Humberger Menu

เพราะไม่ได้เป็น ‘เจ้าของ’ จึงต้อง ‘เช่า.เขา.อยู่’ : เด่น ภาณุวัฒน์ กับละครอักษรฯ จุฬาฯ ที่ Sold Out ภายใน 5 นาที

creator
The Showhopper
LineCopy

LATEST

+
Summary
  • เมื่อวันเสาร์ที่ 4 กันยายนที่ผ่านมา ‘เช่า.เขา.อยู่’ ละครเวทีออนไลน์เรื่องใหม่ของนิสิตภาควิชาศิลปการละคร คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เปิดให้จองบัตรเข้าชมเป็นวันแรก ซึ่งภายในระยะเวลาเพียง 5 นาที บัตรเข้าชมทั้งหมด 3 รอบการแสดง ก็ถูกจับจอง หรือ Sold Out ไปอย่างรวดเร็ว!
  • โดยเรื่องราวของละครในแนวทาง Site-specific หรือ ‘ละครเวทีเฉพาะสถานที่’ เรื่องนี้เกิดขึ้นในตึกแถวแห่งหนึ่งย่านเยาวราช ซึ่งเป็นสถานที่ที่ตัวละครผู้หญิง 4 คน จากต่างยุคสมัย เคยใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่เดียวกัน และแม้จะอยู่กันคนละช่วงเวลา แต่พวกเธอทั้ง 4 กลับมี ‘เงื่อนไข’ บางอย่างในชีวิต ที่ทำให้รู้สึกเหมือน ‘ถูกขัง’ อยู่ในอะไรสักอย่างเหมือนๆ กัน
  • เด่น-ภาณุวัฒน์ อินทวัฒน์ นิสิตปริญญาโท ผู้รับหน้าที่กำกับการแสดง เปิดเผยถึงวิธีคิดและเบื้องหลังการสร้างผลงานว่า ภาวะ ‘การถูกจองจำ’ คือแก่นสำคัญที่เขาต้องการจะนำเสนอ โดยหยิบยกเอากรอบความคิด, ความเชื่อ, ศีลธรรม และอุดมคติบางอย่างในสังคม มาเปรียบเทียบกับแนวคิดเรื่อง ‘การเช่า’ หรือการเป็นเจ้าของอะไรสักอย่างแค่ชั่วคราว และถ่ายทอดออกมาผ่านชีวิตของผู้หญิง 4 คน เพื่อชวนตั้งคำถามกับความเป็นไปที่เกิดขึ้น


เมื่อวันเสาร์ที่ 4 กันยายนที่ผ่านมา ‘เช่า.เขา.อยู่’ ละครเวทีออนไลน์เรื่องใหม่ของนิสิตภาควิชาศิลปการละคร คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เปิดให้จองบัตรเข้าชมเป็นวันแรก ซึ่งภายในระยะเวลาเพียง 5 นาที บัตรเข้าชมทั้งหมด 3 รอบการแสดง ก็ถูกจับจอง หรือ Sold Out ไปอย่างรวดเร็ว! 

ละครเรื่องนี้น่าสนใจอย่างไร? ทำไมถึงได้ผลตอบรับดีขนาดนี้? ...เด่น-ภาณุวัฒน์ อินทวัฒน์ นิสิตปริญญาโท ผู้รับหน้าที่กำกับการแสดง จะมาเปิดเผยถึงวิธีคิดและเบื้องหลังการสร้างละครเวทีออนไลน์สุดฮอตเรื่องนี้ให้เราได้ฟังกัน


ภาพการซ้อมของ เด่น ภาณุวัฒน์ (ขวาล่าง)

 

การไม่ได้เป็น ‘เจ้าของ’ อย่างแท้จริง คือแนวคิดเบื้องหลัง ‘เช่า.เขา.อยู่’

เรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นในตึกแถวแห่งหนึ่งย่านเยาวราช ซึ่งเป็นสถานที่ที่ตัวละครผู้หญิง 4 คน จากต่างยุคสมัย เคยใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่เดียวกัน และแม้จะอยู่กันคนละช่วงเวลา แต่พวกเธอทั้ง 4 กลับมี ‘เงื่อนไข’ บางอย่างในชีวิต ที่ทำให้รู้สึกเหมือน ‘ถูกขัง’ อยู่ในอะไรสักอย่างเหมือนๆ กัน 

“จริงๆ แล้วได้แรงบันดาลใจมาจากความเห็นทางการเมืองของคนคนนึงครับ เขาพูดไว้ว่า ‘ใครเป็นนายกฯ ก็เหมือนกันนั่นแหละ’” เด่นเริ่มเล่าถึงแนวคิดในการสร้างสรรค์ละครเรื่องนี้ของเขา “เขาบอกว่าเราไม่ได้เป็นเจ้าของประเทศ ให้คิดซะว่าเรา ‘เช่าเขาอยู่’ แล้วก็ทำงานจ่ายเงินไป เอาตัวเองให้รอด มันก็เลยเป็นที่มาของแนวคิดนี้” 

ถึงการเชื่อมต่อเรื่องราวของคนทั้ง 4 จากต่างช่วงเวลา จะฟังดูน่าสนใจ แต่ภาวะ ‘การถูกจองจำ’ และความรู้สึก ‘ถูกขัง’ คือแก่นสำคัญที่เด่นต้องการจะนำเสนอ โดยเขาหยิบยกเอากรอบความคิด, ความเชื่อ, ศีลธรรม และอุดมคติบางอย่างในสังคม มาเปรียบเทียบกับแนวคิดเรื่อง ‘การเช่า’ และถ่ายทอดออกมาผ่านชีวิตของผู้หญิง 4 คน เพื่อชวนตั้งคำถามกับความเป็นไปที่เกิดขึ้น “เวลาที่เราเช่าอะไรมาสักอย่าง เราจ่ายเงินเพื่อให้ได้เป็นเจ้าของมันอย่างชั่วคราว เราไม่ใช่เจ้าของที่แท้จริงของมัน เราแค่เสียอะไรบางอย่างไปเพื่อยึดมันเอาไว้ แล้วสุดท้ายก็ต้องคืนเขาไป ซึ่งภาวะที่ผู้หญิง 4 คนนี้ถูกกักขังอยู่ ก็เทียบได้กับการเช่าอะไรบางอย่างเช่นกัน”

หากลองมาพิจารณาดูดีๆ จะพบว่าสังคมไทยของเราค่อนข้างมีกรอบความคิด หรืออุดมคติเกี่ยวกับแนวทางการปฏิบัติตัวในบทบาทต่างๆ อยู่ค่อนข้างมาก ยกตัวอย่างเช่น เรื่องของการเป็นลูกที่ดี, การเป็นภรรยาที่ดี หรือแม้แต่การเป็น ‘คนดี’ ของสังคมก็ตาม ซึ่งในบางครั้งกรอบเหล่านี้ได้กลายเป็นสิ่งที่กักขังตัวตนและเส้นทางชีวิตของใครบางคนเอาไว้ จนเกิดเป็นคำถามว่า สุดท้ายแล้ว ชีวิตของเขามันเป็นของเขาจริงไหม? และถ้าเขายังคงต้องอยู่ใต้ระบบศีลธรรม ความคิด หรือความเชื่อเช่นนี้ เขาจะได้ใช้ชีวิตของตัวเองจริงๆ หรือเปล่า? 

หรือสุดท้ายแล้ว มันก็เป็นเพียงแค่การ ‘เช่า เขา อยู่’



ความท้าทายใหม่ กับละครเวทีแบบที่ไม่เคยทำมาก่อนในชีวิต

‘เช่า.เขา.อยู่’ เป็นส่วนหนึ่งในวิชา Theatre Lab ของหลักสูตร ป.โท ซึ่งคล้ายกับเป็น ‘ห้องทดลองละคร’ ที่มีจุดประสงค์เพื่อให้นิสิตได้ลงมือทำละครเวทีกันจริงๆ 

หากแต่ในกรณีของเด่น การสร้างผลงานในโรงละครของภาควิชา ดูเหมือนจะกลายเป็นสิ่งที่เขาคุ้นเคยเกินไปเสียแล้ว เพราะกว่า 10 ปีที่เขาศึกษาอยู่ในภาควิชานี้ ตั้งแต่ระดับปริญญาตรีจนถึงปริญญาโท การทำละครเวทีในศูนย์ศิลปะการละครสดใสพันธุมโกมล แทบจะกลายเป็น ‘ส่วนหนึ่ง’ ในชีวิตของเขาไปแล้ว ดังนั้น เด่นจึงอยากลองทำสิ่งที่เขาไม่เคยทำมาก่อนในชีวิตมากกว่า

และด้วยจังหวะที่พอดิบพอดี เด่นจึงได้มีโอกาสเข้าร่วมเวิร์กช็อปกับ Gecko Parade คณะละครเวทีจากประเทศญี่ปุ่น ที่ทำงานในรูปแบบ Site-specific หรือ ‘ละครเวทีเฉพาะสถานที่’ “เรารู้สึกว่ามันมีเสน่ห์มากกับการที่เราไม่ต้องทำละครอยู่แค่ภายในโรงละครอีกต่อไป เพราะไม่ว่าที่ไหนก็กลายเป็นโรงละครได้ อีกอย่าง ความน่าตื่นเต้นของ Site-specific คือเราไม่สามารถสร้างละครขึ้นมาสักเรื่องแล้วเอาไปจัดแสดงในพื้นที่หนึ่งๆ อย่างไร้เหตุผล แต่เราต้องเริ่มกระบวนการคิดและสร้างละครขึ้นมาจากพื้นที่นั้น” เด่นอธิบาย

หลังจากได้เรียนรู้วิธีการทำละครรูปแบบใหม่ได้ไม่นาน จังหวะชีวิตก็พาให้เด่นมาพบกับ ‘พื้นที่’ ในการสร้างงานของเขา -- นั่นคือ ตึกแถวอายุกว่า 60 ปี ในย่านเยาวราช “ตอนนั้นตัวเราเองก็อยู่ในสภาวะตันเหมือนกันว่าจะทำอะไรดี มิวสิคัลก็ทำมาแล้ว 3 เรื่องติด ละครวิพากษ์สังคมก็เคยทำมาแล้ว คือทำมาหมดทุกอย่างแล้ว แต่พอไปรู้มาว่ามีตึกนี้อยู่ ก็เลยรีบไปคุยกับอาจารย์ว่า ‘ครูครับ เด่นอยากทำ Site-specific’” 

โชคดีที่เจ้าของตึกรู้จักกับอาจารย์ในภาควิชาเป็นการส่วนตัว ประกอบกับตึกแถวแห่งนี้เคยเปิดให้ศิลปินแขนงต่างๆ เข้ามาสร้างสรรค์ผลงานในพื้นที่อยู่บ้างแล้ว ทั้งคอนเสิร์ต หรือการเพ้นต์กราฟิตี้อาร์ต มันจึงเหมาะเจาะลงตัวที่จะมีละครเวที Site-specific สักเรื่องเข้ามา ‘เช่าเขาอยู่’ ชั่วคราวเพื่อจัดแสดง


ภรินทร์ลดา อาภาภิรม รับบท เอี๊ยง

ธัญวรัตน์ แสงสุวรรณ์ รับบท ตีอึง

 
ใช้ ‘เรื่องราวแวดล้อม’ มาสร้างเป็น ‘ละครเวทีเฉพาะที่’ 

เมื่อตัดสินใจว่าจะทำ Site-specific ซึ่งยังไม่ค่อยเป็นที่แพร่หลายในประเทศไทย เด่นต้องทำการบ้านอย่างหนักเพื่อทำความเข้าใจ ‘พื้นที่’ เริ่มจากคำนึงถึงจุดเด่น, จุดด้อย และข้อจำกัดของตึกแถว รวมถึงค้นหาเรื่องราวที่จะนำมาแสดง เพราะเหตุการณ์จะต้องเกิดขึ้นที่นี่เท่านั้น จึงจะ Specific สมชื่อของมัน การสำรวจพื้นที่จึงเริ่มต้นขึ้น 

“เราเข้าไปสำรวจมันอยู่สองสามครั้ง ก็ไปเจอเรื่องราวของคนในชุมชน แน่นอนว่าต้องมีเรื่องผี มีเรื่องการเปลี่ยนเจ้าของใหม่ ความรู้สึกของคนในชุมชนที่มีต่อเจ้าของใหม่ ความหลากหลายของผู้คน หน้าตึกที่เป็นร้านอาหาร ส่วนข้างหลังเป็นชุมชนแออัดของแรงงานชาวอีสานที่มาพักอาศัยอยู่ โห มันน่าสนใจมาก มันมีหลากหลายมิติมาก 

“หลังจากนั้นก็มาคุยกับคนเขียนบท เติง-นฤทธิ์ ปาเฉย ซึ่งเคยทำละครเวทีเรื่อง Long Live Jit Poumisak ด้วยกัน ว่าจะเอาประเด็นในชุมชนมาขยายต่อ และช่วยกันหาข้อมูลเกี่ยวกับเยาวราชในยุคต่างๆ สุดท้ายก็เลยได้เรื่องราวที่น่าสนใจมาสร้างเป็นละคร” เด่นเล่าถึงที่มาของพล็อตละครของเขา 

และด้วยประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจของพื้นที่นี้เอง ก็ส่งผลให้ละครของเด่นมีความหลากหลายอยู่ในเนื้อหาด้วย ยกตัวอย่างเช่น แต่ก่อน พื้นที่รอบๆ เยาวราชเคยเป็นโรงน้ำชา มีเด็กนวด มีโสเภณี มีแรงงานต่างด้าวที่เริ่มเข้ามาทำงานในประเทศ หรือแม้แต่ช่วงวิกฤตการณ์ต้มยำกุ้ง เขาก็ไปสืบหามาว่า ผู้คนในละแวกนี้ได้รับผลกระทบอย่างไร ต้องปรับตัวกันแค่ไหน 

นอกจากนั้น เขายังใส่เรื่องราวของตัวเองเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของละคร ด้วยการพูดถึงศิลปินในยุคปัจจุบันที่เคยเข้าไปใช้พื้นที่แห่งนี้สร้างสรรค์ผลงาน -- มันจึงกลายมาเป็น 4 เรื่องราวชีวิตของผู้หญิง 4 คนที่ต้องมาพัวพันอาศัยอยู่ใน ‘ตึก’ เดียวกัน แต่เป็นคนละช่วงเวลา


ภาพการซ้อมของ เด่น ภาณุวัฒน์

 

เมื่อโควิด-19 แผลงฤทธิ์ จนต้องเลื่อนวันปล่อยภาพโปสเตอร์ชุดแรก

เมื่อตระเตรียมวัตถุดิบครบมือแล้ว เด่นกับทีมก็เริ่มพัฒนาผลงานจนถึงขั้นเข้าไปซ้อมในสถานที่จริง ด้านฝ่ายประชาสัมพันธ์ก็วางแผนและผลิตสื่อเพื่อโปรโมตละคร จนกระทั่งทุกอย่างผ่านพ้นไปกว่า 90% เหลือเพียงการจองบัตรและการเปิดแสดงจริงเท่านั้น แต่แล้วสิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่อโควิด-19 เริ่มแผลงฤทธิ์อีกครั้ง ทำให้ทุกกิจกรรมต้องถูกสั่งยกเลิกในทันที 

“ตอนนั้นเหลืออีกประมาณ 2 อาทิตย์ก็จะได้เล่นจริง แล้วโควิดมันก็เข้ามาแทรกเหมือนฟ้าผ่า ซึ่งที่จริงเราต้องแสดงตั้งแต่เดือนมกราฯ แต่ก็เลื่อนมาเรื่อยๆ ก่อนจะตั้งเดดไลน์กันเอาไว้ที่เดือนกรกฎาฯ แต่พอเข้ามิถุนาฯ สถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น เราก็รู้เลยว่าจะไม่ได้แสดงแล้วแน่ๆ ซึ่งสุดท้ายเขาก็ประกาศล็อกดาวน์อีกรอบจริงๆ” เด่นเล่าให้เราฟัง

“ความตลกก็คือตอนนั้นอยู่กันครบเลย ฝ่ายประชาสัมพันธ์, โปรดิวเซอร์, นักแสดง เพราะกำลังจะปล่อยโปสเตอร์งาน แต่อยู่ๆ ครูก็โทรมาบอกว่า เล่นไม่ได้แล้วนะ และต้องปิดมหาวิทยาลัยเดี๋ยวนี้ โปรเจกต์นี้ก็เลยล่มไป แล้วสุดท้าย วันที่เราต้องปล่อยโปสเตอร์ว่าจะเล่นเมื่อไหร่ และละครเกี่ยวกับอะไร ก็กลายเป็นวันที่ต้องมาบอกคนดูว่า ยังไม่เล่นนะ ขอเลื่อนไปก่อนนะ” เขาหัวเราะขื่น 

เมื่อทุกอย่างที่วางแผนมาไม่สามารถเกิดขึ้นจริงได้ แต่พวกเขาก็ยังต้องการเกรดเพื่อให้จบการศึกษา ทางรอดเดียวของละครเวทีเรื่องนี้จึงเป็นการจัดแสดงในช่องทางออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชัน Zoom แต่เพราะด้วยแก่นของงานแบบ Site-specific คือการที่ผู้ชมและนักแสดงควรต้องมาอยู่ร่วมกันในพื้นที่ที่มีความสัมพันธ์กับเรื่องราว เด่นจึงไม่เชื่อว่าเรื่องที่สร้างมาเพื่อเล่นในตึกแถวย่านเยาวราช จะทำงานกับคนดูได้ในแบบเดียวกัน เมื่อต้องมาจัดแสดงผ่านออนไลน์ “เราไม่สามารถเล่นแบบเดิมได้เป๊ะๆ แบบที่เราตั้งใจจะเล่นในตึก ไม่มีทางเลย ไม่อย่างนั้นมันจะเป็นการให้นักแสดงคุยกันผ่าน Zoom ไป เวลายื่นของให้กันก็ยื่นใส่กล้อง แล้วอีกคนก็ทำเป็นรับมา มันปลอมอะ คือเราหนีสิ่งนั้นนะ เราไม่อยากทำสิ่งนั้นเลย เพราะเราไม่เชื่อว่าคนดูจะเชื่อและซื้อสิ่งนั้น”


ภาพการถ่ายทำ

 

สร้างละครเวทีในพื้นที่ ‘เสมือนจริง’ แห่งใหม่ ภายในเวลาหนึ่งเดือนเศษ

เด่นยอมรับกับเราว่า ตัวเขาค่อนข้าง ‘นอยด์’ เมื่อรู้ว่าสิ่งที่ทำมาจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริง แม้จะเข้าใจดีว่าสุดท้ายละครเรื่องนี้จะต้องเกิดขึ้นผ่านช่องทางออนไลน์ เพื่อให้เขาและเพื่อนๆ จบการศึกษา ซึ่งหลังจากที่ทบทวนกับตัวเองอยู่หลายวัน เขาก็ค้นพบวิธีการบางอย่าง ขณะกำลังนั่งสูบบุหรี่อยู่ในห้องพักของตัวเอง

‘Virtual Space ก็คือ Space’ -- อยู่ดีๆ ประโยคนี้มันก็แวบขึ้นมา” เด่นเล่า “ถ้า Site-specific แปลว่าการสร้างงานจากข้อดี-ข้อเสียของพื้นที่ แล้วถ้าเกิดเราสร้างงานจากข้อดี-ข้อเสียของ Zoom ด้วยการให้คนดูเอาตัวเองเข้าไปในพื้นที่เสมือนจริงนั้น และมีปฏิสัมพันธ์กับพื้นที่และนักแสดงล่ะ? ถ้าเราคิดว่า Zoom คือพื้นที่หนึ่ง เราเชื่อว่ามันน่าจะยังได้ผลเหมือนเดิม ซึ่งทุกคนก็คงแฮปปี้กับตัวเลือกนี้ด้วย” เขากล่าวด้วยความภูมิใจ

เมื่อได้ข้อสรุปว่าจะสร้างละครในพื้นที่เสมือนจริง เด่นก็ปรึกษากับทีมงาน และพบว่า เขามีตัวเลือกในการดัดแปลงละครเรื่องนี้อยู่สองทาง ทางแรกก็คือ การเล่นสดออนไลน์ ซึ่งจากประสบการณ์ของเขา ปัญหาการขัดข้องทางเทคนิคเป็นสิ่งที่พบเจอได้บ่อยมาก ไม่ว่าจะเป็นอินเทอร์เน็ตหลุด, โปรแกรมค้าง หรือหน้าจอดีเลย์สื่อสารกันไม่รู้เรื่อง เป็นต้น 

ดังนั้นพวกเขาจึงตัดสินใจใช้ตัวเลือกที่สอง คือ การเข้าไปถ่ายบันทึกการแสดงในพื้นที่จริง โดยออกแบบวิธีการถ่ายทำและมุมมองของภาพให้คนดูเชื่อว่า เขากำลังแอบดูชีวิตของผู้หญิง 4 คนนี้อยู่จริงๆ ซึ่งเด่นเชื่อว่า การทำแบบนี้จะให้ความรู้สึกที่แปลกใหม่ และแตกต่างจากการรับชมภาพยนตร์

ขณะที่ในด้านของบทละคร เด่นเลือกที่จะคิดใหม่ทำใหม่ โดยการดัดแปลงบทจากภูมิหลังของแต่ละตัวละครให้เสร็จภายในระยะเวลาเพียงหนึ่งสัปดาห์ หลังจากนั้นนักแสดงจึงค่อยมีเวลาฝึกซ้อมราวหนึ่งเดือน ก่อนออกไปถ่ายทำบันทึกการแสดงในสถานที่จริง


ชีวารัตน์ กสิบาล รับบท ดวง

สรินยา ออลสัน รับบท จุ๊บแจง 

 

เมื่อคนดูกลายเป็น ‘ส่วนสำคัญ’ ในการเล่าเรื่อง ผ่านวิธีการรับชมแบบใหม่

แม้ว่าละครเวทีของเด่นจะเป็นการบันทึกการแสดงเอาไว้ล่วงหน้า แต่นิยามของคำว่า ‘ละครเวที’ ของเขา คือการส่งต่อ ‘พลังงาน’ กันไปมาระหว่าง 3 องค์ประกอบ คือ นักแสดง, ผู้ชม และพื้นที่ 

ดังนั้นเขาจึงพยายามคิดค้นวิธีการส่งต่อพลังงานเหล่านั้นผ่าน Zoom ให้ได้ “เรามานั่งคิดกันว่า เวลาใช้ Zoom มันเป็นยังไง อย่างเช่น มันจะมีคนที่คิดว่าตัวเองปิดกล้องแล้ว เลยเดินใช้ชีวิตไปมา โป๊บ้าง ทำอะไรตลกบ้าง เออ คือเราต้องการฟีลแบบนั้น ให้ผู้ชมได้นั่งดูทั้งส่วนที่ตั้งใจนำเสนอ และไม่ตั้งใจนำเสนอ” เขาอธิบายถึงแนวคิดหลัก

หลังจากความคิดตกตะกอนแล้ว วิธีรับชมละครเวทีแบบใหม่จึงถือกำเนิดขึ้น ทางทีมงานจะแยกห้อง Zoom Meeting ออกเป็น 4 ห้องด้วยกัน ซึ่งในแต่ละห้องผู้ชมจะได้เห็นเรื่องราวของผู้หญิงแต่ละคน โดยสามารถเลือกชมห้องไหนก่อนก็ได้ และย้ายไปห้องไหนต่อก็ได้ หมุนเวียนกันไปเรื่อยๆ ภายใต้กฎเพียงข้อเดียว นั่นคือ ผู้ชมหนึ่งคนจะสามารถเลือกชมละครได้เพียงแค่ 3 ห้อง จากทั้งหมด 4 ห้อง 

โดยหลังจากเข้าชมครบ 3 ห้องแล้ว ทีมงานจึงจะให้ผู้ชมส่ง ‘ตัวแทน’ ออกมาเล่าเรื่องของแต่ละห้อง ซึ่งเราจะรู้เรื่องที่ไม่ได้เข้าชม ผ่านการบอกเล่าจากปากของผู้ชมรายอื่น และเราเองก็มีสิทธิ์เล่าเรื่องที่ได้ดูมาด้วยเช่นเดียวกัน ซึ่งท้ายที่สุด ผู้ชมทั้งหมดจะต้องร่วมกันตัดสินใจ ‘ทำอะไรบางอย่าง’ ในกิจกรรมสุดท้ายของการชมละคร

“ก่อนหน้านี้ เราต้องการให้คนดูเลือกเดินในตึกได้เองตามความสนใจ แต่พอย้ายมาใน Zoom เราพบว่ามันก็ทำได้นี่ มันแยกห้องได้ ให้คนดูย้ายตัวเองไปตามห้องต่างๆ ซึ่งเวลาที่เราดูละครเวทีสดๆ ความรู้สึกร่วมของคนดูนี่สำคัญมากนะ เราเลยให้คนดูเปิดกล้องทุกคนเพื่อสร้างประสบการณ์แบบนั้น และที่สำคัญ Zoom สามารถยกมือพูดโต้ตอบกันได้ เราจึงเลือกใช้ข้อดีตรงนี้ เพื่อให้คนดูสามารถเล่าเรื่องที่เขาได้ไปเห็นมา

“ถ้ามองในมุมคนดู การที่เราให้เขาดูครบทั้ง 4 เรื่อง จะเป็นเพียงการเล่าเรื่องเพียงด้านเดียว แต่ถ้าขาดไปเรื่องหนึ่ง แล้วให้คนดูเป็นคนช่วยเติมเต็ม เราคิดว่ามันจะกลายเป็นเรื่องราวในเวอร์ชันใหม่ๆ ที่ไม่ตรงกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง 100% คิดง่ายๆ ก็เหมือนเวลาที่เราให้เพื่อน 2 คนไปดูซีรีส์เรื่องเดียวกัน แล้วตอนที่พวกมันกลับมาเล่าให้ฟัง ยังไงก็จะไม่มีทางเหมือนกัน เพราะมันเป็นการเล่าผ่านมุมมองและทัศนคติของคนแต่ละคน ซึ่งสิ่งนี้แหละที่จะทำให้ผู้ชมรู้สึกถึงความเฉพาะเจาะจงผ่าน Zoom ได้จริงๆ แล้วยังเฉพาะเจาะจงสำหรับรอบการแสดงนั้นๆ อีกด้วย เพราะคนดูแต่ละรอบที่ได้ดูและได้ร่วมเล่าเรื่อง จะไม่มีทางออกมาเหมือนกันได้เลย”



ความคาดหวังที่มีต่อคนดู และผลลัพธ์ที่จะได้จากการชมละคร

จากวันที่ถูกสั่งให้ยกเลิกการแสดง มาจนถึงวันที่กำลังจะเปิดแสดงอีกครั้งทางออนไลน์ แน่นอนว่า ‘สาร’ ที่เด่นต้องการส่งไปถึงผู้ชม ยังคงเหมือนเดิม แม้ว่าอุปสรรคและข้อจำกัดของช่องทางการรับชมจะทำให้งานชิ้นนี้ไม่ได้ออกมาตรงใจเขาแบบ 100% แต่เขาก็ดูจะพึงพอใจกับวิธีการนำเสนอแบบใหม่ ที่เขาและทีมได้ร่วมกันพัฒนาขึ้น

“พอมันได้มาอยู่ใน Zoom เราก็แค่คาดหวังว่ามันจะทำให้คนดูเชื่อในเรื่องเล่าได้ และเราค่อนข้างพอใจกับมันแล้ว” เด่นเผย “หลังจากดูจบ เราอยากให้ผู้ชมตั้งคำถามกับวิธีการรับข้อมูลของตัวเอง ตั้งคำถามกับวิธีมองคนอื่นของตัวเอง และวิธีที่พวกเขามองตัวเขาเองด้วย หวังว่าทุกคนจะได้ร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนกัน เพราะท้ายที่สุด แต่ละคนก็จะได้ดูละครที่ไม่เหมือนกัน ความรู้สึกที่ได้ก็คงไม่เหมือนกัน สำหรับเรื่องที่ขาดหายไป ถ้าอยากรู้จริงๆ เราก็ต้องไปเล่าสู่กันฟังกันเอาเอง” เขายิ้มตื่นเต้น

เด่นยังหวังด้วยว่า ผู้ชมทุกคนจะร่วมกันตั้งคำถามถึง ‘ตึก’ ที่พวกเขาอาศัยอยู่ ตั้งคำถามต่อความเป็นไปของพวกมัน และตั้งคำถามว่า พวกเขาเป็น ‘เจ้าของ’ อะไรจริงๆ บ้าง หรือพวกเขากำลังเช่าอะไรอยู่บ้างใน ‘พื้นที่’ ที่ทุกคนกำลังอาศัยอยู่ร่วมกันทุกวันนี้

และแม้ว่ารอบการแสดงของ ‘เช่า.เขา.อยู่’ ในระหว่างวันที่ 24-26 กันยายนนี้ จะเต็มทุกรอบแล้ว แต่เด่นก็ได้แอบกระซิบบอกข่าวดีกับเราว่า เขาและทีมงานกำลังตัดสินใจเพิ่มรอบการแสดง ตามเสียงเรียกร้องของผู้ชม แต่จะเป็นเมื่อไหร่-อย่างไรนั้น สามารถติดตามรายละเอียดและจองบัตรได้ทางเฟซบุ๊กแฟนเพจ Drama Arts Chula โดยงานนี้จะจัดให้ชมฟรีและไม่มีค่าใช้จ่าย เพียงแต่เราอาจต้องมือไวกันสักหน่อย


Share article
  • Line
  • link
creator
Author
The Showhopper
กลุ่มคนละครที่รวมตัวกันเพื่อเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารด้านละครเวที เพราะอยากเห็นคนไทยสนใจศิลปะการแสดง โดยนำเสนอเรื่องราวที่น่าสนใจและขยายจุดเด่นที่รู้แล้วจะทำให้คุณ HOP ไปดูการแสดงได้สนุกขึ้น

Follow