Humberger Menu

ซุปเปอร์ฮีโร่ vs ความเป็นชาย : ลูกชายของ Superman เป็น ‘ไบเซ็กชวล’ ...แล้วยังไง?

คุณสามารถอ่านได้อีก

5

บทความ

Register

or

Login

creator
พิมพ์ชนก พุกสุข
LineCopy

LATEST

+
West Side Story : เมื่อหนังเพลงคลาสสิกที่กำลังหวนคืนจอ ...เคยเปิดตัวเป็นละครเวทีสุดแป้กมาก่อน!
Summary
  • สำหรับคนที่อยู่ในแวดวงคอมมิก นาทีนี้คงไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นไปกว่าการที่ DC Comics เผยแพร่ภาพบางส่วนจาก Superman: Son of Kal-El #5 อันเป็นหนังสือการ์ตูนที่เล่าเรื่องของ จอน เคนต์ -ลูกชายแท้ๆ ของ ซุปเปอร์แมน- ผู้เพิ่งได้ค้นพบตัวเองว่าเป็น ‘ไบเซ็กชวล’ (Bisexual) ด้วยการสานสัมพันธ์กับ เจย์ นากามูระ เพื่อนหนุ่มคนสนิท
  • ทว่าสิ่งที่น่าจับตาก็คือ นี่อาจเป็นหนึ่งในการ 'ประกาศตัว' ของซุปเปอร์ฮีโร่ที่เต็มไปด้วยเสียงคัดค้าน ไปจนถึงการตั้งคำถามอย่างหนาหูมากที่สุดครั้งหนึ่ง แม้กระทั่งจากคนดังที่มีความหลากหลายทางเพศเอง ทั้งที่ จอน เคนต์ ก็ไม่ใช่ตัวละครหรือซุปเปอร์ฮีโร่คนแรกของค่ายดีซีที่เป็นผู้มีความหลากหลายทางเพศ
  • ทำไมการที่ลูกชายซุปเปอร์แมนเป็นไบเซ็กชวล จึงถูกจับตามองและเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์มากขนาดนี้? แล้วทำไมจึงมีคนตีค่าการประกาศตัวตนเหล่านี้ ว่าเป็นเพียงความ ‘ฉาบฉวย’ ของอุตสาหกรรมคอมมิกในการพยายามไล่ตามกระแสความหลากหลายของโลกให้ทันเท่านั้น?



สำหรับคนที่อยู่ในแวดวงคอมมิก นาทีนี้คงไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นไปกว่าการที่ค่ายดีซี (DC Comics) เผยแพร่ภาพบางส่วนจาก Superman: Son of Kal-El #5 อันเป็นหนังสือการ์ตูนที่เล่าเรื่องของ จอน เคนต์ ลูกชายแท้ๆ ของ ซุปเปอร์แมน (Superman) กับการเดินทางและการเติบโตของเขาในฐานะเด็กหนุ่มผู้มีพลังวิเศษ รวมทั้งการได้ตกหลุมรักและการได้ค้นพบตัวเองว่าเป็น ‘ไบเซ็กชวล’ (Bisexual) ด้วยการสานสัมพันธ์กับ เจย์ นากามูระ เพื่อนหนุ่มที่ปรากฏตัวมาแล้วตั้งแต่เล่ม 2

ดีซีปล่อยข่าวนี้ในวันที่ 11 ตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันเปิดเผยอัตลักษณ์ทางเพศแห่งชาติ (National Coming Out Day) ทำให้ด้านหนึ่ง มันจึงไม่ได้เป็นเพียงการประกาศ ‘เพศสภาพ’ ของ จอน เคนต์ เท่านั้น แต่ยังเป็นการร่วมเฉลิมฉลองอัตลักษณ์ในชุมชนของ ‘ผู้มีความหลากหลายทางเพศ’ หรือชาว LGBTQ+ ทั่วโลกด้วย

ทว่าสิ่งที่น่าจับตาก็คือ นี่อาจเป็นหนึ่งในการ 'ประกาศตัว' ของซุปเปอร์ฮีโร่ที่เต็มไปด้วยเสียงคัดค้าน ไปจนถึงการตั้งคำถามอย่างหนาหูมากที่สุดครั้งหนึ่ง ทั้งที่ จอน เคนต์ ก็ไม่ใช่ตัวละครหรือซุปเปอร์ฮีโร่คนแรกของค่ายดีซีที่เป็นผู้มีความหลากหลายทางเพศ เพราะก่อนหน้านั้น เราได้รู้จัก มิดไนเตอร์ (Midnighter) ยอดมนุษย์สุดอึดที่เป็น ‘เกย์’ อย่างเปิดเผย เช่นเดียวกับ อควาแลด (Aqualad) ที่ก็เผยว่าตัวเองเป็นเกย์ในคอมมิกฉบับ DC Rebirth รวมถึงนักปราบปีศาจในตำนาน จอน คอนสแตนติน ที่ในคอมมิกปี 1992 ที่ระบุชัดเจนว่า เขาเป็นไบเซ็กชวลจากการที่ออกเดตได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ซึ่งที่ผ่านมา สถานะทางเพศของตัวละครเหล่านี้ก็ไม่ได้ถูกจับตาหรือถูกตั้งคำถาม-ด้วยน้ำเสียงค่อนข้างโจมตี-มากเท่า จอน เคนต์

แล้วทำไมการที่ลูกชายซุปเปอร์แมนเป็นไบเซ็กชวล จึงถูกจับตามองและเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์มากขนาดนี้? -- คำตอบอาจอยู่ในแถลงการณ์ของ ทอม เทย์เลอร์ นักเขียนจากออสเตรเลียผู้อยู่เบื้องหลังเรื่องเล่าและเพศสภาพของ จอน เคนต์ นี่เอง



ผมพูดอยู่เสมอว่า ทุกคนต้องการฮีโร่ และทุกคนสมควรได้เห็น ‘ตัวเอง’ ปรากฏอยู่ในตัวฮีโร่ด้วย ซึ่งผมดีใจมากจริงๆ ที่ค่ายดีซี และ วอร์เนอร์ บราเธอร์ส เห็นด้วยกับความคิดนี้” เทย์เลอร์ บอก โดยเขาเป็นนักเขียนให้ดีซีมาตั้งแต่ปี 2011 และร่วมเขียนเรื่องราวของเคนต์คนลูกมาตั้งแต่ Son of Kal-El #1 “ซุปเปอร์แมนเป็นสัญลักษณ์ของการยืนหยัดเพื่อความหวัง เพื่อความจริง และเพื่อความยุติธรรมเสมอมา ซึ่งในวันนี้ สัญลักษณ์นั้นได้แทนค่าบางอย่างมากไปกว่าเดิม เพราะมันทำให้ผู้คนได้เห็นตัวเองอยู่ในเนื้อตัวของซุปเปอร์ฮีโร่ที่ทรงพลังมากที่สุดในโลกคอมมิก

“มีคนอ่านมากมายบอกเราว่า ตอนเห็นข่าวเรื่อง จอน เคนต์ ครั้งแรกนี่ทำพวกเขาน้ำตาซึมเลยนะ เพราะไม่เคยคิดว่าชีวิตนี้จะได้เห็นตัวตนของพวกเขาในซุปเปอร์แมน ซึ่งเป็นยอดมนุษย์ที่แข็งแกร่งที่สุด แล้วที่ผ่านมามันก็มีคนมาบอกอะไรแปลกๆ ให้เราฟังเสมอแหละว่า ‘อย่าเอาเรื่องการเมืองไปใส่ในคอมมิกเชียวนะ’ ...ลืมไปได้เลยพวก เพราะคอมมิกทุกเรื่องน่ะ มีประเด็นการเมืองแฝงอยู่ทั้งนั้น คนอาจไม่รู้มาก่อนเลยก็ได้ว่า X-Men (คอมมิกฝั่งค่ายมาร์เวล) น่ะ เป็นการอุปมาถึงขบวนการเรียกร้องสิทธิมนุษยชน

“เราเคยคุยกันเรื่องพหุภพ (Multiverse) ในเส้นเรื่องของตัวละครจากจักรวาลดีซีกันบ่อยมาก และนี่ก็เป็นตัวอย่างที่ดีทีเดียว” จิม ลี หัวหน้าสำนักพิมพ์ของดีซี กล่าว “เพราะเราสามารถให้ จอน เคนต์ สำรวจอัตลักษณ์ในคอมมิกไปพร้อมๆ กับที่เขาค่อยๆ เรียนรู้ความลับของพ่อกับแม่ใน Superman & Lois (ซีรีส์ออกฉายทางช่อง The CW) ซึ่งประเด็นร่วมที่ทั้งฉบับคอมมิกและซีรีส์มีร่วมกัน ก็คือโลกและเวลาในนั้น ดังนั้น แฟนๆ ก็จะสามารถสนุกกับการสำรวจเรื่องราวทั้งสองนี้ไปได้พร้อมๆ กันด้วย”


ดีน เคน

 

อย่างไรก็ตาม ภายหลังการประกาศเพศสภาพของ จอน เคนต์ และแถลงต่างๆ จากดีซี กระแสต่อต้านก็โหมกระหน่ำเข้ามาทันที โดยมีทั้งกลุ่มที่เอาซุปเปอร์แมนไปล้อเลียนหรือด่าทอบนโลกออนไลน์ และกลุ่มที่วิพากษ์ประเด็นนี้อย่างจริงจัง ซึ่งเราค่อนข้างสนใจในคนกลุ่มหลังนี้

ดีน เคน นักแสดงที่เคยรับบทเป็นซุปเปอร์แมนในซีรีส์ Lois & Clark: The New Adventures of Superman (1993-1997) แสดงความเห็นอย่างเผ็ดร้อนว่า “พวกเขา (ค่ายดีซี) บอกว่านี่เป็นความกล้าหาญในการเลือกเดินบนทิศทางใหม่ แต่ผมว่าพวกเขาก็แค่ไหลตามกระแสน่ะ (Bandwagoning) เพราะผมไม่คิดว่ามันเป็นความใจใหญ่หรือกล้าหาญอะไรหรอก คือถ้าพวกเขาลองทำเรื่องแบบนี้เมื่อสัก 20 ปีก่อน ก็คงพอจะเรียกว่ากล้าหาญได้อยู่บ้าง ซึ่งถ้าจะให้เรียกแบบนั้นในปัจจุบันล่ะก็ ความกล้าหาญของเคนต์น่าจะต้องเป็นการออกไปต่อสู้เพื่อเรียกร้องสิทธิ์ให้ชาวเกย์ในอิหร่าน หรืออาจจะเป็นการสู้เพื่อต่อต้านความอยุติธรรมที่ทำให้มีคนต้องลี้ภัยพลัดถิ่นมากกว่า -- นั่นแหละที่ควรเรียกว่ากล้าหาญ และผมก็คงอยากอ่านมันขึ้นมาบ้าง 

“ในเวลานี้ ปิศาจร้ายตัวจริงของโลกใบนี้ คือ การทุจริต กับพวกรัฐบาลที่ทำตัวแตะต้องไม่ได้เลยต่างหากล่ะ มันคงดีไม่น้อย ถ้าลองมาจี้ประเด็นนี้ ซึ่งผมเองก็อยากจะเห็นเหมือนกัน”

ตามมาด้วย คริสโตเฟอร์ บิกกินส์ นักแสดงเกย์ชาวอังกฤษ ที่ออกมาให้ความเห็นผ่าน Good Morning Britain รายการวิเคราะห์ข่าวยักษ์ใหญ่ของสหราชอาณาจักร ถึงเพศสภาพของ จอน เคนต์ ว่า “ทำไม ทำไมล่ะ! ทำไมต้องทำด้วย เราต้องการมันอย่างนั้นเหรอ! ถ้าอยากทำอะไรแบบนี้ก็ไปสร้างตัวละครใหม่ขึ้นมาเลยสิ อย่ามาเอาตัวละครที่มีอยู่ก่อนแล้วไปดัดแปลงให้เป็นในสิ่งที่ตัวละครไม่ได้เป็นเลย” คนดังวัย 72 กล่าว “แล้วผมว่าสิ่งที่คนเราต้องการในทุกวันนี้ มันประหลาดขึ้นทุกวันๆ ทำไมเราไม่อยู่กับสิ่งที่เรามีอยู่แล้วล่ะ ทำไมพวกเขาไม่ไปสร้างตัวละครใหม่ สร้างสิ่งใหม่ๆ ที่ต่างออกไปจากเดิมขึ้นมาเสียเลยล่ะ แต่นี่ดันมาใช้ตัวละครเก่าที่เราต่างรู้จักและเป็นที่รักของเราเสียได้”

แต่ความเห็นอันดุเดือดของบิกกินส์ ก็ถูกโต้กลับโดย อาเมียร์ ฮัสซัน คนจัดพอดแคสต์ที่บอกว่า เพศสภาพของ จอน เคนต์ อาจไม่ได้มีความหมายอะไรกับบิกกินส์ ซึ่งเป็นนักแสดงชื่อดังและมีพื้นที่ให้แสดงตัวตนว่าเป็นเกย์ แต่มันอาจจะมีความหมายกับกลุ่มคนหลากเพศรุ่นใหม่ๆ ที่อาจไม่มีพื้นที่หรือโอกาสเช่นเดียวกับเขาก็ได้ “ผมว่ามันเจ๋งจะตายไปที่ได้เห็นตัวละครซุปเปอร์ฮีโร่กลายมาเป็น ‘ซุปเปอร์ฮีโร่ในชีวิตจริง’ ด้วยน่ะ เพราะสำหรับคนรุ่นใหม่ บางคนเขาก็ไม่ได้มีอภิสิทธิ์ในการจะออกมาประกาศเพศสภาพของตัวเอง หรืออาจไม่ได้อยู่ในจุดที่จะสามารถทำได้ด้วยซ้ำไป พวกเขาไม่มีแม้กระทั่งโอกาสที่จะเป็นตัวของตัวเองเลยด้วยซ้ำ 

“ตัวผมเองก็เคยเป็นแบบนั้นมาก่อน เป็นคนที่มองไปยังสื่อบันเทิงต่างๆ หรือหนังสือคอมมิกมากมาย เพื่อหาพื้นที่ปลอบใจจนกว่าจะได้เห็นตัวเองอยู่บนนั้น และหากว่ามีคนรุ่นใหม่สักคนได้เห็นลูกชายของซุปเปอร์แมนแล้วรู้สึกดีขึ้น ผมก็ไม่เห็นว่ามันจะมีปัญหาอะไรนี่ -- การที่ตัวตนของเรามีภาพแทนบางอย่าง มันไม่เพียงช่วยเปลี่ยนแปลงชีวิตคน แต่มันยังสามารถรักษาชีวิตของใครหลายๆ คน (ที่ไร้ความหวังจนไม่อยากมีชีวิตอยู่) เอาไว้ได้ด้วยนะครับ”

และก็ไม่ได้มีแค่เคนกับบิกกินส์เท่านั้นที่ออกมาต่อต้านเพศสภาพของ จอน เคนต์ เพราะยังมีอีกหลายคนที่พูดถึงประเด็นนี้จนเกิดการถกเถียงกันอย่างใหญ่โตในโลกออนไลน์


คริสโตเฟอร์ รีฟ

 

Superman: The Man and the Myth – A Theological Exploration of the Influence of Popular Culture on Masculinity วิทยานิพนธ์ของ นาธาเนีย เฮนดริกซ์ จากมหาวิทยาลัยสเตลเลนบอช กล่าวถึงบางประเด็น-ที่ดูจะเกี่ยวพันกับการถกเถียงนี้-ไว้อย่างน่าสนใจว่า “ซุปเปอร์แมนถูกมองในฐานะของยอดมนุษย์ เป็นตำนานผู้กอบกู้มนุษยชาติ ต่อสู้เพื่อชนกลุ่มน้อย เพื่อความเป็นจริงและเพื่อความยุติธรรม เป็นภาพแทนที่เป็นสากล แต่พ้นไปจากนั้น ตัวละครนี้ก็ยังเป็นภาพแทนของการพัฒนา ‘ความเป็นชาย’ ในศตวรรษที่ 20 ด้วย [...] ร่างกายและลักษณะทางอารมณ์ของซุปเปอร์แมนถูกพัฒนาควบคู่ไปกับความเป็นชายตั้งแต่ปี 1934 จนถึงปี 2016 ซึ่งได้กลายเป็นลักษณะของความเป็นชายที่เป็นสากลในที่สุด [...] ทั้งนี้ ลักษณะทางร่างกายของซุปเปอร์แมนยังมีความแข็งแกร่ง เป็นคนขาว รักเพศตรงข้าม (Heterosexual) มีความเป็นชายที่มีอำนาจนำ (Hegemonic Male) ด้วย"

และให้หลังจากการถือกำเนิดในฐานะคอมมิกเมื่อปี 1938 ซุปเปอร์แมนยังถูกฮอลลีวูดหยิบมาดัดแปลงเป็นภาพยนตร์และซีรีส์อีกหลายเวอร์ชัน โดยหนึ่งในฉบับที่โด่งดัง และได้รับการพูดถึงอย่างกว้างขวางมากที่สุดในยุคหนึ่งก็คือ Superman (1978) ที่กวาดรายได้ไปทั้งสิ้น 300 ล้านเหรียญสหรัฐ และแจ้งเกิด คริสโตเฟอร์ รีฟ นักแสดงผู้มีรูปลักษณ์ ‘ความเป็นชาย’ ตรงตามขนบของสังคมอเมริกันในเวลานั้นทุกประการ ทั้งใบหน้าหล่อเหลา, รูปร่างสูงใหญ่, ผิวขาว, นัยน์ตาสีฟ้า และเรือนผมดำขลับ 

การมาสวมบทเป็น ‘ชายผู้แข็งแกร่งที่สุดในหมู่มวลมนุษย์’ จึงเหมาะสมสำหรับเขาอย่างยิ่ง และยังส่งผลให้มีภาคต่ออีกหลายภาค จนกลายเป็นบทประจำตัวรีฟไปในที่สุด ซึ่ง เจนนิเฟอร์ แอล คูเซ็ด เขียนวิทยานิพนธ์ From Superman to Super Jesus: Constructions of Masculinity and Disability on the Silver Screen เพื่อศึกษาประเด็นนี้ไว้ว่า “ประวัติศาสตร์ของซุปเปอร์แมนนั้น ก็คือประวัติศาสตร์อุดมคติความเป็นชายของชาวอเมริกัน รวมทั้งการแสดงของ คริสโตเฟอร์ รีฟ ที่ทรงอิทธิพลต่อการสร้างตัวละครฮีโร่ของฮอลลีวูดอย่างมาก ซุปเปอร์แมนกับรีฟจึงได้ร่วมกันสร้าง ‘สุดยอดความเป็นชาย’ ขึ้นมาในปลายศตวรรษที่ 20”

ประวัติศาสตร์การสร้างตัวตนของซุปเปอร์แมนที่หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับประวัติศาสตร์ความทรงจำของผู้คน -โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอเมริกา- อาจเป็นคำตอบว่า เหตุใดเมื่อลูกชายของเขาอย่าง จอน เคนต์ เปิดตัวว่าเป็นผู้มีความหลากหลายทางเพศ แฟนคอมมิกหลายคน ที่ส่วนใหญ่อายุมากและเติบโตมาพร้อมกับซุปเปอร์แมนรุ่นบุกเบิก จะรู้สึกระคายเคือง และตั้งคำถามต่อสถานะตัวละครที่ถูกเขียนขึ้นในทิศทางที่พวกเขาไม่เคยคาดคิดเอาไว้ จนลุกลามเป็นกระแสต่อต้านอย่างรุนแรง


Northstar

 

ในด้านหนึ่ง นี่ย่อมเป็นการสะท้อนว่าค่ายคอมมิกต่างๆ รับรู้ถึงกระแสความหลากหลาย -ทั้งทางเพศ ทางชาติพันธุ์ หรืออื่นๆ- ของสังคม และพยายามจะโอบรับเพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเคลื่อนไหวเหล่านั้น 

แต่ก็ดังที่เราบอกไปในตอนต้นว่า นี่ไม่ใช่ครั้งแรก เพราะก่อนหน้านี้ อุตสาหกรรมคอมมิกได้ผลักดันตัวละคร LGBTQ+ อย่าง นอร์ธสตาร์ (Northstar) ออกมา โดยเขาเป็นฮีโร่คนแรกจากค่ายมาร์เวลที่ ‘เปิดตัว’ ว่าเป็นเกย์ในปี 1992 อันเป็นช่วงเวลาที่เอดส์/เอชไอวีระบาดหนัก ซึ่งการปรากฏตัวของตัวละครนี้ มีนัยของการเปิดพื้นที่ให้กับเกย์ และต่อต้านผู้ที่เหยียดเกย์ -ทั้งในแง่ของการเหยียดเพศสภาพเอง และการเหยียดเพราะเข้าใจว่าเกย์คือผู้ที่แพร่เชื้อร้ายเหล่านั้น- ไปด้วยในคราวเดียว



หรือในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ที่มาร์เวลได้ถ่ายทอดตัวละครฮีโร่วัยรุ่นอย่าง วิกแคน (Wiccan) และ ฮัลคลิง (Hulkling) ในฐานะ ‘คู่รักชาย-ชาย’ ออกมาอย่างเป็นธรรมชาติและดูไม่ขัดเขิน โดยเส้นเรื่องรักของพวกเขามีตั้งแต่หว่านเสน่ห์ใส่กัน, ออกเดต ไปจนถึงแต่งงาน ท่ามกลางศึกสงครามและการต่อสู้ตามขนบอันแสนดุเดือด (พวกเขาเคยคุยกันถึงรายละเอียดของเดตระหว่างสู้กับศัตรูด้วยซ้ำ!) 



ขณะที่ในปี 2006 ทางฝั่งดีซีเองก็ประกาศว่า ตัวละครที่อยู่คู่กับค่ายมายาวนานอย่าง แบตวูแมน (Batwoman) นั้น เป็น ‘เลสเบี้ยน’ แม้ว่าในช่วงราวยุค 50 เธอจะเคยแสดงออกว่าให้ความสนใจในตัว แบตแมน (Batman) ซึ่งเป็นเพศชายก็ตามที โดยดีซีให้เหตุผลว่า “เธอเป็นเกย์ และการเป็นเกย์นั้นก็เป็นส่วนหนึ่งของตัวตนเธอ ที่ผ่านมาเราแค่อยากแสดงให้เห็นด้านที่เป็นฮีโร่ของเธอก่อนน่ะ” 

แน่นอนว่าทั้งหมดนั้นอาจดูเป็นเรื่องที่น่ายินดีในความหลากหลายที่เพิ่มมากขึ้นบนหน้าคอมมิก แต่ก็ยังมีสายตากังขาอีกไม่น้อยที่มองการประกาศตัวตนเหล่านี้ ว่าเป็นเพียงความ ‘ฉาบฉวย’ ของอุตสาหกรรมคอมมิกในการพยายามไล่ตามกระแสความหลากหลายของโลกให้ทันเท่านั้น

จึงเป็นที่น่าจับตากันต่อไปว่า จอน เคนต์ ตัวละครลูกชายไบเซ็กชวลของ ซุปเปอร์แมน ซึ่งเป็นซุปเปอร์ฮีโร่ที่คอยผลิตซ้ำภาพแทนของ ‘ความเป็นชาย’ อันผึ่งผายมาตลอดหลายทศวรรษนี้ จะถูกตีความ และถ่ายทอดออกมาอย่างไรในตอนถัดๆ ไป รวมถึงการรื้อสร้างภาพของ ‘ยอดชายชาตรี’ ด้วยว่าควรจะเป็นไปในทิศทางใดในโมงยามนี้ 

โดยเฉพาะในสังคมโลกยุคใหม่ที่ใครๆ ต่างก็หวังว่าจะได้เห็น ‘ตัวตน’ ของพวกเขาส่องสะท้อนเรืองรองอยู่ในตัวละครซุปเปอร์ฮีโร่อันเป็นที่รักบ้างสักวัน



อ้างอิง: The Hollywood Reporter, Independent.co.uk, Culturalgutter.com 

  • Nathania Hendriks, Superman: The Man and the Myth – A Theological Exploration of the Influence of Popular Culture on Masculinity, Stellenbosch University, 2017
  • Jennifer L. Koosed, From Superman to Super Jesus: Constructions of Masculinity and Disability on the Silver Screen, Albright College, 2009
     
Share article
  • Line
  • link
creator
Author
พิมพ์ชนก พุกสุข
ชอบดูหนังและกินกาแฟ

Follow

RELATED

+