Humberger Menu

ถอดรหัสความสำเร็จของ Hamilton มิวสิคัลแห่งยุค ที่เป็นมากกว่า ‘ละครเพลง’

คุณสามารถอ่านได้อีก

5

บทความ

Register

or

Login

creator
The Showhopper
LineCopy

LATEST

+
Summary
  • Hamilton เปิดตัวครั้งแรกในปี 2015 และเป็นละครเพลงที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์การสร้างชาติของสหรัฐอเมริกา ซึ่งสามารถทำรายได้ไปแล้วกว่าหนึ่งพันล้านเหรียญสหรัฐ แถมยังมีโปรดักชั่นที่พร้อมจะถูกพัฒนาและนำไปเปิดแสดงได้ในอีกหลายประเทศทั่วโลก ทั้งที่เพิ่งเปิดแสดงมาได้เพียงแค่ 5 ปีเท่านั้น
  • โดยส่วนหนึ่งของความสำเร็จอันยิ่งใหญ่นี้ มาจากการที่มันเป็นละครเพลงที่ผสมผสานแนวเพลงทั้งเก่าและใหม่เอาไว้ได้อย่างลงตัว, มองประวัติศาสตร์ผ่านมุมมองใหม่ และสลายขนบเก่าผ่านการเล่าอดีตด้วยลีลายุคปัจจุบัน รวมถึงยังส่งต่ออุดมการณ์หัวก้าวหน้าไปสู่ผู้ชมทุกคนได้ในทุกแพลตฟอร์มด้วย


เมื่อพูดถึงคำว่า ‘มิวสิคัล’ เชื่อว่าละครเวทีเรื่องแรกๆ ที่หลายคนนึกถึง อาจเป็น The Phantom of the Opera, Les Misérables, Chicago หรือละครเพลงชื่อดังอีกหลายๆ เรื่อง แต่ทราบกันไหมว่า ในช่วงที่ผ่านมา มีละครที่น่าจับตามองอีกหนึ่งเรื่องที่กำลังสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ จนได้รับการขนานนามว่าเป็น ‘ละครเพลงยอดนิยม’ และประสบความสำเร็จในระดับโลกเช่นเดียวกัน -- ซึ่งละครเวทีเรื่องที่ว่านี้ก็ไม่ใช่อื่นใด แต่เป็น Hamilton: An American Musical นั่นเอง

Hamilton เปิดตัวครั้งแรกในปี 2015 และเป็นละครเพลงที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์การสร้างชาติของสหรัฐอเมริกา ซึ่งนำเสนอผ่านมุมมองของหนึ่งในผู้ก่อตั้งคนสำคัญอย่าง อเล็กแซนเดอร์ แฮมิลตัน ซึ่งแม้ว่าจะฟังดูเหมือนเป็นละครอิงประวัติศาสตร์ธรรมดาๆ แต่มันสามารถทำรายได้ไปแล้วกว่าหนึ่งพันล้านเหรียญสหรัฐ แถมยังมีโปรดักชั่นที่พร้อมจะถูกพัฒนาและนำไปเปิดแสดงได้ในอีกหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงการลงวิดีโอการแสดงแบบเต็มเรื่องให้ดูกันผ่านสตรีมมิงด้วย ทั้งที่เพิ่งเปิดแสดงมาได้เพียงแค่ 5 ปีเท่านั้น

แต่ในเมื่อละครเพลงเรื่องนี้ไม่ได้มีฉากที่ยิ่งใหญ่อลังการ ไม่ได้มาจากโปรดักชั่นดังที่ทุกคนต้องรู้จัก ทีมนักแสดงก็ไม่ได้มีชื่อเสียงจนผู้ชมต้องร้องอ๋อ แล้วทำไม Hamilton ถึงประสบความสำเร็จและได้รับสถานะให้เป็นมิวสิคัลเรื่องสำคัญที่สุดเรื่องหนึ่งของโลกในปัจจุบัน เราจะพาทุกท่านไปสำรวจเบื้องหลังความสำเร็จของพวกเขากัน



1) เป็นละครเพลงที่ผสมผสานแนวเพลงทั้งเก่าและใหม่เอาไว้ได้อย่างลงตัว

คนมักจะพูดกันว่า หนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้ Hamilton ประสบความสำเร็จ ก็คือการใช้ ‘เพลงแร็ป’ มาเป็นแนวเพลงหลักในการเล่าเรื่องประกอบมิวสิคัล ซึ่งน่าจะถูกต้องอยู่ส่วนหนึ่ง เพราะการนำเพลงแร็ปมาใช้ในละครเวทีเป็นเรื่องที่ค่อนข้างใหม่สำหรับวงการนี้ แต่แท้จริงแล้ว มันมีมูลเหตุที่ลึกซึ้งไปมากกว่านั้น 

ลิน-แมนูเอล มิแรนดา ผู้สร้าง ผู้ประพันธ์เพลง และนักแสดงนำของละครเรื่องนี้ ไม่ได้เลือกใช้เพลงแร็ปเพียงแค่มันกำลังฮิตติดตลาด แต่เพราะเขามองว่าชีวิตของแฮมิลตัน ผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนแรกของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นคนคิดค้นระบบธนาคารที่เราใช้กันมาจนถึงทุกวันนี้ และมีใบหน้าปรากฏอยู่บนธนบัตร 10 ดอลลาร์ด้วยนั้น มีเรื่องราวชีวิตที่ยากลำบากไม่ต่างจากแร็ปเปอร์ชื่อดังอย่าง Tupac, The Notorious B.I.G หรือ Eminem ที่ต่างต้องใช้ความสามารถและความเฉลียวฉลาด เพื่อถีบตัวเองให้มีฐานะที่ดีขึ้นจนเป็นที่ยอมรับในสังคม 

โดยในชีวิตจริง แฮมิลตันเป็นคนที่ช่างคิด ช่างเขียน สามารถอภิปรายไอเดียของตัวเองได้อย่างรวดเร็วและคมคาย ดังนั้น การใช้เพลงแร็ปเป็นแนวเพลงหลักในการเล่าเรื่องจึงเหมาะสมที่สุด ที่จะช่วยให้ผู้ชมได้เห็นถึงวิธีคิดและตัวตนของแฮมิลตันได้ชัดเจนและตรงประเด็นภายในเวลาอันรวดเร็ว

และแม้ว่า Hamilton จะไม่ใช่ละครเพลงเรื่องแรกที่นำเพลงแร็ปมาใช้ประกอบการแสดง (ก่อนหน้านี้มี In The Heights และ Bring in ‘da Noise, Bring in ‘da Funk ใช้มาก่อนแล้ว) แต่มิแรนดากลับนำแนวเพลงนี้มาผสานให้เข้ากับเพลงป๊อป, อาร์แอนด์บี, โซล หรือแม้กระทั่งเพลงมิวสิคัลแบบปกติ ให้แนบเนียนเป็นเนื้อเดียวกัน จนผู้ชมทุกเพศทุกวัยสามารถเข้าถึงเนื้อหาในแต่ละช่วงได้อย่างง่ายดาย 



2) มองประวัติศาสตร์ผ่านมุมมองใหม่ และสลายขนบเก่าผ่านการเล่าอดีตด้วยลีลายุคปัจจุบัน

อีกสิ่งหนึ่งที่ถือเป็นความสำเร็จของ Hamilton คือการบอกเล่าประวัติศาสตร์อเมริกา ให้สามารถเข้าถึงผู้ชมได้ทุกเชื้อชาติ เพราะนอกจากจะผสานแนวเพลงทั้งใหม่และเก่าให้เข้ากันได้อย่างไม่น่าเชื่อแล้ว ทีมผู้สร้างละครเพลงเรื่องนี้ที่ประกอบด้วยมิแรนดา, ผู้กำกับ โทมัส เคล, ผู้ออกแบบลีลา แอนดี แบลนเคนบิวเลอร์ และผู้เรียบเรียงดนตรี อเล็กซ์ แลคามอร์ ยังปรับ ‘หน้าตา’ ของตัวละครให้ไม่ต้องอิงตามประวัติศาสตร์ทั้งหมด โดยพวกเขาใช้เวลาถึง 7 ปี ในการพัฒนาวิธีคิด และการนำเสนออย่างจริงจัง ก่อนปล่อยสู่สายตาผู้ชม

โดยเฉพาะการเลือกใช้นักแสดงที่มีเชื้อชาติไม่ตรงกับตัวละครนั้นๆ มารับบทเป็นบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ ยกตัวอย่างเช่น บทของแฮมิลตันที่แสดงโดยชายเชื้อสายละติน, บทของ เอไลซา แฮมิลตัน ภรรยาอันเป็นที่รักของเขาที่แสดงโดยลูกครึ่งเอเชีย หรือแม้กระทั่งประธานาธิบดีคนแรกของอเมริกาอย่าง จอร์จ วอชิงตัน ที่แสดงโดยนักแสดงผิวสี เป็นต้น

ทั้งหมดนี้ไม่ได้เป็นกลยุทธ์ที่ถูกออกแบบขึ้นเพื่อเอาใจวัยรุ่นหรือทำตามกระแสความหลากหลายทางชาติพันธุ์ แต่เพราะมันมาจากความต้องการของทีมผู้สร้างที่อยากจะบอกเล่าแก่นแท้ของประวัติศาสตร์จริงๆ มากกว่า เนื่องจากชาติอเมริกาไม่ได้ถูกสร้างโดยคนอเมริกันแท้ๆ แต่มันคือการร่วมแรงร่วมใจกันของคนทุกเชื้อชาติ ทุกผิวสี ซึ่งแม้แต่ตัวของแฮมิลตันเอง ก็เป็นเด็กกำพร้าที่ลี้ภัยมาจากดินแดนอื่น ไม่ใช่คนอเมริกันโดยกำเนิด -- ด้วยเหตุนี้ ผู้สร้างจึงเลือกที่จะไม่วางประวัติศาสตร์ไว้บนหิ้งบูชา แต่กล้าที่จะจินตนาการถึงวิธีการเล่าใหม่ๆ และฉีกทุกกรอบเพื่อสะท้อนให้เห็น ‘ภาพแทนที่หลากหลาย’ ของประชากรอเมริกันในปัจจุบัน 

ดังเช่นคำโปรยของละครที่ว่า “This is the story of America then, told by America now.” (เรื่องราวของอเมริกาในตอนนั้น ที่ถูกเล่าโดยอเมริกาในตอนนี้)



3) ไม่ใช่แค่บนเวที แต่ยังส่งต่ออุดมการณ์หัวก้าวหน้าไปสู่ผู้ชมทุกคนได้ในทุกแพลตฟอร์ม

นอกจากการแสดงบนเวที Hamilton ยังประสบความสำเร็จอย่างมากกับการเผยแพร่บนแพลตฟอร์มออนไลน์ด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นอัลบั้มเพลงประกอบละครที่ไต่ขึ้นไปถึงอันดับ 2 บนชาร์ต Billboard 200 และยังคว้าอันดับ 1 ของชาร์ต Top Rap Billboard ได้อีกด้วย ซึ่งแน่นอนว่าไม่เคยมีละครเพลงเรื่องไหนทำได้มาก่อน

นอกจากนี้ ในยอดผู้ฟังอัลบั้มบนสตรีมมิงชื่อดังอย่าง Spotify ก็ยังพุ่งสูงมากกว่า 4 พันล้านครั้ง นับตั้งแต่ที่ถูกปล่อยออกมา และที่สร้างกระแสฮือฮาได้มากที่สุดก็คือ การปล่อยวิดีโอบันทึกการแสดงสดแบบเต็มๆ ทั้งเรื่อง ให้สามารถรับชมได้ง่ายๆ ผ่านทางแอปพลิเคชัน Disney+ นั่นเอง

การปล่อยละครเวทีให้รับชมกันทางสตรีมมิงอาจไม่ใช่เรื่องพิเศษสำหรับยุคนี้ หากแต่มันคือการตัดสินใจที่ทั้งกล้า บ้า และสุ่มเสี่ยงเป็นอย่างมากสำหรับละครเวทีเรื่องหนึ่ง เพราะด้วยความเชื่อของเหล่าโปรดิวเซอร์ละครเวทีที่ว่า การเอาละครมาลงให้ผู้ชมได้ดูกันง่ายๆ ทางออนไลน์ ในขณะที่บัตรเข้าชมละครยังขายดีอยู่นั้น อาจทำให้กระแสและยอดขายบัตรต้องลดลง จนไม่สามารถเปิดแสดงต่อไปได้อีก

ทว่าสำหรับในกรณีนี้ ทีมผู้สร้างของ Hamilton กลับมองว่า นี่คือโอกาสสำคัญในการขยายฐานลูกค้าให้กว้างขึ้น บวกกับช่วงเวลาที่ทาง Disney+ เลือกนำเอาบันทึกการแสดงดังกล่าวมาฉาย ก็ตรงกับช่วงกลางปี 2020 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่โควิด-19 กำลังระบาดหนัก ทุกคนต้องกักตัวอยู่ที่บ้าน พวกเขาจึงสามารถเก็บเกี่ยวกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ ได้อย่างที่ตั้งใจ 

ทั้งนี้ ผลสำรวจของทางเว็บไซต์ Morning Herald ระบุว่า มียอดผู้ชมเกือบ 6 ล้านคนที่เปิดชม Hamilton ผ่านทาง Disney+ ตั้งแต่ในเดือนแรก และ 38% ของผู้ชมจำนวนนั้นไม่ใช่แฟนละครเวที (กล่าวคือได้ชมละครเวทีแค่ปีละหนึ่งเรื่อง หรือไม่เคยชมมาก่อนเลย) ซึ่งสิ่งที่สร้างเซอร์ไพรส์ให้กับทีมงานผู้สร้างได้มากที่สุด คือความเห็นส่วนใหญ่ของผู้ชมต่างเป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยบอกว่า การได้ชม Hamilton ทำให้พวกเขาอยากชมละครเวทีเรื่องอื่นๆ มากขึ้นตามไปด้วย 

และหาก Hamilton กลับมาเปิดแสดงสดในโรงละคร พวกเขาก็ไม่ลังเลที่จะซื้อบัตรเข้าชมซ้ำอีก แม้ว่าจะได้รับชมใน Disney+ ไปแล้วก็ตาม


ทั้งหมดนี้เป็นเพียงเหตุผลเพียงส่วนหนึ่งที่มอบความสำเร็จให้แก่ละครเรื่องนี้ เพราะแท้จริงแล้ว ตัวแปรของมันยังมีอยู่อีกมาก ซึ่งกระจายไปในทุกภาคส่วน เช่น ในแง่ของการศึกษา ที่โปรดิวเซอร์ละครถึงขั้นทำข้อตกลงกับโรงเรียนมัธยมทั่วอเมริกาให้คุณครูพานักเรียนมาชมละครได้แบบฟรีๆ โดยมีภาครัฐคอยสนับสนุนงบประมาณทั้งหมดให้ เป็นต้น

ปัจจุบัน โปรดักชั่น Hamilton: An American Musical ในหลายแห่งทั่วโลกได้เริ่มกลับมาเปิดม่านทำการแสดงในโรงละครอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นที่นิวยอร์ก, อังกฤษ หรือออสเตรเลีย รวมถึงกำลังจะมีโปรดักชั่นใหม่ๆ ที่เตรียมเปิดแสดงในภาษาเยอรมันและญี่ปุ่นด้วยเช่นกัน ซึ่งในอนาคตอันใกล้ เราอาจมีโอกาสได้รับชมกันแบบสดๆ ผ่านโปรดักชั่นทัวร์การแสดงในทวีปเอเชีย 

และในระหว่างที่รอลุ้นให้พวกเขาบินโฉบมาเปิดแสดงที่บ้านเราบ้าง ทุกคนก็สามารถกดเข้าไปรับชมละครเพลงเรื่องนี้ได้ทางสตรีมมิง Disney+ Hotstar ซึ่งมาพร้อมกับคำบรรยายภาษาไทย เรารับประกันว่าสนุกถูกใจทั้งคอละครและผู้ชมหน้าใหม่อย่างแน่นอน


ภาพเปิด: Joan Marcus

Share article
  • Line
  • link
creator
Author
The Showhopper
กลุ่มคนละครที่รวมตัวกันเพื่อเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารด้านละครเวที เพราะอยากเห็นคนไทยสนใจศิลปะการแสดง โดยนำเสนอเรื่องราวที่น่าสนใจและขยายจุดเด่นที่รู้แล้วจะทำให้คุณ HOP ไปดูการแสดงได้สนุกขึ้น

Follow