผลตรวจจะยืนยันว่าเด็กชายคนดังกล่าวติดเชื้อนิปาห์ ยังไม่ทันได้สืบสาวราวเรื่องต่อ ผู้ป่วยได้เสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 5 กันยายนที่ผ่านมา

ไวรัสนิปาห์ปรากฏขึ้นในอินเดียอีกครั้ง ขณะที่โควิด-19 ยังคงระบาดหนักไปทั่วประเทศ นอกจากนี้ยังมีรายงานระบุว่า ช่วงที่เด็กชายคนดังกล่าวติดเชื้อ มีผู้สัมผัสพบเจอเขามากถึง 188 ราย ในจำนวนนี้มีถูกจัดอยู่ในผู้สัมผัสเสี่ยงสูง 20 ราย ส่วนใหญ่เป็นสมาชิกในครอบครัวของผู้ป่วย ทำให้กระทรวงสาธารณสุขที่ดูแลรัฐเกรละ ยกระดับการควบคุมการระบาดของไวรัสนิปาห์ สั่งใช้มาตรการกักตัวผู้สัมผัสเสี่ยงสูงทันทีเพื่อเฝ้าดูอาการ

ในตอนนี้พบผู้ป่วยที่แสดงอาการเข้าข่ายว่าติดเชื้อแล้วกว่า 11 คน โดยบุคลากรทางการแพทย์ 2 คน ที่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยอายุ 12 ปี มีอาการคล้ายกับติดเชื้อไวรัสนิปาห์ ทั้งหมดจะถูกเจาะเลือดเพื่อส่งไปตรวจสอบว่ามีใครติดเชื้อแล้วหรือไม่

นับเป็นครั้งที่สองในรอบกว่า 2 ปี ที่พบการระบาดของเชื้อไวรัสนิปาห์ในรัฐเกรละ ที่ขณะนี้เป็นพื้นที่ที่เผชิญกับการระบาดของโควิด-19 รุนแรงที่สุดในอินเดีย วัดจากจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่ของรัฐที่มีมากถึง 42,000 ราย คิดเป็น 68 เปอร์เซ็นต์ ของจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ทั้งหมดในอินเดีย 


เมื่อเทียบ ‘นิปาห์’ กับ ‘โควิด-19’ 

หากนำข้อมูลของนิปาห์และโควิด-19 ที่อยู่ในฐานข้อมูลขององค์การอนามัยโลก (WHO) มาเทียบกัน จะพบว่าอัตราการเสียชีวิตของผู้ติดเชื้อโควิด-19 อยู่ในระดับต่ำกว่านิปาห์มากพอสมควร

นิปาห์เป็นเชื้อไวรัสที่อันตรายกว่าโควิด-19 ทุกสายพันธุ์ที่กำลังระบาดในเวลานี้ เนื่องจากผู้ติดเชื้อมีความเสี่ยงเกิดอาการโคม่าภายใน 24-48 ชั่วโมง และมีอัตราการเสียชีวิตอยู่ที่ 40 ถึง 75 เปอร์เซ็นต์

ส่วนอัตราผู้เสียชีวิตจากการติดเชื้อโควิด-19 จะถูกแบ่งเป็นสองช่วง เนื่องจากตัวเลขลดลงอย่างมาก ในช่วงแรกของการระบาด โดยเฉพาะในประเทศจีน อัตราผู้เสียชีวิตจะอยู่ที่ 17 เปอร์เซ็นต์ ผ่านมาราว 2 ปี อัตราการเสียชีวิตจากโควิด-19 ในปัจจุบันอยู่ที่ 1.7 เปอร์เซ็นต์

ไม่ว่าจะเป็นนิปาห์หรือโควิด-19 อัตราตัวเลขผู้เสียชีวิตจะผันแปรตามปัจจัยอื่นๆ ประกอบด้วย ตัวผู้ป่วยที่มีปัจจัยเกี่ยวกับโรคประจำตัว อายุ พื้นที่ที่ผู้ติดเชื้ออาศัยอยู่ เทคโนโลยีทางการแพทย์ และความพร้อมกับความสามารถของกระทรวงสาธารณสุขที่พบผู้ติดเชื้อ 

องค์การอนามัยโลกคาดการณ์ว่า ไวรัสนิปาห์จะแพร่กระจายเชื้อได้ยากกว่าโควิด-19 เนื่องจากนิปาห์จะคร่าชีวิตผู้ติดเชื้ออย่างรวดเร็ว ส่งผลให้มีเวลาน้อยมากที่เชื้อจะเพาะตัวและระบาดไปยังคนอื่น แต่ถึงอย่างนั้น อาการป่วยรุนแรงเมื่อติดเชื้อ การไม่มีวัคซีนหรือยารักษา ทำให้กระทรวงสาธารณสุขหลายพื้นที่ เริ่มเตรียมรับมือและป้องกันการระบาดของไวรัสนิปาห์แล้ว



อ้างอิง

กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข

สถาบันวิทยาศาสตร์ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์

สมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย

ctvnews.ca

straitstimes.com


Share article
  • Line
  • link
creator
Author
ตรีนุช อิงคุทานนท์
กองบรรณาธิการสายสังคม-การเมือง ไทยรัฐพลัส ผู้สนใจใน 'คนเท่ากัน เฟมินิสต์ และสิทธิของผู้หลากหลายทางเพศ'

Follow