Humberger Menu

เส้นทางชีวิตของ ลูค ณภัทร ‘เด็กมหัศจรรย์’ ชาวไทยวัย 14 ผู้โลดแล่นในแวดวงละครเวทีนิวยอร์ก

คุณสามารถอ่านได้อีก

5

บทความ

Register

or

Login

creator
The Showhopper
LineCopy

LATEST

+
Summary
  • ลูค-ณภัทร เสถียรถิระกุล คือนักแสดงไทยวัย 14 ปี ที่มีความฝันอยากจะไปโลดแล่นบนเวทีบรอดเวย์ โดยเขาเคยได้ฝากฝีไม้ลายมือเอาไว้ในผลงานละครเวทีเรื่อง Christmas Carol the Musical และ Farewell My Concubine อีกทั้งยังได้เซ็นสัญญากับเอเจนซี่แถวหน้าในนิวยอร์กมาแล้ว
  • ลูคเปิดเผยถึงเคล็ดลับในการเตรียมตัวออดิชันว่า กฎ 3 ข้อที่เขายึดไว้ตลอดคือ 3Ps ซึ่งประกอบไปด้วย Practice, Practice และ Practice เนื่องจากเขาให้ความสำคัญกับการฝึกฝนเป็นอย่างมาก ทั้งการซ้อมร้องเพลง และการซ้อมการแสดง โดยอัดวิดีโอเอาไว้เพื่อหาจุดบกพร่องและคอยแก้ไขมัน ซึ่งเขาลงมือทำแบบนั้นซ้ำๆ ทุกวัน จนกว่าจะถึงการออดิชันจริง
  • และแม้ว่าอาชีพนักแสดงจะต้องใช้ ‘ความสามารถของตัวเอง’ ในการพิสูจน์ฝีมือเพื่อกรุยทางสู่ความสำเร็จ แต่ถึงอย่างนั้นก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า การมีคนรอบข้างคอยให้การสนับสนุน ก็ถือเป็นอีกหนึ่งพลังสำคัญที่ช่วยผลักดันให้ใครหลายคนก้าวต่อไปได้ไกลกว่าคนอื่น โดยในกรณีของลูคก็คือพ่อแม่ -- เราจะมาเปิดเผยเส้นทางชีวิตและการไล่ตามความฝันของ Wonder Kid หรือ ‘เด็กมหัศจรรย์’ คนนี้กัน


การได้ยืนอยู่ในจุดเดียวกับนักแสดงบรอดเวย์ชื่อดังอย่าง เลอา ซาลองกา, ออดรา แม็กโดนัลด์ หรือ เบน แพลตต์ น่าจะเป็น ‘ความฝัน’ ของใครหลายๆ คนที่หลงรักศาสตร์นี้ แต่ท่ามกลางการแข่งขันอันสูงลิ่วที่ต้องอาศัยทั้งความสามารถที่เป็นเลิศ การฝึกฝนที่หนักหน่วง และจังหวะเวลาที่ใช่ หลายคนจึงอาจถอดใจและมองว่าความฝันนี้ดูไกลเกินกว่าจะไขว่คว้า

แต่ไม่ใช่สำหรับ ลูค-ณภัทร เสถียรถิระกุล นักแสดงไทยวัย 14 ปี กับความฝันที่อยากไปโลดแล่นบนเวทีบรอดเวย์ เพราะเขาเคยได้ฝากฝีไม้ลายมือเอาไว้ในผลงานละครเวทีเรื่อง Christmas Carol the Musical และ Farewell My Concubine มาแล้ว

อะไรคือสิ่งที่ทำให้เด็กชายคนนี้ได้เซ็นสัญญากับเอเจนซี่แถวหน้าในนิวยอร์ก และมีผลงานการแสดงเป็นที่ยอมรับในระดับสากลเช่นนี้ ...เราจะมาเปิดเผยเส้นทางชีวิตและการไล่ตามความฝันของ Wonder Kid หรือ ‘เด็กมหัศจรรย์’ คนนี้กัน



จาก ‘หนึ่งในผู้ชม’ สู่ ‘หนึ่งในนักแสดง’ 

เส้นทางสายละครเวทีของใครหลายคน มักมีจุดเริ่มต้นจากการได้ชมผลงานที่สร้างแรงบันดาลใจ โดยสำหรับ ลูค ณภัทร ละครเวทีเรื่องนั้นคือ ‘มอม เดอะ มิวสิคัล’ ละครเพลงของค่าย ดรีมบ็อกซ์ เธียร์เตอร์ จากบทประพันธ์ของ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ที่จุดประกายให้เขาตัดสินใจบอกคุณแม่ว่า อยากเล่นละครเพลง

“ผมได้แรงบันดาลใจจากเรื่องนี้มากๆ ครับ มันทำให้ผมอยากขึ้นไปบนเวทีแล้วทำเหมือนเขา” ลูคเล่าถึงประสบการณ์หลังชมละครเวทีเรื่องแรกในชีวิต

แน่นอนว่าหลังบอกเป้าหมายของตัวเอง คุณพ่อคุณแม่ของเขาย่อมหวั่นใจเป็นธรรมดา เพราะเส้นทางการเป็นนักแสดงนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย และไม่ใช่ทุกคนที่จะประสบความสำเร็จ แต่ถึงอย่างนั้น ทั้งคู่ก็ไม่ได้ห้ามปรามหรือปิดกั้นความฝันของลูกชายแต่อย่างใด ในทางกลับกันพวกเขาสนับสนุนอย่างเต็มที่ ด้วยการส่งลูกชายไปเรียนร้องเพลงและช่วยดูแลการฝึกซ้อมจากที่บ้านเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการออดิชัน (Audition)

และโอกาสแรกของลูคก็มาถึง เมื่อละครเวที ‘พญากงพญาพาน เดอะ มิวสิคัล’ ของวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดออดิชัน ลูคตัดสินใจเข้าร่วมและได้รับคัดเลือกเป็นหนึ่งในนักแสดงของโปรดักชัน ถือเป็นประตูบานแรกสู่โอกาสในการแสดงละครเวทีเรื่องถัดๆ มาในไทยของเขา ทั้ง Jesus Christ Superstar และ ‘นางฟ้า เดอะ มิวสิคัล’



การฝึกฝนเท่านั้นคือหนทาง กับครั้งแรกของประสบการณ์บนเวทีบรอดเวย์ 

ลูคเปิดเผยถึงเคล็ดลับในการเตรียมตัวออดิชันว่า กฎ 3 ข้อที่เขายึดไว้ตลอดคือ 3Ps ซึ่งประกอบไปด้วย Practice, Practice และ Practice เนื่องจากเขาให้ความสำคัญกับการฝึกฝนเป็นอย่างมาก 

โดยในการซ้อมร้องเพลง เขาจะอัดเสียงการร้องของตัวเองเอาไว้ฟังอยู่เสมอ หากไม่ชอบตรงไหนก็จะแก้ไขตรงจุดนั้น แล้วก็อัดเสียงใหม่วนไปเรื่อยๆ เช่นเดียวกับการฝึกซ้อมการแสดง ลูคจะเริ่มจากการท่องจำบท ทำความเข้าใจตัวละคร ฝึกการออกเสียง แล้วจึงอัดวิดีโอการฝึกซ้อมเอาไว้เพื่อหาจุดบกพร่องและแก้ไข 

เขาลงมือทำแบบนั้นซ้ำๆ ทุกวัน จนกว่าจะถึงการออดิชันจริง

นอกจากผลงานการแสดงละครเวทีในประเทศแล้ว ลูคยังสมัครเข้าร่วมการประกวดร้องเพลงในเวทีแข่งขันระดับนานาชาติอย่าง American Protégé International Voice Competition 2018 ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา และสามารถคว้ารางวัลอันดับ 1 มาครองได้สำเร็จ -- ชัยชนะครั้งนั้นเปิดโอกาสให้ลูคได้เดินทางไปรับรางวัลและชม ‘ละครบรอดเวย์’ เป็นครั้งแรกในชีวิต

“กับบรอดเวย์มันเหมือนเป็นอีกระดับหนึ่งไปเลย เวทีมันใหญ่มาก ฉากมันจริงมาก ทุกอย่างมันครบไปหมด ซึ่งนี่กลายเป็นจุดสำคัญสำหรับผมเลยครับ ที่ทำให้รู้ตัวว่า เราอยากจะทำอย่างนี้ อยากไปอยู่บนเวทีบรอดเวย์ เพราะว่าก่อนหน้านี้ ผมก็ไม่รู้หรอกว่ามันมีสถานที่อย่างบรอดเวย์อยู่ด้วย รู้แค่ว่า เออ โลกนี้มันมีละครเวทีนะ แค่นั้น” ลูคเล่าถึงประสบการณ์การชมละครบรอดเวย์ครั้งแรกของเขา

อีกหนึ่งโมเมนต์สำคัญของทริปครั้งนั้นเกิดขึ้นเมื่อลูคไปชมละครเพลงเรื่อง Waitress ที่มีกิจกรรมให้ผู้ชมได้ร่วมสนุกกับนักแสดงหลังละครจบ โดยจับฉลากผู้โชคดีขึ้นไปร้องเพลงสดๆ บทเวที ซึ่งลูคคือผู้โชคดีคนนั้น โดยเขาเลือกเพลง She Used To Be Mine อันเป็นหนึ่งในเพลงหลักของ Waitress ขึ้นไปร้อง 

การได้ร้องเพลงกับวงดนตรีสดๆ บนเวทีบรอดเวย์ กับสายตาของผู้ชมที่จับจ้อง และเสียงปรบมือเชียร์ คือความรู้สึกที่ดีที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตสำหรับเขา และมันก็ยิ่งทำให้เขามั่นใจว่า นี่คือสิ่งที่เขาอยากจะทำจริงๆ  



ก้าวเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่ กับการเซ็นสัญญาเป็นนักแสดงที่นิวยอร์ก

ทันทีที่กลับถึงเมืองไทย ลูคก็ตั้งใจค้นหาเวิร์กช็อปการแสดงในสหรัฐอเมริกาเพื่อหาโอกาสให้ตัวเองได้กลับไปฝึกฝนความสามารถ และทำให้เขาได้ลงทะเบียนเข้าร่วมเวิร์กช็อปการแสดงอยู่หลายครั้ง ทั้งในลอสแอนเจลิสและนิวยอร์ก โดยทุกๆ ครั้งจะจบด้วยการจัด Showcase เพื่อแสดงฝีมือ ที่มีทั้งตัวแทนจากเอเจนซี่ดูแลศิลปิน, ผู้จัดการ หรือแม้แต่ทีมแคสติ้งนักแสดงมาร่วมชม ซึ่งหากใครเข้าตาหรือมีแวว ก็จะมีโอกาสถูกทาบทามให้เข้าสังกัด

อขึ้นเวทีไป เราไม่ได้พยายามที่จะต้องเท่ เราไม่ได้พยายามว่าจะต้องสนุก เราไม่ได้พยายามเป็นคนอื่น เราเป็นตัวของเราเอง แล้วเขาก็จะเห็นได้จากแววตา จากรอยยิ้ม จากความเศร้าเสียใจในเพลงกับบทพูดเดี่ยว (Monologue) ที่เราแสดงออกมา เขาเห็นหมด” ลูคเล่าถึงบรรยากาศการขึ้นแสดง

หลังจบ Showcase คุณพ่อคุณแม่ของลูคได้รับการติดต่อจากเอเจนซี่เจ้าหนึ่ง แม้ว่าในครั้งแรก พวกเขาตัดสินใจที่จะตอบปฏิเสธกลับไปก็ตาม เนื่องจากลูคอาศัยอยู่ที่ประเทศไทยเป็นหลัก และเดินทางไปอเมริกาเพื่อฝึกฝนทักษะในช่วงปิดเทอมเท่านั้น แต่พอเริ่มมีเจ้าที่สองและสามติดต่อเข้ามา พวกเขาจึงเริ่มพิจารณาอย่างจริงจังถึง ‘ความเป็นไปได้’ เพื่อโอกาสที่จะส่งเสริมลูกชายให้ถึงที่สุด  

หลังจากที่ตัดสินใจกันอยู่พักใหญ่ ในที่สุด ลูค ณภัทร ก็ได้จรดปากกาเซ็นสัญญาเป็นนักแสดงในสังกัดของเอเจนซี่เจ้าหนึ่งในนิวยอร์ก ภายใต้เงื่อนไขของครอบครัวที่ตกลงกันว่าจะย้ายมาอยู่ที่นี่เป็นเวลาหนึ่งปี เพื่อเปิดโอกาสให้ลูคได้เดินตามความฝันอย่างเต็มที่



ความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้น กับชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปในอเมริกา

ชีวิตของลูคเมื่อย้ายมาอาศัยอยู่ที่อเมริกาในช่วงแรกๆ อาจดูแทบไม่ต่างจากเด็กคนอื่นๆ ในวัยเดียวกัน แต่หลังจากที่ได้เซ็นสัญญากับเอเจนซี่ได้ไม่นาน Nickelodeon ช่องโทรทัศน์สำหรับเด็กอันเก่าแก่ของอเมริกา ก็ติดต่อเอเจนซี่ของเขามา เพราะต้องการตัว ‘Wonder Kid’ คนนี้ไปร่วมพากย์เสียงแอนิเมชันให้ทางช่อง

เมื่อตกปากรับงานไปแล้ว แน่นอนว่าชีวิตนักแสดงที่ต้องเรียนและทำงานไปด้วย ย่อมไม่ง่าย เพราะเด็กหนุ่มต้องฝึกฝนทักษะการแสดงไปพร้อมๆ กับการศึกษาหาความรู้ในทุกๆ วัน โดยต้องบาลานซ์ทั้งสองสิ่งให้ดี เพื่อไม่ให้เกรดเฉลี่ยลดลงตามที่เคยสัญญากับคุณแม่เอาไว้

“ตอนแรกๆ ที่ย้ายมา คุณแม่ผมบอกว่า เขายอมให้มาแล้วนะ แต่ข้อแม้อย่างเดียวก็คือ เกรดห้ามลดลง คือตอนแรกที่คุยกัน เขาก็กำหนดไว้ว่าขอที่ B+ ห้ามต่ำกว่านั้น แต่อยู่ไปอยู่มา พอผมได้ A- เขาก็เริ่มบ่นแล้ว (หัวเราะ) ซึ่งผมก็ทำอะไรไม่ได้ เลยต้องตั้งใจให้ได้ A ตลอด” ลูคเล่าถึงข้อตกลงระหว่างเขากับคุณแม่ก่อนย้ายมาที่นิวยอร์ก 

นอกจากต้องเรียนหนังสือ ซ้อมร้องเพลง และทำงานไปด้วยจนเป็นกิจวัตร อีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญคือการออดิชันตามโปรดักชันละครต่างๆ ซึ่งก็มีทั้งการที่ต้องไปพบปะกับทีมแคสติ้ง, การอัดวิดีโอส่ง หรือแม้แต่การคัดเลือกผ่านโปรแกรม Zoom โดยลูคก็ยอมรับว่า ชีวิตของเขายุ่งขึ้นมากหลังจากการเซ็นสัญญาในครั้งนั้น เนื่องจากความรับผิดชอบที่ต้องเพิ่มขึ้น ซึ่งสวนทางกับเวลาในการใช้ชีวิตส่วนตัวที่มีน้อยลง



สิ่งที่ต้อง ‘แลก’ มา เพื่อไปให้ถึงฝั่งฝันในโลกบรอดเวย์ 

สำหรับเด็กอายุ 14 ปี กับภาระหน้าที่รับผิดชอบที่ได้รับมานี้ แม้ว่าจะมีความฝันอันแรงกล้าและความตั้งใจมากสักแค่ไหน แต่ถึงอย่างไร เขาก็ยังเป็นเพียงแค่ ‘วัยรุ่น’ คนหนึ่ง ที่พยายามวิ่งไล่ตามความฝันของตัวเองอย่างสุดกำลังก็เท่านั้น

ลูคบอกกับเราว่า บางครั้งก็อยากใช้ชีวิต ‘ธรรมดา’ แบบเด็กคนอื่นๆ ดูบ้าง อยากสัมผัสความรู้สึกที่ได้นั่งเล่นเกมคอมพิวเตอร์นานๆ หรือออกไปพบปะสังสรรค์กับเพื่อนวัยเดียวกัน โดยไม่ต้องคอยเช็กคิวซ้อมและตารางงาน แต่เขาก็มักจะย้อนบอกกับตัวเองเสมอว่า ถ้าอยากมีเวลาว่างเหมือนคนอื่น ก็แค่หยุดทำ แล้วหันหลังให้กับทุกอย่างที่ทำอยู่ ...แต่เขาก็มักได้คำตอบกลับมาเหมือนเดิมทุกครั้งว่า เขายังหยุดทำสิ่งนี้ไม่ได้

“ก็แอบเสียใจอยู่นะ (หัวเราะ) แต่ว่าเราก็เลือกมาทางนี้แล้วอะครับ” คำตอบของลูคแสดงถึงความตั้งใจจริงของเขา

และแม้ว่าอาชีพนักแสดงจะต้องใช้ ‘ความสามารถของตัวเอง’ ในการพิสูจน์ฝีมือเพื่อกรุยทางสู่ความสำเร็จ แต่ถึงอย่างนั้นก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า การมีคนรอบข้างคอยให้การสนับสนับสนุน ก็ถือเป็นอีกหนึ่งพลังสำคัญที่ช่วยผลักดันให้ใครหลายคนก้าวต่อไปได้ไกลกว่าคนอื่น 

อย่างในกรณีของลูค พ่อแม่ของเขาเปรียบเสมือน ‘ลมใต้ปีก’ ที่คอยช่วยพยุงในวันที่ท้อแท้สิ้นหวัง และยังช่วยผลักดันเขาไปสู่ความสำเร็จ เพราะการที่เด็กคนหนึ่งจะพิสูจน์ตัวเองว่า ‘มีดีพอ’ ที่จะเป็นนักแสดงในนิวยอร์กไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ในขณะเดียวกัน พ่อแม่ที่เชื่อมั่นและยอมทุ่มเททุกอย่างเพื่อสนับสนุนความฝันของเด็กคนนั้น ก็น่าชื่นชมไม่แพ้กัน

“ผมคิดว่าผมเป็นคนที่โชคดีมากนะ ที่ได้ย้ายมาอยู่ที่นี่ ได้ทำงานตั้งหลายเรื่อง แล้วมีพอร์ตงานที่ดี แต่ว่าสิ่งแรกเลยที่ทำให้มันเป็นอย่างนั้นได้ ก็คือการที่มีพ่อแม่คอยสนับสนุน พ่อแม่ผมเป็นคนที่สุดยอดจริงๆ ผมมาถึงจุดนี้ไม่ได้ด้วยตัวเองถ้าไม่มีเขา ผมโชคดีมากที่มีพ่อแม่แบบพวกเขาครับ”



มุมมองต่อคำว่า ‘ความสำเร็จ’ และผลงานในอนาคตของลูค

ในสายตาของใครหลายคน การที่ลูคได้ก้าวจากการเป็น ‘ผู้ชมคนหนึ่ง’ สู่การได้เซ็นสัญญาเป็น ‘นักแสดงคนหนึ่ง’ ที่นิวยอร์ก อาจถือได้ว่าเขาประสบความสำเร็จแล้วในวัยเพียง 14 ปี 

แต่สำหรับลูค หากมองว่าความสำเร็จคือการได้เป็นนักแสดงชื่อดังในบรอดเวย์ เขาก็ยอมรับว่ายังไม่ใกล้เคียงกับจุดนั้นเลยสักนิด เขายังคงเป็นคนธรรมดา เป็นแค่เด็กชายคนหนึ่ง เป็นเพียงจุดเล็กๆ ของวงการที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน

“ผมพูดจริงๆ เลยนะว่า ผมลืมไปแล้วว่า เป้าหมายชีวิตของผมที่มาทำตรงนี้มันคืออะไร มันอยู่ตรงไหน หรือต้องจบที่ตรงไหน เพราะสำหรับผม ตอนนี้แค่ได้ทำในสิ่งที่ชอบก็พอแล้ว แต่สุดท้ายมันจะไปถึงตรงไหน ผมก็คงไม่มีทางรู้ได้ 

“แค่ทำมันให้ดีที่สุด สนุกกับมัน แล้วเมื่อเวลาเหล่านั้นมาถึง เราก็คงจะรู้ได้เองแหละครับ”

ลูคเชื่อว่าการหมั่นฝึกซ้อมในทุกๆ วัน รวมถึงการรู้จักรับฟังและเรียนรู้จากคนรอบตัวให้มาก คือสิ่งสำคัญในการพัฒนาทักษะและความสามารถ ซึ่งไม่ว่าการเดินทางของเขาจะดำเนินไปสู่จุดไหน ก็เชื่อได้อย่างหนึ่งเลยว่าเด็กหนุ่มคนนี้จะทำได้ดี และสนุกไปกับทุกๆ ก้าวของการเดินทางอย่างแน่นอน

แม้ว่าการระบาดของโควิด-19 จะทำให้วงการละครเวทีต้องหยุดชะงักไปชั่วขณะ แต่ ลูค ณภัทร ก็กำลังจะมีผลงานในรูปแบบใหม่ๆ ออกมาให้เราได้ติดตามกัน เริ่มด้วยซีรีส์ FBI: Most Wanted ซีซั่น 3 ที่ลูคได้ร่วมแสดงในตอนที่ 4, โปรเจกต์ Table Reading ของละครเวทีที่สร้างจากนวนิยายเรื่อง Hotel on the Corner of Bitter and Sweet ของ เจมี ฟอร์ด และ Avatar: The Last Musical คอนเซปต์อัลบั้มแฟนเมดจากการ์ตูนดัง Avatar: The Last Airbender ซึ่งจะปล่อยออกมาให้ได้ฟังกันประมาณช่วงปลายปี โดยในครั้งนี้ ลูคยังถูกแคสต์ให้ได้รับบทเป็น แอง ตัวละครหลักของเรื่องด้วย 

ส่วนใครที่อยากตามติดชีวิตของนักแสดงชาวไทยคนนี้ ก็สามารถติดตามได้ทางอินสตาแกรม Lukenaphat หรือทางช่องยูทูบ Luke Naphat ...ไม่แน่ว่าสักวันหนึ่ง เราอาจจะได้เห็นนักแสดงชาวไทยอย่างลูคขึ้นไปรับรางวัล Tony Awards ในอนาคตก็เป็นได้



ภาพประกอบ : Lukenaphat.com, อินสตาแกรม Lukenaphat


Share article
  • Line
  • link
creator
Author
The Showhopper
กลุ่มคนละครที่รวมตัวกันเพื่อเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารด้านละครเวที เพราะอยากเห็นคนไทยสนใจศิลปะการแสดง โดยนำเสนอเรื่องราวที่น่าสนใจและขยายจุดเด่นที่รู้แล้วจะทำให้คุณ HOP ไปดูการแสดงได้สนุกขึ้น

Follow