Humberger Menu

คิมูระ ทาคูยะ : 30 ปีของ ‘ขวัญใจตลอดกาล’ ในโลก J-Pop ของแฟนๆ

creator
ปารณพัฒน์ แอนุ้ย
LineCopy

LATEST

+
Summary
  • หากนับจากวันที่ 9 กันยายน 1991 ที่ SMAP เดบิวต์อย่างเป็นทางการ ก็ถือว่าหนุ่มหน้าคมสุดเท่ คิมูระ ทาคูยะ เข้าสู่วงการบันเทิงมาครบ 30 ปีแล้ว ซึ่งน่าสนใจมากว่า ทุกวันนี้ อดีตไอดอลและนักแสดงหนุ่มชาวญี่ปุ่นวัย 48 คนนี้ ยังคงไม่หยุดผลิตผลงานดีๆ ออกสู่สาธารณชน
  • หนึ่งในงานที่ทาคูยะมุ่งมั่นอย่างเต็มตัว ก็คือ ‘งานแสดง’ ซึ่งตามปกติในแต่ละปี เขาจะรับเล่นซีรีส์อย่างน้อย 1 เรื่องเสมอ โดยทุกครั้งที่มีผลงานใหม่ออกมา ก็มักได้รับเสียงตอบรับด้านบวกเช่นเคย จนบางครั้งผู้คนอาจมองว่าบทบาทของเขาในฐานะนักแสดงโดดเด่นกว่าการเป็นไอดอลเสียอีก
  • ทาคูยะอาจไม่ใช่พระเอกญี่ปุ่นคนแรกที่ได้รับความนิยมอย่างสูงจากการเล่นซีรีส์ แต่มั่นใจได้ว่าในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ไม่มีใครสร้างปรากฏการณ์ได้เท่าตัวเขาอีกแล้ว เพราะซีรีส์ที่เขานำแสดงแทบทุกเรื่องมักกวาดเรตติ้งแบบถล่มทลายอยู่เสมอ จนได้รับฉายา ‘ราชาแห่งเรตติ้งละคร’ (King of Ratings) มาครองไปโดยปริยาย



แฟน J-Pop ในเมืองไทยคงมีเหตุผลต่างกันไป ว่าทำไมถึงเลือกตามวัฒนธรรมบันเทิงของประเทศนี้ แต่หากถามคนที่โตมาในยุค 90 เชื่อว่าจุดเริ่มต้นต้องมาจากหนุ่มหน้าคมสุดเท่ คิมูระ ทาคูยะ แทบทั้งสิ้น ทั้งจากผลงานของเขาในฐานะไอดอลวง SMAP และซีรีส์ญี่ปุ่นที่เขานำแสดง โดยออกฉายทางสถานีโทรทัศน์ช่อง ITV ของบ้านเรา

หากนับจากวันที่ 9 กันยายน 1991 ที่ SMAP เดบิวต์อย่างเป็นทางการ ก็ถือว่าทาคูยะเข้าสู่วงการบันเทิงมาครบ 30 ปีแล้ว ซึ่งน่าสนใจมากว่า ทุกวันนี้ เขายังไม่หยุดผลิตผลงานดีๆ ออกสู่สาธารณชน แต่ก็อาจจะมีบ้างที่คนที่เติบโตมาพร้อมกับเขา หันไปตามวัฒนธรรมของประเทศอื่นแล้ว หรือบางคนยังตามญี่ปุ่นอยู่ แต่ก็แอบปันใจไปหลงใหลศิลปินรายอื่นแทน แต่อย่างไรก็ตาม แฟนที่ยังตามผลงานของเขาก็ถือว่าเพียบอยู่ดี

บทความนี้จึงขอนำทุกท่านกลับไปรำลึกถึงช่วงเวลาแห่งความทรงจำกันอีกรอบ ว่าในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา คิมูระ ทาคูยะ ได้สร้างผลงานที่น่าจดจำใดเอาไว้บ้าง และไม่แน่ว่าอาจทำให้คนที่เคยปันใจไปแล้ว กลับมาหลงใหลในตัวเขาได้อีกครั้ง ไม่มากก็น้อย



จากก้าวแรกที่ล้มเหลว สู่ไอดอลค้างฟ้า

บทบาทแรกในวงการบันเทิงของทาคูยะนั้น เริ่มมาจากการเป็นไอดอลวง SMAP ภายใต้ชายคาต้นสังกัดที่ปลุกปั้นไอดอลชายเก่งเป็นอันดับ 1 ของญี่ปุ่นอย่างค่าย Johnny’s Entertainment โดยในช่วงใกล้เดบิวต์พวกเขาเคยถูกยกให้เป็น ‘ความหวังใหม่’ ที่น่าจะสร้างปรากฏการณ์ได้ไม่น้อย ตามรอยรุ่นพี่อย่างวง Shonentai และ Hikaru Genji

แต่ SMAP ที่ประกอบไปด้วย 6 หนุ่ม นากาอิ มาซาฮิโร่, คิมูระ ทาคูยะ, โมริ คัตสึยูกิ, อินางากิ โกโร่, คุซานากิ สึโยชิ และ คาโทริ ชิงโง กลับทำได้ไม่ดีอย่างที่คาด เพราะ Can’t Stop!! -Loving- ซิงเกิลเปิดตัวชวดอันดับ 1 บนชาร์ตประจำสัปดาห์โดยได้เพียงที่ 2 เท่านั้น ซึ่งสำหรับศิลปินบางราย อันดับ 2 ถือเป็นรางวัลที่แทบจะปิดค่ายฉลองได้แล้ว แต่ในกรณีของค่าย Johnny's ผลงานที่ต่ำกว่าอันดับ 1 นั้น ถือเป็นความล้มเหลว 

และ SMAP ก็ตกอยู่ในสถานะปั้นไม่ขึ้นเช่นนั้นอยู่ถึง 2-3 ปี จนถึงขนาดเกือบโดนยุบวงทิ้ง เพราะอยู่ไปก็มีแต่ทำให้ค่ายขาดทุน

โชคดีที่เกิดจุดเปลี่ยนขึ้นเสียก่อน และมันก็เป็นผลมาจากตัวของทาคูยะ-กัปตันวงคนนี้นี่เอง โดยเขาได้ไปร่วมแสดงในซีรีส์โทรทัศน์เรื่องต่างๆ อาทิ Asunaro Hakusho (1993) ที่แม้จะไม่ได้รับบทนำเต็มตัว แต่ด้วยหน้าตาหล่อเหลาคมเข้ม เสน่ห์ขึ้นกล้อง และความเท่ที่ยากจะหาใครมาทัดเทียม ก็ทำให้เขากลายมาเป็นที่หมายปองของสาวๆ ทั่วประเทศ นำพาให้แสงสว่างส่องมาถึง SMAP ทั้งวง พร้อมช่วยส่งให้ Hey Hey Ōki ni Maido Ari ซิงเกิลที่ 12 ของวงคว้าอันดับ 1 มาครองได้เสียที หลังจากรอคอยมาแสนนาน



ปี 1996 เป็นต้นมา คือช่วงขาขึ้นโดยสมบูรณ์ของ SMAP เมื่อสมาชิกในวงถูกคัดเลือกให้ไปเล่นเป็นตัวเอกในซีรีส์และได้เสียงตอบรับด้านบวกกันหลายคน แต่ถึงอย่างนั้น ก็ไม่มีใครมาแรงเท่าทาคูยะอีกแล้ว เนื่องจากเขาได้รับบทนำในซีรีส์ที่ทำเรตติ้งสูงสุดของยุค 90 ถึง 2 เรื่องติด นั่นคือ Long Vacation (1996) และ Love Generation (1997) 

เท่านั้นไม่พอ SMAP ยังมีรายการวาไรตี้ของตัวเองอย่าง SMAPxSMAP ที่เป็นพื้นที่ ‘ปล่อยของ’ พร้อมกับปฏิวัติวงการด้วยการผันตัวเองเป็น ‘ไอดอลสายเล่นตลกเจ็บตัว’ ลบภาพจำว่าไอดอลญี่ปุ่นต้องดูเคร่งขรึม รักษาภาพลักษณ์ ซึ่งก็ส่งผลให้พวกเขาเป็นไอดอลที่จับต้องได้ง่ายในสายตาคนทั่วไป นับแต่นั้นมา ไม่ว่าจะสร้างสรรค์ผลงานอะไร พวกเขาก็มักได้รับเสียงตอบกลับด้านบวกเสมอ โดยเพลงของพวกเขาก็ฮิตติดชาร์ตอันดับ 1 ด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นเพลงเด่นอย่าง Ganbarimashō, Dynamite, Shake, Yozora no Mukō และ Lion Heart เป็นต้น 

แต่จุดพีกสุดเกิดขึ้นในปี 2003 เมื่อ SMAP ที่เหลือสมาชิกแค่ 5 คน (เนื่องจากโมริออกจากวงไปเป็นนักแข่งมอเตอร์ไซค์ตั้งแต่ปี 1996) ส่งเพลงเพราะความหมายดี Sekai ni Hitotsu Dake no Hana ที่สื่อว่า “ทุกคนคือดอกไม้ที่มีเพียงหนึ่งเดียวในโลก” ซึ่งกลายมาเป็นเพลงที่คนทั้งชาติร้องได้ และไม่เพียงแค่เป็นนิยมในญี่ปุ่นเท่านั้น แต่มันยังดังไกลไปในระดับทั่วเอเชียและทั่วโลกด้วย โดยเพลงนี้เป็น 1 ใน 3 ซิงเกิลจากญี่ปุ่นที่ทำยอดขายได้เกิน 3 ล้านแผ่น

ถึงจุดนี้ SMAP ภายใต้การนำของ ‘กัปตันทาคูยะ’ ก็มาไกล จนหลายคนลืมไปแล้วว่า พวกเขาเคยเป็นความล้มเหลวของค่ายมาก่อน


 

แยกทาง...เพื่อเริ่มต้นใหม่

หลังจาก SMAP กลายเป็น ‘ไอดอลแห่งชาติ’ และไม่ได้ออกเพลงถี่ทุกไตรมาสเท่าเมื่อก่อน แต่พวกเขาก็ยังมีงานชุก ทั้งงานวงและงานเดี่ยว เพื่อเพิ่มพูนขีดความสามารถของตัวเองให้สูงขึ้น

น่าเศร้าตรงที่แม้จะเคียงบ่าเคียงไหล่กันมานาน 25 ปี แต่ช่วงกลางปี 2016 SMAP กลับประกาศข่าวร้ายว่าพวกเขาจะยุบวงในวันสิ้นปี กลายเป็นข่าวที่ติดเทรนด์ระดับโลก โดยกระแสส่วนใหญ่เป็นไปในทางเสียดายและโศกเศร้า เพราะไม่เพียงแค่แฟนคลับ แต่ชาวบ้านชาวช่องจำนวนมากที่เคยเห็นพวกเขา 5 คนปรากฏตัวพร้อมกันเป็นประจำ ต่างก็ไม่มีใครเคยคาดคิดมาก่อนว่าวันนี้จะมาถึง

วันที่ 9 กันยายนของทุกปี แฟนๆ จึงหาโอกาสรำลึกถึง SMAP อยู่เสมอ ไม่เพียงแค่นั้นหน่วยงานหรือองค์กรต่างๆ อย่างเช่น ร้านขายซีดี ก็ยังจัดมุมพิเศษของวง พร้อมติดป้ายอลังการเพื่อแสดงให้เห็นว่า วันนี้มีความสำคัญต่อประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นอย่างไร และในวันครบรอบ 30 ปีที่ผ่านมา ก็ยังมีคนสังเกตว่า โตเกียวทาวเวอร์ เปิดไฟจัดแสดงแสงสีโดยใช้สีประจำตัวของเมมเบอร์ทุกคนอีกต่างหาก

แม้จะน่าใจหาย แต่การแยกทางครั้งนี้ก็ช่วยให้สมาชิกแต่ละคนมีเวลาทำสิ่งที่ตัวเองถนัดมากขึ้น โดยในปัจจุบัน ทาคูยะเป็นเพียงคนเดียวที่ยังอยู่ใต้ชายคา Johnny’s ซึ่งถึงจะไม่ได้ทำเพลงถี่เท่าเดิม แต่เขาก็ไม่ได้ทิ้งงานเพลงไปแบบเต็มตัว เพราะช่วงเดือนมกราคม 2020 เขาได้ปล่อยอัลบั้มเดี่ยว Go with the Flow ออกมาวางจำหน่าย แถมยังจัดทัวร์คอนเสิร์ตไปพร้อมๆ กัน โดยในคอนเสิร์ตไม่เพียงมีการเล่นเพลงจากอัลบั้มดังกล่าว แต่เขายังนำเอาเพลงเด่นของ SMAP บางเพลงมาเล่นให้แฟนๆ ได้เซอร์ไพรส์ด้วย ถือเป็นไฮไลต์ที่ทำให้แฟนๆ ตื้นตัน หลังจากคิดว่าคงไม่มีโอกาสได้ฟังเพลงของวงจากอดีตเมมเบอร์อีกแล้ว

แต่งานที่ทาคูยะมุ่งมั่นอย่างเต็มตัว ก็คือ ‘งานแสดง’ ซึ่งตามปกติในแต่ละปี เขาจะรับเล่นซีรีส์อย่างน้อย 1 เรื่องเสมอ และนับตั้งแต่ปี 2017 เป็นต้นมา เขาก็ดูจะหาโอกาสรับเล่นซีรีส์ หนัง รวมทั้งละครตอนพิเศษบ่อยขึ้น โดยทุกครั้งที่มีผลงานใหม่ออกมา ก็มักได้รับเสียงตอบรับด้านบวกเช่นเคย จนบางครั้งผู้คนอาจมองว่าบทบาทของเขาในฐานะนักแสดงโดดเด่นกว่าการเป็นไอดอลเสียอีก


หนึ่งในปกอัลบั้มเดี่ยว Go with the FLow

 

บทบาทชั้นยอดของชายหนุ่มผู้มุ่งมั่น และส่งต่อแรงบันดาลใจ

ทาคูยะอาจไม่ใช่พระเอกญี่ปุ่นคนแรกที่ได้รับความนิยมอย่างสูงจากการเล่นซีรีส์ แต่มั่นใจได้ว่าในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ไม่มีใครสร้างปรากฏการณ์ได้เท่าตัวเขาอีกแล้ว เพราะซีรีส์ที่เขานำแสดงแทบทุกเรื่องมักกวาดเรตติ้งแบบถล่มทลายอยู่เสมอ จนได้รับฉายา ‘ราชาแห่งเรตติ้งละคร’ (King of Ratings) มาครองไปโดยปริยาย

หากไล่ย้อนดูลิสต์ซีรีส์ญี่ปุ่นที่ทำเรตติ้งสูงสุดตลอดกาลใน 10 อันดับแรก ก็จะมีเรื่องที่เขานำแสดงไปแล้วครึ่งหนึ่ง โดยแต่ละเรื่องในช่วงพีกๆ สามารถทำเรตติ้งสูงกว่า 20% และทะลุ 30% บ่อยๆ จนถือเป็นเรื่องปกติ

และเนื่องจากซีรีส์ญี่ปุ่นจะมีความโดดเด่นอยู่ที่การนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับอาชีพต่างๆ ในสังคมได้อย่างน่าสนใจ การสวมบทบาทอย่างสมจริงของเขาในแต่ละเรื่อง จึงถึงขั้นสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ชมอยากไปประกอบอาชีพเหล่านั้นตามเขาด้วย ไม่ว่าจะอัยการ, นักกีฬาฮอกกี้น้ำแข็ง, นักบิน และอื่นๆ อีกมากมาย -- และทำให้ทาคูยะกลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญประจำอาชีพนั้นๆ ในแต่ละช่วงเวลาไปด้วย

ทั้งนี้ตัวละครของทาคูยะมักจะเป็นคนเก่งกาจ มากความสามารถ มีความมุ่งมั่น และหัวดื้อหัวรั้น ที่หากตั้งเป้าอะไรไว้จะต้องทำให้สำเร็จให้ได้ ทั้งยังเป็นพวกไม่ยอมเดินตามขนบที่หลายคนคุ้นชิน และมักไม่ถูกกับพ่อตัวเอง หรือถ้าตัวละครของเขามีลูก ก็มักจะไม่ถูกกับลูกด้วยอีกคน 

อย่างไรก็ตาม เอกลักษณ์ดังกล่าวเป็นจุดที่นักวิจารณ์และคนดูบางส่วนรู้สึกว่า ผลงานของเขาดูจะซ้ำซากจำเจเกินไปหน่อย เพราะเขาแทบไม่ได้ลองรับบทอื่นๆ ที่แปลกใหม่และท้าทายเลย แต่หากเราลองพิจารณาว่าองค์ประกอบเหล่านี้คือ ‘สูตรสำเร็จ’ ที่ใช้เมื่อไหร่ก็ได้ผล ก็คงไม่มีเหตุผลที่เขาจะต้องเปลี่ยนแนวทางให้เรตติ้งต้องตกต่ำลงแต่อย่างใด



8 ซีรีส์ดี-เด่น-ดัง ที่ควรค่าแก่การรับชม

1) Hero (2001- 2014) : มหากาพย์อัยการนอกกรอบ

หากถามว่า บทบาทไหนของทาคูยะที่ได้รับการกล่าวขวัญถึงมากที่สุด ก็คงต้องเป็นบท คูริว โคเฮ อัยการหนุ่มผู้เปี่ยมด้วยความมุ่งมั่น รักความยุติธรรม และมีวิธีการสืบสวนสอบสวนเพื่อค้นหาความจริงไม่เหมือนกับอัยการคนไหนๆ จากเรื่องนี้ โดยซีรีส์ Hero ทำเรตติ้งตลอดกาลเฉลี่ยสูงถึง 34.3% และถือว่าสูงสุดตลอดกาลในประวัติศาสตร์ซีรีส์ญี่ปุ่นเลยทีเดียว -- ที่สำคัญตลอดทั้ง 11 ตอน ตัวเลขยังไม่เคยลดต่ำกว่า 30% ด้วยซ้ำ ซึ่งไม่มีเรื่องไหนสามารถทำได้มาก่อน

ทั้งนี้ Hero ออกอากาศในช่วงที่ทาคูยะกำลังเผชิญมรสุมชีวิตพอดี เนื่องจากเขาเพิ่งประกาศแต่งงานกับ คุโด้ ชิสุกะ นักร้องสาวขวัญใจอีกคน ซึ่งตามวัฒนธรรมญี่ปุ่น การเป็นไอดอลวัยหนุ่มแน่นที่มีฐานแฟนคลับมหาศาล แต่กลับตัดสินใจแต่งงานในช่วงที่กำลังอยู่จุดพีกสุดของอาชีพ ถือว่าสุ่มเสี่ยงที่จะโดนกระแสสังคมโต้กลับจนตกกระป๋องในพริบตา แต่จากเรตติ้งที่ออกมา ก็บ่งบอกได้ชัดว่า ผู้คนให้การต้อนรับเขาดีแค่ไหน 

ในแง่ของการเป็นแรงบันดาลใจ มีอัยการท่านหนึ่งกล่าวไว้ว่า เขาฝันอยากเป็นอัยการก็เพราะการถ่ายทอดบทบาทของทาคูยะในเรื่องนี้ แถมเวลาที่เขากำลังรู้สึกหมดไฟ ไม่อยากเดินหน้าต่อในเส้นทางอาชีพนี้แล้ว Hero ก็มักจะออกอากาศตอนพิเศษ (2006), ออกซีซั่นใหม่ (2014) หรือสร้างเวอร์ชันภาพยนตร์ (2007 และ 2015) อย่างถูกที่ถูกเวลา จนทำให้เขามีแรงฮึดสู้ และหวนกลับมาเป็นอัยการได้เสมอด้วย



2) Good Luck!! (2003) : เจ้านกน้อยเอ๋ย จงกางปีกโผบิน

ไม่มีซีรีส์เกี่ยวกับนักบินเรื่องไหนที่ทำเรตติ้งสูงได้เท่าเรื่องนี้อีกแล้ว ด้วยตัวเลข 30.41% และก็เป็นอีกครั้งที่ทาคูยะสร้างแรงบันดาลใจให้คนจำนวนมากอยากเป็นคนขับเครื่องบิน จากการสวมบทนักบินหนุ่มเลือดร้อน ชินไค ฮาจิเมะ

Good Luck!! อัดแน่นด้วยองค์ประกอบดีๆ ทุกอย่างที่ซีรีส์น้ำดีสักเรื่องควรมี โดยเฉพาะตัวบทที่นำเสนออาชีพนักบินออกมาอย่างน่าสนใจว่า กว่าจะฝ่าฟันจนสามารถกางปีกบินได้สมบูรณ์นั้น พวกเขาต้องผ่านอะไรมาบ้าง ทั้งยังชวนให้คนดูอยากติดตามว่า ชินไคจะพัฒนาจากการเป็นผู้ช่วยนักบินที่นำเครื่องลงจอดไม่นุ่มนวล จนกลายมาเป็นนักบินที่เก่งกล้าสามารถและนำเครื่องลงจอดแบบไม่มีข้อติ พร้อมยังแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่เกิดขึ้นบนเครื่องบ่อยๆ ได้อย่างไร

อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้ซีรีส์โดดเด่นมากๆ คือเคมีที่เข้าขากันของทาคูยะ กับนางเอกสาว ชิบาซากิ โค ผู้รับบทเป็นวิศวกรการบินสาว โอกาว่า อายูมิ จนทั้งคู่กลายมาเป็นคู่พระนางที่ถูกอกถูกใจแฟนๆ ก่อนจะหวนกลับมาร่วมจอกันอีกครั้งในซีรีส์ไซ-ไฟฟอร์มดี Ando Lloyd - A.I. Knows Love? (2013) ที่แม้คุณภาพจะยังครบเครื่อง แต่ในแง่ความนิยมก็ไม่สามารถเทียบชั้น Good Luck!! ที่สร้างมาตรฐานเอาไว้สูงเสียดฟ้าได้



3) Long Vacation (1996) : เรื่องรักนักเปียโนชีวิตหม่น

ในซีรีส์แนวรักโรแมนติกเรื่องนี้ ทาคูยะรับบท ฮิเดโตชิ เซนะ นักเปียโนหนุ่มที่แม้จะมีฝีมือ แต่กลับไม่รุ่งเท่าที่ควร ซึ่งการสวมบทบาทดังกล่าวของเขา สามารถจุดกระแสให้คนญี่ปุ่นหันมาเล่นเปียโนเยอะขึ้นในระดับปรากฏการณ์

Long Vacation ขีดเขียนให้ เซนะ นักเปียโนวัยละอ่อนผู้กำลังสับสนและเริ่มไม่มั่นใจในอาชีพของตัวเอง ต้องมาอยู่ร่วมกับ มินามิ (รับบทโดย ยามากุจิ โทโมโกะ) สาวหัวใจบอบช้ำผู้โดนเจ้าบ่าวทิ้งกลางงาน และผจญมรสุมรุมเร้าจนไปต่อไม่เป็น แต่สองหนุ่มสาวที่สภาพจิตใจแตกร้าวและมีอนาคตอันมืดมน กลับค่อยๆ เยียวยากันเอง จนเกิดเป็นความรักความผูกพันที่ทำเอาคนดูในตอนนั้น ‘ฟิน’ กันถ้วนหน้า 

ซีรีส์เรื่องนี้คือปฐมบท King of Ratings ของทาคูยะ เพราะมันสามารถทำเรตติ้งได้สูงถึง 29.1% และส่งผลให้เขากับโทโมโกะกลายเป็น ‘คู่ขวัญแห่งยุค’ ที่คอซีรีส์ญี่ปุ่นล้วนใฝ่ฝันอยากเห็นทั้งคู่กลับมาร่วมงานกันอีกครั้ง แต่กว่าจะกลายเป็นจริงได้ ก็ต้องรอจนกระทั่งปี 2018 เมื่อทาคูยะมาแสดงเป็นบอดี้การ์ดรับจ้างผู้มุ่งมั่นในเรื่อง BG: Personal Bodyguard และถึงแม้ตัวละครของเขากับโทโมโกะจะมีโมเมนต์กันเพียงแค่แวบเดียว แต่ก็มากพอที่จะทำให้แฟนๆ นอนตายตาหลับได้แล้ว



4) Love Generation (1997) : รักวุ่นๆ ลุ้นสุดใจของหนุ่มติสต์ฝ่ายขาย

ถัดจากความสำเร็จขั้นสูงของ Long Vacation ทาคูยะก็รับบทนำในซีรีส์ชื่อคล้ายกันอย่าง Love Generation ต่อเนื่องทันที โดยเขาสวมบทเป็น เทปเป คาตากิริ หนุ่มสายติสต์ผู้โดนจับให้มาทำงานฝ่ายขาย จนต้องเรียนรู้งานและเปลี่ยนแปลงไลฟ์สไตล์ใหม่หมด แต่เหมือนแค่เรื่องงานจะยังวุ่นไม่พอ เพราะเขายังกลายมาเป็นคู่กัดกับเพื่อนสาวท่าทางโก๊ะๆ ในออฟฟิศ ซึ่งดันค่อยๆ พัฒนาความสัมพันธ์และกลายเป็นความรักขึ้นมา 

แต่ในขณะที่ทุกอย่างกำลังเข้าที่ เทปเปกลับต้องจัดการกับความสัมพันธ์สุดกระอักกระอ่วน เมื่อคนรักเก่าของเขาดันแต่งงานกับพี่ชายตัวเอง กลายเป็นปัญหาหัวใจที่เกือบทำเอาทุกฝ่ายร้าวราน 

Love Generation โดดเด่นที่เส้นเรื่องรักกุ๊กกิ๊กพ่อแง่แม่งอนระหว่างทาคูยะกับ มัตสึ ทาคาโกะ ในบท ริโกะ อุเอะสุกิ (พวกเขาได้กลับมาประกบคู่กันอีกครั้งใน Hero ด้วยบทบาทที่แตกต่างจากเรื่องนี้โดยสิ้นเชิง) จนไม่แปลกใจว่า เพราะเหตุใดถึงทำเรตติ้งสูงถึง 30.70% เนื่องจากผู้ชมคงต้องการติดตามความอิรุงตุงนังของความรักครั้งนี้แบบไม่อยากกะพริบตา



5) Pride (2004) : ชัยชนะของนักกีฬาฮอกกี้

อาจกล่าวได้ว่า ระดับความนิยมในกีฬาฮอกกี้น้ำแข็งที่ญี่ปุ่นนั้น มีอยู่ ‘น้อยมากๆ’ เมื่อเทียบกับกีฬายอดฮิตอย่างเบสบอลและฟุตบอล แต่เพราะ Pride ที่ทาคูยะสวมบทเป็น ฮาลู นักฮอกกี้น้ำแข็งสุดเท่ กล้าได้กล้าเสีย และชอบแข่งขัน สามารถจุดกระแสความนิยมในกีฬาชนิดนี้ได้อย่างที่ไม่เคยมีนักกีฬาคนไหนทำได้มาก่อน จนทาคูยะถึงขั้นได้รับการยกย่องว่าเป็นสมาชิกกิตติมศักดิ์ของแวดวงฮอกกี้น้ำแข็งญี่ปุ่นเลยทีเดียว

Pride ทำเรตติ้งสูงถึง 25.1% ซึ่งนอกจากความสนุกในฉากแข่งขันกีฬาสุดตื่นเต้นลุ้นระทึกแล้ว การเลือกเพลง I Was Born to Love You ของวง Queen มาใช้เป็นเพลงประกอบ ก็ยังช่วยสร้าง ‘ภาพจำ’ ให้แก่คนจำนวนมากด้วยว่า หากได้ยินเพลงนี้เมื่อไร ภาพใบหน้าอันขึงขังจริงจัง ท่ากำมือขวาไว้ตรงอกข้างซ้าย และลีลาการเคลื่อนไหวสุดฉวัดเฉวียนบนลานน้ำแข็งของฮาลู ก็จะโผล่เข้ามาในหัวทันที



6) Change (2007) : คนรุ่นใหม่ในโลกการเมืองสุดเดือด

หนึ่งในซีรีส์คลาสสิกเหนือกาลเวลาของทาคูยะ เขารับบทเป็น อาซากุระ เคตะ ครูโรงเรียนมัธยมผู้แทบไม่ค่อยสนใจเรื่องการเมือง แม้พ่อของเขาจะเป็นถึงนักการเมืองใหญ่ระดับประเทศ แต่พอพ่อของเขาเสียชีวิตกะทันหันในช่วงที่ต้องลงเลือกตั้งพอดี เขาเลยต้องกลายเป็น ‘ตัวแทน’ ให้พ่อโดยไม่เต็มใจ ซึ่งเขาก็ดูจะไปได้ไกลกว่าที่คิด เพราะด้วยฐานเสียงที่ชื่นชอบในความมุ่งมั่นซื่อตรง จิตใจที่บริสุทธิ์ และการรับฟังเสียงประชาชนอย่างจริงจังของเขา (ซึ่งแตกต่างจากนักการเมืองหน้าเดิมๆ ในสภา) ก็ช่วยสนับสนุนให้เขาได้ก้าวขึ้นมาเป็น ‘นายกรัฐมนตรีคนใหม่’ ของญี่ปุ่นภายในเวลาอันรวดเร็ว 

แต่เขากลับไม่รู้เลยว่า ความสำเร็จเกินคาดในอาชีพใหม่นี้ มีเบื้องลึกเบื้องหลังมาจากนักการเมืองเขี้ยวตันบางคนที่พยายามผลักดันเขาเพื่อผลประโยชน์ส่วนตน มันจึงน่าติดตามว่า เขาจะรักษาจิตใจอันขาวสะอาดของตัวเองเอาไว้ได้อย่างไร โดยที่ไม่ถูกกลืนเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการเมืองน้ำครำไปเสียก่อน

Change ทำเรตติ้งน่าประทับใจที่ 22.08 และในช่วงที่โควิด-19 แพร่ระบาดก็ยังถูกพูดถึงเป็นพิเศษ เมื่อประชาชนในเวลานั้น เริ่มมองเห็นปัญหาทางการเมืองของญี่ปุ่นว่า ยังผูกขาดเรื่องของความอาวุโส และบริหารงานบนแนวคิดเก่าคร่ำครึ ซึ่งไม่เหมาะกับโลกยุคใหม่ที่กำลังรุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว จนเกิดเป็นคำถามว่า ถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่เราจะต้องเอาคนรุ่นใหม่เข้ามาช่วยเปลี่ยนแปลงประเทศ ซึ่งก็ถึงขนาดมีการแซวกันเล่นๆ ด้วยซ้ำไปว่า หากทาคูยะได้เป็นนักการเมืองบริหารประเทศจริงๆ มันอาจจะออกมาดีก็ได้



7) I’m Home (2015) : ใบหน้าที่หายไป และการไถ่บาปจากอดีต

I’m Home เป็นซีรีส์รสเด็ดที่เล่นกับ ‘ความเหนือจริง’ ได้อย่างน่าติดตามตั้งแต่ต้นจนจบ ทาคูยะรับบทเป็น อิเอจิ ฮิซาชิ ที่กำลังประสบความสำเร็จจากการทำงานในบริษัทหลักทรัพย์ ทว่าเขาดันประสบอุบัติเหตุจนทำให้ความทรงจำในช่วงไม่กี่ปีหลังหายไปหมด เมื่อเขาฟื้นกลับมา จึงได้รับรู้ว่า ตัวเองเคยสร้างบาดแผลทางใจไว้ให้ใครต่อใครมากกว่าที่คิด เขาเลยพยายามไถ่บาปและกลับตัวเสียใหม่ 

แต่ความพิศวงก็คือ ในขณะที่เขามองเห็นทุกคนตามปกติ ทว่าเวลาที่เขามองใบหน้าของภรรยาและลูกชาย กลับมี ‘หน้ากาก’ ปิดบังใบหน้าของพวกเขาไว้ และไม่ว่าจะทำอย่างไร ก็ไม่สามารถมองเห็น ‘ใบหน้าที่แท้จริง’ เสียที

นี่เป็นซีรีส์ในยุคหลังของทาคูยะ ที่ไม่ได้ทำเรตติ้งทะลุ 20-30% เท่าเมื่อก่อน เนื่องด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป เพราะผู้คนสามารถดูรายการโทรทัศน์ผ่านสมาร์ทโฟน และดูย้อนหลังได้โดยไม่ต้องชมสด ทำให้การวัดเรตติ้งด้วยวิธีเก่าๆ เช่นเดิม อาจไม่สามารถแสดงผลความนิยมของรายการโทรทัศน์ได้อย่างครบถ้วน แต่ถึงกระนั้น I’m Home ก็ยังทำเรตติ้งได้ถึง 14.65% ซึ่งก็ช่วยพิสูจน์ว่า ไม่ว่าจะยุคสมัยไหน ทาคูยะยังเป็นแม่เหล็กชั้นดีที่ดึงดูดให้คนมาดูซีรีส์ได้เสมอ



8) Grande Maison Tokyo (2019) : ทวงบัลลังก์เชฟมือหนึ่ง

ทาคูยะรับบท นัตสึกิ โอบานะ เชฟอาหารฝรั่งเศสชาวญี่ปุ่นฝีมือเยี่ยม แต่เขาดันทำบางอย่างผิดพลาดจนต้องตกงานยาวๆ โดยไม่มีใครอยากจ้างเขาอีก โชคดีว่าเขาได้รับการช่วยเหลือจากเชฟสาวผู้ใฝ่ฝันอยากทำอาหารฝรั่งเศสชั้นดี ทั้งคู่จึงฟอร์มทีมเปิดภัตตาคารอาหารฝรั่งเศสขึ้นมา โดยมีเป้าหมายว่าจะต้องเป็นภัตตาคารอันดับหนึ่งของญี่ปุ่นให้จงได้ แม้จะต้องเผชิญกับเชฟคู่แข่งจากร้านอื่นที่มีทุกอย่างถึงพร้อมกว่า ไหนจะยังมีนักวิจารณ์อาหารคู่ปรับที่จ้องจะฉีกเขาเป็นชิ้นๆ อีกคน

ในชีวิตจริง ทาคูยะเป็นคนทำอาหารเก่งอยู่แล้ว ซึ่งก็เป็นผลมาจากช่วง Bistro SMAP ในรายการ SMAPxSMAP ที่เปิดโอกาสให้สมาชิกในวงได้ทำอาหารให้แขกรับเชิญชิมทุกสัปดาห์ โดยก่อนหน้านี้ ในซีรีส์บางเรื่องก็เคยยังเปิดโอกาสให้เขาสามารถโชว์ทักษะอันเหลือร้ายนี้ออกหน้าจอมาบ้าง (เช่น I’m Home) แต่ Grand Maison Tokyo คือเรื่องที่ทำให้เขาได้โชว์ฝีมืออย่างเต็มที่ -- สุดท้าย มันจึงไม่เพียงได้เรตติ้งที่น่าพึงพอใจที่ 12.74% แต่ในสื่อหลายๆ สำนักยังยกให้เป็นซีรีส์ที่ดีเยี่ยมในอันดับต้นๆ ของทาคูยะด้วย


สาวๆ กับคุณพ่อ

 

ก้าวไปพร้อมกับ ‘ป๊ะป๋า’ อย่างแข็งขัน

แม้จะมีฐานแฟนคลับที่ชื่นชอบเขาอยู่มากมาย แต่น่าสังเกตว่าเวลามีการจัดอันดับนักแสดงชายที่มีคนเกลียดขี้หน้ามากที่สุด ชื่อของ คิมูระ ทาคูยะ มักจะเด้งขึ้นมาเป็นอันดับ 1 เสมอ (และก็ยังน่าตลกตรงที่หากหันกลับไปดูโพลว่า ใครคือนักแสดงชายที่ผู้คนรักมากที่สุด ปรากฏว่าอันดับ 1 ก็ยังตกเป็นของทาคูยะอีกเช่นกัน)

ตลอดชีวิตของทาคูยะไม่มีคำว่า ‘ง่าย’ เพราะเขาต้องผจญกับฟีดแบ็กด้านลบมาโดยตลอด แต่เขาก็ยังพิสูจน์ถึงความเป็นคนบันเทิงที่เปี่ยมฝีมือได้ในทุกครั้ง แม้กระทั่งในช่วงเวลาที่ชีวิตสั่นคลอนที่สุดอย่างตอนยุบวง SMAP ซึ่งหลายคนอาจค่อนขอดว่า พอถอดคราบไอดอลออก ความนิยมก็คงลดลงตามไปด้วย 

ที่สำคัญ กระแสตอบรับซีรีส์ของทาคูยะ ก็ยังคงมาตรฐานน่าพึงพอใจทุกเรื่อง โดยล่าสุด BG: Personal Bodyguard ซีซั่น 2 ที่เขากลับมารับบทบอดี้การ์ดผู้มุ่งมั่น และจะปกป้องผู้ว่าจ้างสุดชีวิต ก็ลงเอยด้วยการทำเรตติ้งสูงสุดเป็นอันดับ 2 ของปี 2020 เพราะฉะนั้น อาจถือได้ว่าเรื่องอาชีพการงานของเขายังคงไม่มีอะไรให้แฟนๆ ต้องเป็นห่วง 

อย่างไรก็ดี ในระยะหลังมานี้ อีกบทบาทเด่นของทาคูยะ ก็คือการเป็น ‘ป๋าดัน’ ให้ลูกสาว 2 คน คือ โคโคมิ และ โคคิ (หรือชื่อจริงคือ มิตสึกิ) ที่ทั้งสวยและน่ารัก โดยในรายของโคโคมินั้น ได้หน้าตาที่ถอดแบบมาจาก คุโด้ ชิสุกะ ผู้เป็นแม่ ส่วนโคคิก็ได้พ่อมาแทบทุกกระเบียดนิ้ว ทั้งดวงตาและใบหน้า จนหลายคนอดแซวไม่ได้ว่าเธอคือทาคูยะเวอร์ชันใส่วิกผมยาว

ทั้งนี้ หากใครที่ติดตามอินสตาแกรมของ 2 สาว (@cocomi_553_official และ @koki) ก็จะพบว่าพวกเธอมักเล่าเรื่องราวน่ารักๆ เกี่ยวกับป๊ะป๋าสุดหล่อให้แฟนๆ ฟังเสมอ รวมถึงวีรกรรมเด็ดๆ ว่า พ่อชอบแกล้งพวกเธออย่างไรบ้าง (เช่น จับแมลงสาบมาวิ่งไล่!) แต่ลูกๆ ก็น่าจะได้ความแสบมาจากพ่อไม่มากก็น้อย เพราะล่าสุด พวกเธอเพิ่งถ่ายรูปกับป้ายโฆษณาที่ป๋าเป็นพรีเซนเตอร์ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความขี้เล่นแบบลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น

ปัจจุบัน โคโคมิและโคคิกำลังเอาดีในสายแฟชั่นเป็นหลัก โดยรับทั้งงานถ่ายแบบและการเดินแบบแต่ (ยังไม่มีทีท่าว่าพวกเธอจะจับงานแสดงหรืองานเพลงแบบพ่อ) ซึ่งก็มั่นใจได้ว่าพวกเธอน่าจะกลายเป็นดาวเด่นในเส้นทางของตนแบบที่พ่อเป็น แถมแฟนๆ ของทาคูยะก็ยังพร้อมจะร่วมสนับสนุนลูกสาวของเขา เหมือนอย่างที่เคยสนับสนุนป๊ะป๋าสุดที่รักของทั้งคู่มาตลอดเช่นกัน

ตอนนี้ คิมูระ ทาคูยะ กำลังอยู่ในวัย 48 ปี ซึ่งยังคงความหนุ่มแน่นและขยันขันแข็งไม่เคยเปลี่ยน เหมือนที่เป็นมาตลอด 30 ปี และก็ดูไม่มีทีท่าว่าจะอำลาวงการในเร็ววัน เพราะตราบใดที่เขายังมีเรี่ยวแรง เขาก็น่าจะสร้างสรรค์ผลงานดีๆ และสร้างแรงบันดาลใจด้านบวกให้แก่ผู้คนอีกจำนวนมากต่อไป



อ้างอิง: Asianwiki.com, Wiki.d-addicts.com, Wikipedia, Rz-jocelyn.livejournal.com (1, 2), Straitstimes.com, Tokyohive.com 


Share article
  • Line
  • link
creator
Author
ปารณพัฒน์ แอนุ้ย
นักเขียนฟรีแลนซ์สายภาพยนตร์บันเทิง แต่ห่างเหินจากการดูหนัง หลงใหลกีฬาอเมริกัน รถแข่ง F1 และไอดอลญี่ปุ่น

Follow