Humberger Menu

14 ตุลา + 6 ตุลา : การจารึกประวัติศาสตร์ ‘โศกนาฏกรรมการเมืองไทย’ ในสื่อภาพเคลื่อนไหว

คุณสามารถอ่านได้อีก

5

บทความ

Register

or

Login

creator
บดินทร์ เทพรัตน์
LineCopy

LATEST

+
West Side Story : เมื่อหนังเพลงคลาสสิกที่กำลังหวนคืนจอ ...เคยเปิดตัวเป็นละครเวทีสุดแป้กมาก่อน!
Summary
  • การประท้วงขับไล่ทรราชในวันที่ 14 ตุลาคม 2516 และการสังหารหมู่นักศึกษาธรรมศาสตร์ 6 ตุลาคม 2519 ถือเป็นเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์การเมืองของไทยที่ถูกถ่ายทอดและอ้างอิงอยู่ใน ‘หนังไทย’ จำนวนหนึ่ง ซึ่งหลายคนมองว่ามีอยู่ไม่มากนัก และยังไม่ ‘ลงลึก’ เท่าที่ควร เมื่อเทียบกับความสำคัญของเหตุการณ์
  • นั่นอาจเป็นเพราะคนทำหนังไทยมักหลีกเลี่ยงเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์การเมืองมาโดยตลอด สืบเนื่องมาจากข้อจำกัดด้านการเซนเซอร์ บวกกับบรรยากาศของเสรีภาพทางการแสดงออกในสังคมไทยที่ไม่เคยเปิดกว้างมากพอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเหตุการณ์ 6 ตุลา ที่ถือเป็น ‘บาดแผล’ ทางประวัติศาสตร์
  • อย่างไรก็ดี หนังไทยแต่ละประเภท ต่างก็มีการนำเสนอเหตุการณ์ 14 ตุลา และ 6 ตุลา ที่แตกต่างกันไป บทความนี้จึงจะพาผู้อ่านไปสำรวจการนำเสนอเหตุการณ์เดือนตุลาในหนังไทย รวมถึงสื่อภาพเคลื่อนไหวประเภทอื่นๆ ว่ามีเรื่องไหนบ้างที่น่าสนใจ และมีรูปแบบการนำเสนอกันอย่างไร


การประท้วงขับไล่ทรราชในวันที่ 14 ตุลาคม 2516 หรือ ‘14 ตุลา’ และการสังหารหมู่นักศึกษาธรรมศาสตร์ 6 ตุลาคม 2519 หรือ ‘6 ตุลา’ ถือเป็นเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์การเมืองของไทยที่ได้รับการรำลึกถึง, อ้างอิง, ตีความ และศึกษาอยู่บ่อยครั้งมาจนถึงทุกวันนี้

และสองเหตุการณ์ดังกล่าวก็ยังถูกถ่ายทอดและอ้างอิงอยู่ใน ‘หนังไทย’ อีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งหลายคนมองว่ามีอยู่ไม่มากนัก และยังไม่ ‘ลงลึก’ เท่าที่ควร เมื่อเทียบกับความสำคัญของเหตุการณ์ 

นั่นอาจเป็นเพราะคนทำหนังไทยมักหลีกเลี่ยงเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์การเมืองมาโดยตลอด สืบเนื่องมาจากข้อจำกัดด้านการเซนเซอร์ บวกกับบรรยากาศของเสรีภาพทางการแสดงออกในสังคมไทยที่ไม่เคยเปิดกว้างมากพอ 

โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเหตุการณ์ 6 ตุลา ที่ถือเป็น ‘บาดแผล’ ทางประวัติศาสตร์ ซึ่ง ธงชัย วินิจจะกูล นิยามว่า “ลืมไม่ได้ จำไม่ลง”

อย่างไรก็ดี หนังไทยแต่ละประเภท ต่างก็มีการนำเสนอเหตุการณ์ 14 ตุลา และ 6 ตุลา ที่แตกต่างกันไป โดย กำจร หลุยยะพงศ์ เสนอว่า “ภาพยนตร์ยอดนิยม (Popular Films) นั้น ช่วยในการรับรู้ประวัติศาสตร์ดังกล่าวได้ ไม่แพ้ข่าวหนังสือพิมพ์, หนังสือบันทึกเหตุการณ์, สื่อโทรทัศน์ เป็นต้น ซึ่งภาพยนตร์นั้น มีทั้งที่ถ่ายทอดประเด็นสังคมการเมืองตรงๆ ไปจนถึงการนำเสนอที่แปรสภาพสู่การเมืองในชีวิตประจำวัน”

บทความนี้จึงจะพาผู้อ่านไปสำรวจการนำเสนอเหตุการณ์ 14 ตุลา และ 6 ตุลาในหนังไทย รวมถึงสื่อภาพเคลื่อนไหวประเภทอื่นๆ ว่ามีเรื่องไหนบ้างที่น่าสนใจ และมีรูปแบบการนำเสนอกันอย่างไร

หมายเหตุ : มีการสปอยล์เนื้อหาของหนังบางเรื่อง / บทความนี้จะเจาะจงไปที่หนังไทย และสื่อภาพเคลื่อนไหวในช่วง 20 ปีให้หลัง ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ทั้งสองเหตุการณ์ถูกรำลึกและอ้างอิงในพื้นที่สาธารณะมากขึ้นเรื่อยๆ 



14 ตุลา + 6 ตุลา ใน ‘หนังดราม่า’ 

“ในชะตากรรมของประเทศ มีชะตากรรมของบุคคล” 

คือคำกล่าวของ เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ที่ปรากฏอยู่ในหนัง ‘14 ตุลา สงครามประชาชน’ (2544, กำกับโดย บัณฑิต ฤทธิ์ถกล) ซึ่งสะท้อนถึงการนำเสนอเหตุการณ์ 14 ตุลา และ 6 ตุลา ในหนังไทยได้เป็นอย่างดี กล่าวคือ ทั้งสองเหตุการณ์ไม่ได้ถูกนำเสนอแค่ในฐานะของบทบันทึกทางประวัติศาสตร์ แต่ยังถูกบอกเล่าในฐานะของเหตุการณ์สำคัญที่ส่งผลกระทบต่อแนวคิด และชะตากรรมของตัวละครหลักในหนังด้วย 

‘14 ตุลา สงครามประชาชน’ เป็นหนังอัตชีวประวัติที่บอกเล่าเรื่องราวชีวิตของ เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ในสองช่วงเวลา ได้แก่ 14 ตุลาคม 2516 อันเป็นช่วงที่เสกสรรค์เป็นผู้นำนักศึกษาในการประท้วง และช่วงที่เสกสรรค์กับคนรักอย่าง จิระนันท์ พิตรปรีชา เข้าป่าไปเข้าร่วมกับ พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) 

ในหนังเรื่องนี้ เหตุการณ์ 14 ตุลา ถูกจำลองขึ้นมาใหม่หลายฉาก ซึ่งก็ส่งผลให้ผู้ชมได้เห็นถึงวีรกรรมและอุดมการณ์ของตัวเอกอย่างชัดเจน ขณะที่เหตุการณ์ 6 ตุลา ก็ถูกอ้างอิงถึงสั้นๆ ในช่วงที่ตัวเอกได้ยินข่าวจากวิทยุในป่าจนทำให้รู้สึกเป็นกังวล แต่เหล่าแกนนำ พคท. กลับไม่สนใจ เพราะมัวแต่จับตาความเคลื่อนไหวของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ซึ่งกลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ตัวเอกตั้งคำถามถึงการเข้าร่วมกับ พคท. และสถานะของการเป็นนักปฏิวัติของตัวเอง



ส่วนหนังชีวประวัติอีกเรื่องอย่าง ‘ยังบาว’ (2556, ยุทธกร สุขมุกตาภา) -ซึ่งเล่าถึงวงดนตรี คาราบาว ในช่วงเริ่มต้น ไปจนถึงช่วงเวลาที่ประสบความสำเร็จสูงสุด- ก็มีการอ้างอิงถึงสองเหตุการณ์ดังกล่าว รวมถึงเหตุการณ์ที่กลุ่มนักศึกษาต้องเข้าป่าไปร่วมกับ พคท. ซึ่งล้วนส่งผลกระทบต่อชีวิตกับแนวคิดของสมาชิกวงคาราบาว อีกทั้งยังสร้างแรงบันดาลใจให้วงทำเพลงที่เกี่ยวข้องกับสังคมการเมืองในเวลาต่อมาด้วย



14 ตุลา กับ 6 ตุลา ยังส่งผลกระทบอย่างมากต่อความรัก, ความฝัน, อุดมการณ์  และชะตากรรมของตัวเอกใน ‘October Sonata รักที่รอคอย’ (2552, สมเกียรติ วิทุรานิช) หนังโรแมนติกดราม่าที่ว่าด้วยความรักระหว่างชายหนุ่มปัญญาชนผู้มีอุดมการณ์อยากเปลี่ยนแปลงสังคม กับสาวโรงงานที่อ่านเขียนหนังสือไม่ได้ แต่ก็ยังพยายามจะมีชีวิตที่ดีขึ้น พวกเขานัดเจอกันในเดือนตุลาคมของทุกปี ซึ่งทำให้ช่วงเวลาของพวกเขาต้องพาดผ่านกับเหตุการณ์สำคัญในเดือนดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นวันตายของพระเอกยอดนิยมอย่าง มิตร ชัยบัญชา เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2513, เหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 หรือ 6 ตุลา 2519 

หนังไม่ได้ถ่ายทอดภาพเหตุการณ์ดังกล่าวโดยตรง แต่แสดงให้เห็นผ่านผลกระทบของประวัติศาสตร์ที่มีต่อชะตากรรมกับความรักของตัวเอก ซึ่งน่าสนใจว่าความรักโรแมนติกในหนังเรื่องนี้ ไม่ได้สื่อถึงแค่ความรักระหว่างหนุ่มสาว (อันเป็นองค์ประกอบสำคัญของหนังเมโลดราม่า) แต่มันยังขยับไปเป็นความรักที่ ‘ก้าวหน้า’ กว่านั้น เมื่อพวกเขาไม่ได้สนใจเฉพาะเรื่องของตัวเอง แต่ยังเผื่อแผ่ความเห็นอกเห็นใจไปให้เพื่อนมนุษย์ จนเกิดเป็นความต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้นในที่สุด (สามารถหาอ่านประเด็นนี้เพิ่มเติมได้จากหนังสือ ‘รักและการปฏิวัติ’ โดย ธิกานต์ ศรีนารา)


เชือดก่อนชิม

 

14 ตุลา + 6 ตุลา ใน ‘หนังสยองขวัญ-หนังตลก’ 

6 ตุลา ยังถูกอ้างอิงถึงในหนัง Genre (หรือหนังที่มี ‘ตระกูล’ ชัดเจน) ยอดนิยมของไทยด้วย ทั้งหนังสยองขวัญ (Horror) และหนังตลก (Comedy)

โดยในฝั่งสยองขวัญนั้น ก็มีทั้ง ‘เชือดก่อนชิม’ (2552, ทิวา เมยไธสง) หนังสุดหลอนที่พูดถึงร้านก๋วยเตี๋ยวสูตร ‘เนื้อคน’ ซึ่งหนึ่งในตัวเอกของเรื่องเป็นนักศึกษาที่หนีการล้อมปราบโดยทหาร (แต่หนังไม่ได้เน้นที่เหตุการณ์ 6 ตุลา มากเท่ากับการนำเสนอการต่อสู้ของผู้หญิงที่ถูกกดขี่) และ ‘โคลิค เด็กเห็นผี’ (2549, พัชนนท์ ธรรมจิรา) หนังผีที่นำเอาโรคโคลิคหรืออาการร้องไห้ไม่หยุดของเด็กทารกมาขยายความ โดยผูกโยงเข้ากับวิญญาณของคนตายจาก 14 ตุลา เมื่อเด็กทารกคนนี้ในชาติก่อนเคยเป็น ‘นายทหาร’ ที่ออกคำสั่งฆ่าผู้ชุมนุม


โคลิค เด็กเห็นผี

 

ปฏิเสธไม่ได้ว่า เหตุการณ์ 6 ตุลา ถูกใส่ลงไปในหนังกลุ่มนี้ เนื่องจากต้องการใช้ความรุนแรงของเหตุการณ์เพื่อสร้างความกลัวให้เกิดแก่ผู้ชม แต่ในอีกมุมหนึ่ง มันก็กระตุ้นให้ผู้ชมที่ชอบดูหนังแนวนี้ (ซึ่งอาจไม่เคยสนใจการเมืองมาก่อน) อยากไปหาข้อมูลเพิ่มเติม นอกจากนั้น ผีและความน่ากลัวที่อยู่ในหนังกลุ่มนี้ ก็ไม่ใช่สิ่งที่ปรากฏขึ้นมาลอยๆ แต่มันยังถูกใช้อุปมากับความรุนแรงในประวัติศาสตร์การเมืองไทย รวมถึงความทรงจำที่หลอกหลอนสังคมไทยมาจนถึงปัจจุบันด้วย      



แง่มุมดังกล่าวปรากฏชัดใน ‘มหา’ลัยสยองขวัญ’ (2552, บรรจง สินธนมงคลกุล และ สุทธิพร ทับทิม) หนังยาวที่ประกอบด้วยหนังสั้น 4 เรื่อง ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจาก ‘เรื่องผี’ ในมหาวิทยาลัยต่างๆ โดยหนึ่งในนั้นคือตอน ‘ลิฟท์แดง’ ที่อ้างอิงจากเรื่องเล่าเก่าแก่ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 

หนังเล่าเรื่องของนักศึกษาธรรมศาสตร์น้องใหม่ที่โดนคนอื่นจับจ้อง เพราะเธอเป็นหลานสาวของนายพลผู้ออกคำสั่งฆ่าในเหตุการณ์ 6 ตุลา ต่อมา เธอได้พบกับ ‘ลิฟท์สีแดง’ ซึ่งพาย้อนมิติเวลา จนทำให้เธอเห็นภาพของนักศึกษาที่ต้องหนีตายและถูกกระทำอย่างทารุณในเช้าวันดังกล่าว โดยผีในลิฟท์แดงไม่ได้ต้องการแค่ต้องการหลอกตัวเอกให้กลัว แต่ยังต้องการให้เธอ (รวมถึงผู้ชม) ได้รับรู้ถึงเหตุการณ์ดังกล่าว และเป็นการส่งต่อความทรงจำเพื่อไม่ให้มันถูกลบเลือนไปได้ง่ายๆ



ส่วนในฝั่งของหนังตลก 14 ตุลา กับ 6 ตุลา เคยปรากฏใน ‘ก็เคยสัญญา’ (2548; ธีระธร สิริพันธ์วราภรณ์, ศักดิ์ชาย ดีนาน และ ดุลสิทธิ์ นิยมกุล) หนังตลก 4 ตอนเกี่ยวกับความรักข้ามชาติภพ โดยในตอนหนึ่งมีฉากหลังเป็นช่วง 14 ตุลา ซึ่งความวุ่นวายทางการเมืองได้ส่งผลให้ความสัมพันธ์ของตัวเอกทั้งสองเปลี่ยนจากศัตรูมาเป็นเพื่อนคู่หู และ ‘ฟ้าใสใจชื่นบาน’ (2552, เกริกชัย ใจมั่น, นภาพร พูลเจริญ) หนังตลกที่มีตัวละครหลักเป็นกลุ่มนักศึกษาที่ได้รับผลกระทบจาก 6 ตุลา และเข้าป่าเพื่อเข้าร่วมกับ พคท. 

‘ฟ้าใสใจชื่นบาน’ ดูจะได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากเป็นพิเศษ ในเรื่องการนำประวัติศาสตร์ช่วง 6 ตุลา และช่วง พคท. มาทำเป็น ‘หนังตลก’ ที่เน้นความบ้าบอคอแตกมากเป็นพิเศษ ซึ่งหากมองในแง่ดี ก็อาจตีความได้ว่า ในช่วงเวลาที่หนังออกฉายนั้น เหตุการณ์ 6 ตุลา และ พคท. ยังถือเป็นประเด็นต้องห้าม (Taboo) ที่ไม่ค่อยได้รับการพูดถึง และการที่เหตุการณ์เหล่านี้ปรากฏในหนังที่เข้าถึงง่ายและถูกฉายในวงกว้าง ก็ทำให้มันกลับมาเป็นที่รู้จักมากขึ้น 

แต่ในอีกมุมหนึ่ง การที่หนังออกมาเฮฮาจนหลุดโลก รวมถึงการนำเสนอเรื่องราวแบบผิวเผิน (เห็นได้จากบทสรุปของหนังที่ว่า ‘ความสุขของคนเราอยู่ที่ใจ ไม่ใช่อุดมการณ์’) ก็ส่งผลให้เหตุการณ์ดังกล่าวถูกลดทอนความซับซ้อนลง และไม่ได้รับการพินิจพิเคราะห์ในเชิงประเด็นอย่างจริงจังดังที่ควรจะเป็น



14 ตุลา + 6 ตุลา ใน ‘หนังอาร์ตเฮาส์’

การถ่ายทอดเหตุการณ์ 14 ตุลา และ 6 ตุลา ที่มีความแปลกใหม่และนอกกรอบที่สุด อยู่ในหนังอาร์ตเฮาส์ (Arthouse) แนวทดลองเรื่อง ‘ดาวคะนอง By the Time It Gets Dark’ (2559, อโนชา สุวิชากรพงศ์) ที่แสดงภาพของคนต่างรุ่นต่างที่มา ซึ่งมีความสัมพันธ์กันแบบหลวมๆ ไม่ว่าจะเป็นผู้กำกับหนัง, นักแสดงหนุ่ม, นักกิจกรรมจากยุค 14 ตุลา, เด็กสาวที่เปลี่ยนงานไปเรื่อยๆ หรือคนเพาะเห็ด โดยเรื่องราวจะมีลักษณะกระจัดกระจายและซ้อนทับกัน มีการกระโดดข้ามช่วงเวลากับสถานที่ และมีการตัดสลับระหว่างเรื่องแต่งกับสารคดี จนส่งผลให้มันกลายเป็นหนังที่ผู้ชมควรดูมากกว่าหนึ่งรอบ 



เรื่องเล่าในหนังที่มีความ ‘กระจัดกระจาย’ และ ‘ซ้อนทับกัน’ นั้น สะท้อนถึงรูปแบบของการบอกเล่าประวัติศาสตร์ ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่สามารถถ่ายทอดได้อย่างเป็นระบบระเบียบหรือเป็นเส้นตรงเพียงเส้นเดียว เพราะมันประกอบไปด้วย ‘ความทรงจำ’ ของผู้คนหลากหลายที่กระจายทับซ้อนไปมา ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้ดาวคะนองไม่ได้เป็นหนังที่เล่าถึงเหตุการณ์ 14 ตุลา หรือ 6 ตุลา แบบตรงๆ อย่างที่ผู้ชมหลายคนคาดหวังไว้ แต่มันกลับเป็นหนังที่แสดงให้เห็นถึงกระบวนการถ่ายทอดประวัติศาสตร์ผ่านความทรงจำของคนหลากรุ่นหลายที่มา



หนังอาร์ตเฮาส์อีกเรื่องที่อ้างอิง 6 ตุลา ก็คือ ‘เชคสเปียร์ต้องตาย’ (Shakespeare Must Die, 2555, สมานรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์) ที่ดัดแปลงมาจากบทประพันธ์คลาสสิกของ วิลเลียม เชกสเปียร์ เรื่อง The Tragedy of Macbeth อันว่าด้วยขุนนางผู้ล้มล้างกษัตริย์องค์เก่า แล้วตั้งตนเป็นกษัตริย์องค์ใหม่ เขาลุ่มหลงในอำนาจและหวาดระแวงว่าจะถูกฆ่าหรือถูกล้มล้าง จึงพยายามหาหนทางกำจัด ‘ผู้อื่น’ อย่างบ้าคลั่ง  

หนังปรับเปลี่ยนบทประพันธ์ที่มีกลิ่นนมเนยให้กลายมาเป็นบริบทแบบไทยๆ โดยผู้สร้างได้สอดแทรกฉากที่อ้างอิง 6 ตุลา อย่างฉากที่มวลชนฝ่ายขวาที่กำลังโกรธแค้นได้จับประชาชนแขวนคอ และเอาเก้าอี้ทุบตีท่ามกลางกลุ่มคนที่ส่งเสียงเชียร์ ซึ่งฉากดังกล่าวก็กลายเป็นสาเหตุที่ทำให้หนังได้รับเรต ห. หรือ ห้ามฉายในประเทศไทย จากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ ด้วยเหตุผลว่า หนังมีเนื้อหาที่ก่อให้เกิดการแตกความสามัคคีระหว่างคนในชาติจากการอ้างอิง 6 ตุลา (รวมถึงมีฟุตเทจภาพความเสียหายจากการชุมนุมของคนเสื้อแดงในปี 2552 ด้วย) ซึ่งในปัจจุบัน คนทำหนังยังคงต่อสู้กับคำตัดสินนี้อยู่ 

การให้เรตหนังดังกล่าว เป็นการแสดงให้เห็นว่า 6 ตุลายังคงมีสถานะเป็นเหมือน ‘ช้างในห้อง’ (Elephant in the Room หรือปัญหาใหญ่ตรงหน้าที่คนทำเป็นไม่เห็น) ที่ทางการไทยไม่ต้องการจะเห็น-หรือให้ใครเห็น-อยู่ดี



14 ตุลา + 6 ตุลา ใน ‘หนังสั้น-หนังสารคดี-เอ็มวี’

ในขณะที่หนังยาวฉายโรงนั้น ไม่สามารถแสดงภาพเหตุการณ์ 14 ตุลา กับ 6 ตุลา แบบตรงไปตรงมา รวมถึงไม่สามารถพาดพิงถึงผู้ที่อยู่เบื้องหลังได้ เพราะติดข้อจำกัดทั้งจากกองเซนเซอร์, นายทุน และโรงหนังที่ฉาย ด้วยเหตุนี้ทำให้ ‘หนังสั้น’ มีโอกาสนำเสนอเหตุการณ์ดังกล่าวแบบตรงๆ ได้มากกว่า ทั้งในรูปแบบของหนังฟิกชั่น และหนังสารคดี

‘อย่าลืมฉัน’ (2546, มานัสศักดิ์ ดอกไม้) เป็นสารคดีทดลองที่มีภาพในหนังเป็นฟุตเทจขาวดำของเหตุการณ์ 6 ตุลา ซึ่งชวนให้สะเทือนใจอย่างยิ่ง ส่วนเสียงประกอบมาจากสารคดีของ สยามสมาคม เกี่ยวกับการสำรวจชนเผ่าผีตองเหลือง โดยผู้กำกับได้เรียบเรียงภาพและเสียงที่มาจากต่างบริบทให้มีทั้งความสอดคล้องและขัดแย้งกัน จนเกิดเป็นความย้อนแย้งที่ชวนเศร้า และเป็นการขับเน้นสถานภาพของนักศึกษาในมุมมองของฝ่ายขวาว่าเป็น ‘คนนอก’ ที่ต้องกำจัด หนังปิดท้ายด้วยเพลง ‘อย่าลืมฉัน’ ของวง ชาตรี ราวกับต้องการบอกผู้ชมว่า โปรดอย่าปล่อยให้เหตุการณ์เลวร้ายเหล่านี้ต้องถูกลืมเลือนไปตามกาลเวลา

 


‘พิราบ’ (2560, ภาษิต พร้อมนำพล) หนังสั้นธีสิสของนักศึกษาปริญญาตรีที่ทำออกมาได้อย่างน่าสนใจ เพราะดัดแปลงมาจากชีวิตจริงของพ่อผู้กำกับเอง โดยบอกเล่าเรื่องราวของนักศึกษาหนุ่มคนหนึ่งที่ตัดสินใจเข้าป่าภายหลังเหตุการณ์ 6 ตุลา หนังทำการสำรวจชีวิตและความคิดของวัยรุ่นคนหนึ่งในช่วงเวลาของการตัดสินใจครั้งใหญ่ของชีวิต ท่ามกลางช่วงเวลาสำคัญทางประวัติศาสตร์



‘เงาประวัติศาสตร์’ (2556; ภาณุ อารี, ก้อง ฤทธิ์ดี และ กวีนิพนธ์ เกตุประสิทธิ์) สารคดีที่รวบรวมฟุตเทจเหตุการณ์ของนักถ่ายหนังคนสำคัญสองคน ซึ่งบันทึกภาพเหตุการณ์ 14  ตุลาเอาไว้ ได้แก่ ชิน คล้ายปาน อาจารย์สอนภาพนิ่ง และ ทวีศักดิ์ วิรยศิริ นักถ่ายหนังข่าว โดยหนังได้แสดงให้เห็นถึงฟุตเทจล้ำค่าเหล่านี้ สลับกับข้อมูลของผู้ถ่ายทั้งสองในแง่มุมต่างๆ จนทำให้มันกลายเป็นสารคดีบันทึกประวัติศาสตร์ที่แสดงให้เห็นถึงคุณค่าของ ‘นักบันทึกสารคดี’ ไปพร้อมๆ กัน

ยังมีสารคดีอีก 3 เรื่องที่น่าสนใจ คือ ‘ความทรงจำ-ไร้เสียง’ (Silence-Memories, 2557, ภัทรภร ภู่ทอง และ เสาวนีย์ สังขาระ), ‘ด้วยความนับถือ’ (Respectfully Yours, 2560, ภัทรภร ภู่ทอง) และ ‘สองพี่น้อง’ (The Two Brothers, 2560, ธีรวัฒน์ รุจินธรรม และ ภัทรภร ภู่ทอง) ซึ่งผู้กำกับอย่าง ภัทรภร เป็นหนึ่งในคณะผู้ก่อตั้งโครงการบันทึก 6 ตุลา โดยเนื้อหาในหนังเป็นการสัมภาษณ์ความรู้สึกของผู้ที่เกี่ยวข้องกับผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ 6 ตุลา รวมถึงเหตุการณ์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นคนในครอบครัว, ญาติ, เพื่อนสนิท ฯลฯ ซึ่งก็ทำให้ผู้ชมได้เห็นถึงโศกนาฏกรรมที่ไม่ได้อยู่แค่ในรั้วธรรมศาสตร์ แต่ยังขยายวงกว้างไปไกลกว่านั้น ยกอย่างเช่น หลายครอบครัวที่ต้องสูญเสียสมาชิกไปโดยที่ประวัติศาสตร์ยังไม่ได้รับการชำระสะสาง



ล่าสุด มีสารคดีอย่าง ‘ก่อนฟ้าสาง’ (Dawn of a New Day, 2564, ชนสรณ์ ชัยกิตติภรณ์) จากโครงการ 5 ตุลาฯ ตะวันจะมาเมื่อฟ้าสาง ที่ถ่ายทอดภาพเหตุการณ์ต่างๆ ในช่วงปี 2516-2519 ซึ่งนำไปสู่เหตุการณ์ 6 ตุลา ประกอบกับเสียงให้สัมภาษณ์ของผู้ที่อยู่ร่วมในประวัติศาสตร์ครั้งนั้น หนังถ่ายทอดให้เห็นทั้งความหวังและอุดมการณ์ของเหล่าผู้คนที่ต่อสู้เพื่อบ้านเมืองที่ดีขึ้น และถ่ายทอดให้เห็นถึงความโศกเศร้าเมื่อชีวิตของพวกเขาหลายคนต้องจบลง



นอกจากนี้ ยังมีมิวสิกวิดีโอ ‘ประเทศกูมี’ (2561, ธีระวัฒน์ รุจินธรรม) ของกลุ่ม Rap Against Dictatorship (RAD) ที่เนื้อหาเป็นการจำลองภาพการแขวนคอและเอาเก้าอี้ฟาดศพในเหตุการณ์ 6 ตุลา ขึ้นมาใหม่ ซึ่งสอดคล้องกับเนื้อหาเพลงที่เป็นการแร็ปวิพากษ์สังคมการเมืองในปัจจุบัน ราวกับต้องการบอกว่าความรุนแรงที่มาจากการกระทำของภาครัฐใน 6 ตุลา ไม่ได้หายไปไหน แต่ยังคงฝังลึกเป็นเหมือน ‘รากเน่า’ ของปัญหาการเมืองไทยมาจนถึงตอนนี้

การที่ 14 ตุลา กับ 6 ตุลาไม่ได้อยู่แค่ในฟุตเทจข่าวอีกต่อไป แต่ยังปรากฏในหนังและสื่อป๊อปคัลเจอร์อื่นๆ ของไทยด้วย ก็น่าจะช่วยทำให้เหตุการณ์เหล่านี้ไม่ถูกลืมเลือนไปง่ายๆ ทั้งยังสามารถส่งต่อความทรงจำอันเลวร้ายนี้ไปยังคนรุ่นหลัง เพื่อให้ทุกคนร่วมกันตระหนัก ตรวจสอบ และตั้งคำถามกับประวัติศาสตร์ของบ้านเมืองตัวเองต่อไป


อ้างอิง:

  • บทความ ‘รวมรายชื่อหนังที่พูดถึงเหตุการณ์ “6 ตุลา” (แบบคร่าวๆ) และลำดับเวลาออกฉาย’ โดย คนมองหนัง 
  • บทความ ‘14 ตุลา: เงาอดีตของการเมืองบนแผ่นฟิล์ม’ โดย กำจร หลุยยะพงศ์ (เอกสารวิชาการหมายเลข 9 โครงการ ‘บรรยายสาธารณะ - ตลาดวิชา - มหาวิทยาลัยประชาชน 30 ปี 14 ตุลากับประชาธิปไตยไทย 2516-2546, 2003)
  • หนังสือ ‘6 ตุลา ลืมไม่ได้ จำไม่ลง : ว่าด้วย 6 ตุลา 2519’ โดย ธงชัย วินิจจะกูล (สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน, 2015)
  • หนังสือ ‘รักและการปฏิวัติ: การเมืองวัฒนธรรมว่าด้วยความรักของปัญญาชนฝ่ายซ้ายไทยยุคสงครามเย็น’ โดย ธิกานต์ ศรีนารา (สำนักพิมพ์ศยาม, 2021)


Share article
  • Line
  • link
creator
Author
บดินทร์ เทพรัตน์
นักเขียน, นักจัดกิจกรรม, นักธุรกิจ, นักศึกษาปริญญาโท และนักดูหนัง (ในโรง)

Follow

RELATED

+