Humberger Menu

ดูอะไรกันดีใน Disney+ Hotstar จากซีรีส์บ้าพลัง ถึงหนังหว่องกาไว

คุณสามารถอ่านได้อีก

5

บทความ

Register

or

Login

creator
บดินทร์ เทพรัตน์
LineCopy

LATEST

+
West Side Story : เมื่อหนังเพลงคลาสสิกที่กำลังหวนคืนจอ ...เคยเปิดตัวเป็นละครเวทีสุดแป้กมาก่อน!
Summary
  • แม้สตรีมมิง Disney+ Hotstar เปิดบริการในไทยมาได้ระยะหนึ่งแล้ว แต่ยังมีคอนเทนต์อีกมากที่แม้จะไม่ได้รับการโปรโมตเทียบเท่ากับคอนเทนต์ของค่ายดิสนีย์ แต่ก็มีความน่าสนใจและคุ้มค่าที่จะเปิดดู ทั้งกลุ่มหนังเอเชียที่มีการบอกเล่าเรื่องราวอันแสนงดงามจากผู้กำกับระดับโลก, กลุ่มหนังสารคดีที่พาเราไปรู้จัก ‘โลก’ อันน่าสนใจใบอื่นๆ และกลุ่มซีรีส์สั้นบ้างยาวบ้าง ที่มีรสชาติหลากหลาย ทั้งสุข เศร้า เหงา ตลก


สตรีมมิง Disney+ Hotstar เปิดบริการในไทยมาได้ระยะหนึ่งแล้ว โดยได้รับกระแสตอบรับเป็นอย่างดี ซึ่งคอนเทนต์ที่ผู้ชมหลายคนเฝ้ารอเป็นอันดับต้นๆ ก็คือหนังแอนิเมชันจากดิสนีย์เอง ทั้งรุ่นคลาสสิกและรุ่นใหม่, หนัง/ซีรีส์จากจักรวาล Star Wars กับ Marvel รวมถึงหนังฮอลลีวูดจากค่าย 20th Century Fox และค่ายชื่อดังอื่นๆ

แต่นอกเหนือจากนั้น ยังมีคอนเทนต์อีกมากที่แม้จะไม่ได้รับการโปรโมตเทียบเท่ากัน แต่ก็มีความน่าสนใจและคุ้มค่าที่จะเปิดดู ซึ่งเราได้รวบรวมตัวอย่างมาให้เปิดหูเปิดตากัน


Happy Together

หนังเอเชีย : ดราม่า ความรัก เรื่องเล่าย้อนวัย

ใน Disney+ Hotstar มีหนังเอเชียเข้าฉายหลายเรื่อง (ส่วนใหญ่เป็นหนังของค่ายสหมงคลฟิล์ม) โดยหนังที่หลายคนรู้จักกันดีก็มีตั้งแต่หนังบล็อกบัสเตอร์ยุคใหม่อย่าง Seo Bok, Shin Godzilla, Train to Busan, Along with the Gods; หนังบล็อกบัสเตอร์ยุคเก่าอย่าง The Storm Riders, Infernal Affairs; ไปจนถึงหนังดราม่าสุดประทับใจอย่าง Kim Ji-young: Born 1982, Tomorrow I Will Date With Yesterday's You, Let Me Eat Your Pancreas เป็นต้น ซึ่งนอกเหนือจากนั้นยังมีหนังคุณภาพที่เราอยากแนะนำอีกดังนี้


In the Mood for Love

 

กลุ่มแรกคือหนังของผู้กำกับออเตอร์ (Auteur) หรือผู้กำกับที่มีสไตล์ของตัวเองชัดเจน - คนแรกคือผู้กำกับฮ่องกงที่โด่งดังในระดับโลกอย่าง หว่องกาไว ซึ่งมีหนังเข้าฉายถึง 2 เรื่อง ได้แก่ Happy Together (1997) หนังดราม่าที่เล่าเรื่องราวของคู่รักชาย-ชายจากฮ่องกง ที่ต้องมาระหองระแหงกันระหว่างการเดินทางอยู่ในอาร์เจนตินา และ In the Mood for Love (2000) เรื่องราวความรักต้องห้ามระหว่างชายหญิงผู้แต่งงานแล้วในฮ่องกงยุค 60 โดยทั้งสองเรื่องนี้ถือเป็นหนังที่โด่งดังและได้รับเสียงชื่นชมมากที่สุดเป็นอันดับต้นๆ ของเขา อีกทั้งยังแสดงให้เห็นถึง ‘ลายเซ็น’ ได้อย่างชัดเจน เช่น งานภาพที่สวยงามมีสไตล์ หรือบรรยากาศแสนเหงาและร้าวราน ซึ่งเป็นที่มาของสำนวน “กระทำความหว่อง” ที่คอหนังบ้านเรานิยมใช้กัน


Like Father, Like Son

After the Storm 

 

ผู้กำกับที่โด่งดังในระดับโลกอีกคนที่มีหนังใน Disney+ Hotstar คือ ฮิโรคาสุ โคริเอดะ คนทำหนังญี่ปุ่นเจ้าของรางวัลปาล์มทองคำจากเทศกาลหนังเมืองคานส์ โดยเรื่องแรกคือ Like Father, Like Son (2013) ที่ว่าด้วยเรื่องราวหลังจากที่ลูกชายของสองครอบครัวได้สลับตัวกันตอนแรกเกิด ซึ่งแม้พวกเขาจะรู้ความจริงในอีกหลายปีถัดมา และได้พยายามจัดการปัญหานี้ร่วมกัน แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะมันเกี่ยวกับความรู้สึกผูกพันของคนในครอบครัว ส่วนเรื่องที่สองคือ After the Storm (2016) ที่เล่าถึงอดีตนักเขียนอัจฉริยะที่มีชีวิตตกอับในวัยกลางคนและพยายามจัดการกับความยุ่งเหยิงภายในครอบครัวตัวเอง -- หนังทั้ง 2 เรื่องนี้แสดงให้เห็นถึงเอกลักษณ์ของผู้กำกับ โดยเฉพาะวิธีการถ่ายทอดเรื่องเล่าที่เรียบนิ่ง สมจริง และลึกซึ้ง ซึ่งผนวกเข้ากับประเด็นความไม่สมบูรณ์แบบของครอบครัวที่สมาชิกแต่ละคนต่างก็พยายามหาทางประคับประคองเพื่อก้าวต่อไปข้างหน้า


You Are the Apple of My Eye

 
หนังกลุ่มต่อมาได้แก่หนังไต้หวันคุณภาพ ซึ่งเรื่องที่โดดเด่นก็คือ You Are the Apple of My Eye (2011) หนังรักโรแมนติกวัยรุ่นที่จับจ้องไปยังความสัมพันธ์อันไม่ราบรื่นของคู่รักผู้เต็มไปด้วยความแตกต่างตั้งแต่ตอนเรียนมัธยมและยังคงเป็นเช่นนั้นต่อเนื่องไปอีกหลายปี มันเป็นหนังที่ทำเงินถล่มทลายในไต้หวัน รวมถึงสามารถสร้างกระแสฟีเวอร์ได้ในหลายประเทศ (ในไทย หนังไม่เคยเข้าฉายในโรงอย่างเป็นทางการ แต่ก็มีหลายคนรู้จักดี) และส่งอิทธิพลต่อหนังวัยรุ่นยุคนั้นอีกมาก โดยจุดเด่นของหนังอยู่ที่การผสมผสานกันอย่างลงตัวระหว่างแง่มุมโรแมนติก มุกตลก และบรรยากาศย้อนวัยที่ชวนให้ผู้ชมหวนรำลึกถึงความทรงจำในช่วงมัธยม


Nina Wu

 

นอกจากนั้น ยังมีหนังที่ได้รางวัลจากเวทีม้าทองคำอีก 3 เรื่อง ได้แก่ Nina Wu (2019) หนังดราม่าจิตวิทยาแฝงประเด็นเฟมินิสต์ (ซึ่งคล้ายคลึงกับหนังอย่าง Black Swan) เรื่องราวของหญิงสาวตัวประกอบที่มีโอกาสรับบทนำในหนังเรื่องหนึ่ง แต่โอกาสดังกล่าวกลับกลายเป็นฝันร้ายเมื่อเธอได้รับแรงกดดันสารพัดจากผู้กำกับ รวมถึงถูกล่วงละเมิดสารพัดจากความเป็นเพศหญิง มันเป็นหนังที่สะท้อนถึงสถานการณ์ในยุค #MeToo ที่บรรดานักแสดงสาวออกมาเรียกร้องความยุติธรรมจากผู้ชายในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังสร้างบรรยากาศหลอกหลอนกดดันได้อย่างน่าจดจำ ซึ่งถือเป็นก้าวที่แตกต่างของผู้กำกับ มิดิ ซี (The Road to Mandalay) ที่ผลงานเรื่องก่อนๆ ของเขามักเป็นหนังแนวเรียบนิ่งสมจริง


The Bold, The Corrupt, and the Beautiful

 

The Bold, The Corrupt, and the Beautiful (2017) หนังแนวลึกลับ/อาชญากรรมที่เล่าเรื่องของคุณนายหัวหน้าครอบครัวที่พยายามรักษาผลประโยชน์จากธุรกิจค้าของเก่า เมื่อครอบครัวมิตรสหายใกล้ชิดของเธอถูกฆาตกรรม ส่งผลให้การคอร์รัปชัน เกมแย่งชิงอำนาจ และความลับอันดำมืดที่เคยซ่อนอยู่ใต้พรม ได้ปรากฏขึ้นมาอย่างชัดเจน นี่คือหนังสะท้อนสังคมที่คอหนังไม่ควรพลาด


The Silent Forest

 

และ The Silent Forest (2020) หนังแนวทริลเลอร์จิตวิทยาที่กะเทาะปัญหาสังคม สร้างจากเหตุการณ์จริงสุดอื้อฉาวอย่างการล่วงละเมิดทางเพศในโรงเรียนคนหูหนวก โดยหนังเล่าเรื่องราวของเด็กใหม่ในโรงเรียนสอนคนหูหนวกที่พบว่าภายในโรงเรียนนั้นมีวัฒนธรรมความรุนแรงและการล่วงละเมิดทางเพศแอบแฝงอยู่ ตัวเอกได้ต่อสู้กับเรื่องดังกล่าว และพยายามบอกให้คนนอกได้รู้ หนังรักษาบรรยากาศตึงเครียดกดดัน รวมถึงสะท้อนประเด็นความรุนแรงในโรงเรียนออกมาได้เป็นอย่างดี


Youth

 

หนังกลุ่มต่อมาได้แก่หนังจีนแผ่นดินใหญ่สะท้อนประวัติศาสตร์ ซึ่งมีหนังสองเรื่องที่น่าสนใจดังนี้ เรื่องแรกคือ Youth (2017) ของผู้กำกับ เฝิงเสี่ยวกัง (I Am Not Madame Bovary, Aftershock) ที่พูดถึงหนุ่มสาวในกลุ่มนาฏศิลป์ของกองทัพของจีนยุค 70 เมื่อประธาน เหมาเจ๋อตุง เสียชีวิตและยุคปฏิวัติวัฒนธรรมได้สิ้นสุดลง ชีวิตของพวกเขาก็ได้ผันผวนไปตามความเปลี่ยนแปลงของบ้านเมือง ความโดดเด่นของหนังอยู่ที่การถ่ายทอดให้เห็นถึงประวัติศาสตร์ของคนตัวเล็กตัวน้อยที่ซ้อนทับไปกับชะตากรรมของประเทศ


The Golden Era

 

ส่วนหนังเรื่องที่สองคือ The Golden Era (2014) ของผู้กำกับ แอนน์ ฮุย (A Simple Life) ที่สร้างจากชีวิตจริงของ เซียวหง นักเขียนหญิงหัวก้าวหน้าซึ่งมีผลงานโดดเด่นในยุค 1930 เธอมีความฝันในการมีชีวิตอย่างสงบเพื่อเขียนวรรณกรรมชิ้นเอก แต่ชีวิตของเธอก็พลิกผันไปอย่างไม่คาดคิด ทั้งจากการกระทำของคนรักและความเปลี่ยนแปลงในบ้านเมือง นับตั้งแต่สงครามจีนกับญี่ปุ่น ไปจนถึงการเคลื่อนไหวของพรรคคอมมิวนิสต์จีน หนังแสดงให้เห็นภาพของหนึ่งในนักเขียนคนสำคัญที่สุดของจีนในศตวรรษที่ 20 ได้อย่างน่าสนใจ โดยสอดแทรกประเด็นเรื่องเฟมินิสต์และประวัติศาสตร์ลงไปได้อย่างลงตัว


Free Solo

 

หนังสารคดี : ผู้คน สังคม และโลกใบอื่น

อีกหนึ่งคอนเทนต์ที่โดดเด่นใน Disney+ Hotstar ก็คือสารคดีจาก National Geographic (ซึ่งดิสนีย์ได้ลิขสิทธิ์มาจากการซื้อคอนเทนต์ทั้งหมดของค่ายฟ็อกซ์) ซึ่งภาพจำที่หลายคนมีสำหรับคอนเทนต์ประเภทนี้คือ สารคดีสัตว์ป่าที่ฉายทางทีวี แต่ที่จริงแล้วยังมีหนังสารคดีอื่นๆ ที่หลากหลายและดูสนุกน่าติดตามไม่แพ้หนังฟิกชั่น ซึ่งเราขอแนะนำหนังสารคดีที่ได้รับเสียงชื่นชม และได้รับรางวัลจากเวทีต่างๆ 3 เรื่องดังนี้

Free Solo (2018) ที่คว้ารางวัลออสการ์หนังสารคดียอดเยี่ยมมาครองได้ โดยผู้จัดจำหน่ายในบ้านเราอย่าง Documentary Club เคยเอาหนังเรื่องนี้เข้าฉายโรงมาแล้ว หนังเล่าเรื่องราวของ อเล็กซ์ ฮอนโนลด์ แชมป์นักไต่เขาด้วยมือเปล่ากับความพยายามในการทำภารกิจปีนหน้าผาเอลแคพิตันในอุทยานโยเซมิตี้ ซึ่งถือเป็นภารกิจที่โหดหินเสี่ยงตาย ซึ่งไม่เคยมีใครทำได้มาก่อน โดยนอกเหนือจากการถ่ายทอดภารกิจดังกล่าวแบบเกาะติดจนผู้ชมหลายคนต้องลุ้นระทึกแทบหยุดหายใจระหว่างรับชมแล้ว จุดเด่นของหนังเรื่องนี้ยังอยู่ที่การถ่ายทอดเบื้องหลังภารกิจดังกล่าวที่ฮอนโนลด์ต้องฝึกซ้อม วางแผน และเตรียมตัวอย่างรัดกุมเข้มข้น หนังแสดงให้เห็นถึงแรงผลักดันที่ทำให้เขากล้ากระทำการท้าความตาย อีกทั้งยังแสดงให้เห็นถึงผู้คนรอบตัวเขาที่เป็นแรงผลักดันให้ด้วย นั่นทำให้ Free Solo กลายเป็นสารคดีที่เข้าถึงง่าย ดูสนุก และสร้างแรงบันดาลใจได้มากมาย แม้แต่กับผู้ชมที่ไม่สนใจเรื่องการปีนเขาเลย


Jane

 

Jane (2017) ที่ถ่ายทอดชีวิตของ เจน กูลดัล หญิงชาวอังกฤษผู้อุทิศตัวเองให้กับการศึกษาชิมแปนซีในแอฟริกามาตั้งแต่ยุค 60 ซึ่งเธอถือเป็นผู้บุกเบิกในสิ่งที่แทบจะไม่มีใครเคยศึกษามาก่อน ผลงานของเธอส่งผลกระทบสำคัญต่อการศึกษาเรื่องสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม และพลิกมุมมองที่ผู้คนมีต่อธรรมชาติเสียใหม่ เธอเป็นไอคอนคนสำคัญทั้งในฐานะนักวิชาการหญิงที่โดดเด่นในแวดวงที่มักถูกยึดครองโดยเพศชาย เป็นผู้ขับเคลื่อนขบวนการอนุรักษ์สัตว์ และเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้คนมากมาย จุดเด่นของหนังเรื่องนี้อยู่ที่การสำรวจชีวิตของเธออย่างรอบด้านตลอดเวลาเกือบ 60 ปี โดยหนังเต็มไปด้วยฟุตเทจที่สวยงามและหาดูยาก


The Cave

 

และ The Cave (2019) ที่มีฉากหลังอยู่ในสงครามกลางเมืองซีเรีย โดยซับเจกต์หลักของหนังคือ ‘ถ้ำ’ หรือโรงพยาบาลลับซึ่งก่อตั้งโดย อาร์มานี บาร์ลัวร์ และแพทย์หญิงคนอื่นๆ พวกเธอได้ท้าทายสังคมปิตาธิปไตยและความรุนแรงจากสงครามผ่านการเสี่ยงชีวิตเพื่อรักษาผู้บาดเจ็บมากมาย จนกระทั่งโรงพยาบาลแห่งนี้ได้กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความหวังของชาวซีเรีย ผู้สร้างหนังเรื่องนี้ให้สัมภาษณ์ว่า เขาต้องการนำผู้ชมไปอยู่ในสถานการณ์ที่น่ากระอักกระอ่วนเพื่อร่วมรับรู้ถึงความเป็นจริงอันโหดร้ายในโลกใบนี้ โดยหนังเต็มไปด้วยฟุตเทจมากมายที่ทั้งน่าตื่นเต้นและน่าเศร้า อีกทั้งยังโยนคำถาม (ซึ่งยากจะหาคำตอบ) ให้ผู้ชมกลับไปคิดอีกหลายอย่าง


Folklore: The Long Pond Studio Sessions

 

นอกจากนี้ ยังมีสารคดีอีกกลุ่มที่น่าสนใจ นั่นคือกลุ่มสารคดีนักดนตรี ซึ่งเราขอแนะนำ 2 เรื่อง คือ

เรื่องแรกคือ Folklore: The Long Pond Studio Sessions (2020) ที่ถ่ายทอดเบื้องหลังการทำงานของนักร้อง/นักแต่งเพลงชื่อดังแห่งยุค เทย์เลอร์ สวิฟต์ ในอัลบั้มชุดที่แปดอย่าง Folklore (เธอรับหน้าที่กำกับสารคดีเรื่องนี้เองด้วย) ซึ่งเป็นการทำงานในสตูดิโอบันทึกเสียงที่แยกตัวอยู่ท่ามกลางป่าในช่วงที่กำลังมีการล็อกดาวน์เนื่องจากโรคระบาด จุดเด่นของสารคดีเรื่องนี้คือการที่เธอแสดงสดบทเพลงต่างๆ ในอัลบั้มนี้อย่างจุใจ และการได้เห็นถึงกระบวนการสร้างสรรค์ผลงานของเธอกับทีมงานอย่างใกล้ชิด


Disney My Music Story: Yoshiki

 

และเรื่องที่สองคือ Disney My Music Story: Yoshiki (2019) สารคดีขนาดสั้นที่พาไปชมชีวิตและการทำงานของหัวหน้าวง X Japan อย่าง โยชิกิ ในปี 2019 ซึ่งเขาเดินทางไปกลับระหว่างอเมริกากับญี่ปุ่นหลายครั้ง หนังถ่ายทอดมุมมองของเขาที่มีต่อดนตรี รวมถึงการแสดงดนตรีของเขา ซึ่งหนึ่งในนั้นคือเพลงดิสนีย์อย่าง Can You Feel the Love Tonight และ Let It Go ซึ่งนอกจากตอนของโยชิกิ ก็ยังมี My Music Story ตอนที่ถ่ายทอดเรื่องราวของวง Perfume ที่น่าสนใจไม่แพ้กัน

แถมท้ายด้วยซีรีส์สารคดีที่ถ่ายทอดเบื้องหลังการทำงานของดิสนีย์ในส่วนต่างๆ อาทิ Disney Insider, Prop Culture, Inside Pixar, Marvel Studio Assembled, One Day at Disney รวมถึงหนังสารคดีอย่าง Be Water ที่เล่าเรื่องราวของ บรูซ ลี นักแสดงมาร์เชียลอาร์ตฮ่องกงที่โด่งดังระดับโลก และ Jiro Dreams of Sushi ที่พูดถึงเชฟซูชิชื่อดังและงานครัวของเขา


Devs

 

ซีรีส์ : วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ ปรัชญาชีวิต

Disney+ Hotstar มีซีรีส์ที่น่าสนใจหลายเรื่อง ซึ่งนอกจากซีรีส์ระดับขึ้นหิ้งอย่าง The Simpsons (มาครบทั้ง 704 ตอน!), The X-Files, Homeland, Lost, The Walking Dead, 24, Grey’s Anatomy, American Horror Story, How I Met Your Mother, Modern Family, Criminal Minds และซีรีส์มาแรงจาก Marvel/Star Wars อย่าง WandaVision, Loki, The Falcon and the Winter Soldier, The Mandalorian แล้ว ก็ยังมีซีรีส์ที่เราอยากแนะนำอีก 4 เรื่อง

Devs (2020, 8 ตอนจบ) : ซีรีส์แนวไซ-ไฟจากผู้เขียนบท/ผู้กำกับ อเล็กซ์ การ์แลนด์ (Ex Machina, Annihilation) เล่าถึงหญิงสาวที่เป็นวิศวกรซอฟต์แวร์ในบริษัทเทคโนโลยีชื่อดัง และพบว่าแฟนของเธอ-ซึ่งทำงานในบริษัทเดียวกันและได้เข้าร่วมโครงการทดลองลับของบริษัท-เกิดหายตัวไปอย่างลึกลับ เธอจึงพยายามสืบหาสาเหตุการหายตัวของแฟน รวมถึงสืบค้นว่าโครงการลับของบริษัทคืออะไร โดยนอกจากงานภาพ โปรดักชั่น และการสร้างบรรยากาศที่แปลกตาแล้ว ซีรีส์เรื่องนี้ก็ยังมีเนื้อหาเชิงปรัชญาเกี่ยวข้องกับการที่มนุษย์กล้าท้าทายพระเจ้า และการสำรวจว่าชะตากรรมมนุษย์นั้นถูกกำหนดไว้แล้วจากเบื้องบน หรือมนุษย์สามารถเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตตัวเองได้ ซึ่งก็ทำให้มันเป็นผลงานที่คอซีรีส์แนวไซ-ไฟท้าทายสมองไม่ควรพลาด


Mrs. America

 

Mrs. America (2020, 9 ตอนจบ) : ซีรีส์ดราม่าย้อนยุคที่บอกเล่าเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์อย่างการเคลื่อนไหวเพื่อขับเคลื่อนรัฐธรรมนูญเรื่องสิทธิความเสมอภาค (Equal Rights Amendment) ในยุค 70 ซึ่งถูกโต้กลับโดยแอ็กติวิสต์หัวอนุรักษนิยมอย่าง ฟิลลิส ชลาฟลาย โดยถ่ายทอดผ่านมุมมองของเหล่าเฟมินิสต์คนสำคัญในยุคนั้น และสะท้อนให้เห็นถึงบรรยากาศการต่อสู้ทางการเมืองในยุคนั้น-ซึ่งมีความดุเดือดสูงและเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์การเมืองสหรัฐอเมริกาไปตลอดกาล-ได้อย่างครอบคลุมและเต็มไปด้วยรายละเอียด จุดเด่นของซีรีส์ยังรวมถึงเหล่าบรรดานักแสดงฝีมือเยี่ยมที่มารับบทในเรื่องด้วย ไม่ว่าจะเป็น เคต แบลนเชตต์, โรส เบิร์น, เอลิซาเบธ แบงค์, ซาราห์ พอลสัน หรือ อูโซ อาดูบา


It’s Always Sunny in Philadelphia

 

It’s Always Sunny in Philadelphia (2005 - ปัจจุบัน, 14 ซีซั่น) : เรื่องราวของคนสุดวายป่วง 5 คนที่จับมือกันเปิดผับไอริชในเมืองฟิลาเดลเฟีย ซึ่งกลายมาเป็นซีรีส์ซิตคอมสุดฮิตที่หลายคนคุ้นเคยจากภาพมีมต่างๆ โดยมีมุกตลกสุดเพี้ยนและการเสียดสียั่วล้อประเด็นทางสังคมในระดับ ‘ทะลุเพดาน’ ปราศจากฉากซึ้งๆ หรือบทเรียนชีวิต ปัจจุบัน ซีรีส์นี้ได้รับอนุมัติให้สร้างถึงซีซั่น 18 ทำให้มันสร้างสถิติเป็นซีรีส์ตลกแบบคนแสดงที่ออกอากาศทางทีวีได้ยาวนานที่สุด


Fresh Off the Boat

 

Fresh Off the Boat (2015 - 2020, 6 ซีซั่น) : ซิตคอมที่สร้างจากหนังสืออัตชีวประวัติขายดี โดยบอกเล่าเรื่องราวของครอบครัวไต้หวัน 6 ชีวิต (พ่อ, แม่, ย่า และลูก 3 คน) ในอเมริกา ที่ย้ายจากเมืองใหญ่อย่างวอชิงตันไปอยู่ออร์แลนโดในช่วงยุค 90 เพื่อให้หัวหน้าครอบครัวมาตามหาความฝันในการเปิดกิจการร้านอาหาร มันเป็นซิตคอมอเมริกันเรื่องแรกในรอบ 20 ปีที่มีตัวละครหลักทั้งหมดเป็นคนเอเชีย ทั้งยังสามารถถ่ายทอดชีวิตของผู้อพยพชาวเอเชียออกมาได้อย่างมีสีสัน สอดแทรกเรื่องความแตกต่างทางวัฒนธรรม การตามหาความฝัน การปรับตัวใหม่ และความพยายามรักษาความสัมพันธ์ในครอบครัวเอาไว้

ถือเป็นซิตคอมเรื่องสำคัญที่ช่วยสร้างความเข้าใจเรื่องวัฒนธรรมเอเชียในหมู่ชาวอเมริกัน และช่วยปูทางให้มีหนัง/ซีรีส์ที่มีตัวละครหลักเป็นเอเชียตามมาอีกหลายเรื่อง

Share article
  • Line
  • link
creator
Author
บดินทร์ เทพรัตน์
นักเขียน, นักจัดกิจกรรม, นักธุรกิจ, นักศึกษาปริญญาโท และนักดูหนัง (ในโรง)

Follow

RELATED

+