Humberger Menu

ฟังก์ชัน Play Something จากเน็ตฟลิกซ์ กับอำนาจการให้ทีวีเล่นอะไร (ก็ได้) ให้หน่อย

คุณสามารถอ่านได้อีก

5

บทความ

Register

or

Login

creator
เมธาวี โหละสุต
LineCopy

LATEST

+
Summary
  • เน็ตฟลิกซ์เริ่มให้ผู้ใช้เข้าถึงฟังก์ชัน Play Something บนสมาร์ททีวีได้เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2021 เพื่อให้ผู้ใช้ข้ามขั้นตอนการเลือกรายการ มาให้โทรทัศน์ “เลือก” รายการให้แทน โดยที่คนดูไม่ต้องตัดสินใจอะไรมาก แค่บริโภคคอนเทนต์ที่อัลกอริทึมคัดเลือกมาให้
  • น่าสังเกตว่า แอปพลิเคชันเน็ตฟลิกซ์บนโทรศัพท์มือถือและแท็บเล็ต ไม่มีฟังก์ชันนี้


ขณะที่ผมกำลังเลื่อนเมนูขึ้นลงเพื่อเลือกภาพยนตร์ ผมเพิ่งสังเกตเห็นว่า แอปพลิเคชันเน็ตฟลิกซ์ (Netflix) ในสมาร์ททีวีบางรุ่น มีฟังก์ชัน Play Something (เล่นอะไรก็ได้) 

ตอนแรกผมไม่รู้สึกว่าฟังก์ชันนี้ประหลาด เพราะก็เคยเห็นปุ่มการเล่นแบบสุ่ม (shuffle) ที่คุ้นเคยมาตั้งแต่สมัยที่ใช้เครื่องเล่นซีดี เรื่อยมาจนถึงโปรแกรมเล่นไฟล์เพลงดิจิทัล และกดใช้มันอย่างไม่ยี่หระเมื่อเบื่อกับลำดับเพลงในเพลย์ลิสต์ ที่ฟังจนรู้ลำดับแล้ว 

เรียกได้ว่าสัญลักษณ์ shuffle รวมถึงสัญลักษณ์ play / pause / forward / rewind เปรียบเสมือนส่วนหนึ่งของร่างกายที่เอื้อให้ผู้ใช้สามารถโลดแล่นไปในโลกของดิจิทัลคอนเทนต์ได้อย่างลื่นไหล อย่างไรก็ดี ฟังก์ชัน shuffle ที่ประกอบสร้างสภาพแวดล้อมดิจิทัล ก็ช่างดูผิดที่ผิดทางเสียเหลือเกินเมื่อมันลอยค้างอยู่บนจอโทรทัศน์

ผู้อ่านที่มีสมาร์ททีวีหรือเครื่องเล่นประเภทสมาร์ททีวีสามารถลองใช้ฟังก์ชัน Play Something ของเน็ตฟลิกซ์ได้ด้วยการเลื่อนเมนูคอนเทนต์ขึ้นลงเรื่อยๆ เหมือนเวลาค้นหารายการที่ต้องการรับชม จนกระทั่งปุ่ม Play Something ปรากฏขึ้นบนหน้าจอ อีกวิธีหนึ่งคือเลื่อนปุ่มรีโมตไปที่ใต้โปรไฟล์ผู้ใช้เพื่อเปิดผังเมนูย่อย ปุ่ม Play Something จะปรากฏอยู่ใต้ Home และมีปุ่ม shuffle กำกับ ดูคล้ายกับการเล่นแบบสุ่มในเครื่องเล่นเพลงดิจิทัลทั่วไป 

น่าสังเกตว่า แอปเน็ตฟลิกซ์บนโทรศัพท์มือถือและแท็บเล็ตไม่มีฟังก์ชันนี้ การที่ฟังก์ชันเล่นแบบสุ่มนี้ใช้งานได้เพียงบนแอปพลิเคชันบนโทรทัศน์ ถือเป็นเรื่องสะท้อนให้เราเห็นว่า ทางบริษัทให้ความสำคัญกับโทรทัศน์ในฐานะพื้นที่ที่คุ้มค่าแก่การลงทุนฟีเจอร์นี้ และสื่อที่มีอายุเกือบร้อยปีอย่างโทรทัศน์สามารถเป็นได้มากกว่าโทรศัพท์มือถือจอใหญ่ที่บริษัทพัฒนาแอปพลิเคชันโฟกัสแค่การทำให้ซอฟต์แวร์ของตัวเองทำงานบนหน้าจอได้อย่างลื่นไหล

ยิ่งถ้ามองปรากฏการณ์นี้ผ่านมุมมองเชิงวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของการรับชมโทรทัศน์ ต้องบอกเลยว่าฟังก์ชัน Play Something ที่เน็ตฟลิกซ์ปล่อยสู่ตลาด ถือเป็นวิวัฒนาการอีกขั้นของโทรทัศน์ในปัจจุบัน ที่การสตรีมได้กลายเป็นรูปแบบหลักในการบริโภคสื่อ เพราะสิ่งที่เน็ตฟลิกซ์หวังจะปรับเปลี่ยนผ่านฟังก์ชันการเล่นรายการโทรทัศน์แบบสุ่มนี้ ดูจะไม่ใช่แค่เพียงการสร้างทางเลือกในการรับชมคอนเทนต์บนแพลตฟอร์ม แต่ยังรวมถึงการเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์เชิงมิติเวลา (temporality) ระหว่างผู้ชมและโทรทัศน์ด้วย



ชีวิตจะดีขึ้นถ้าเลิกเลือก

เน็ตฟลิกซ์เริ่มให้ผู้ใช้เข้าถึงฟังก์ชัน Play Something เมื่อวันที่ 28 เมษายน ที่ผ่านมา ทั้งนี้ The Verge เว็บไซต์ข่าวเทคโนโลยีของสหรัฐฯ รายงานว่า เน็ตฟลิกซ์พัฒนาฟังก์ชันนี้มาสักระยะหนึ่งแล้ว ภายใต้ชื่อ Shuffle Play ในช่วงแรก โดยผู้ก่อตั้งเน็ตฟลิกซ์อย่าง รีด เฮสติ้งส์ (Reed Hasting) พูดติดตลกว่า ทางบริษัทอาจจะตั้งชื่อฟังก์ชันนี้ว่า “I’m Feeling Lucky” (ดีใจจัง ค้นแล้วเจอเลย) ตามฟังก์ชันการค้นหาแบบสุ่มในกูเกิล อย่างไรก็ดี ทาง เกรก ปีเตอร์ส (Greg Peters) หัวหน้าเจ้าหน้าที่ผลิตภัณฑ์กล่าวว่า ฟังก์ชันการเล่นรายการแบบสุ่มนี้ออกแบบขึ้นมาเพื่อ “ให้ผู้ใช้บอกกับเราว่า พวกเขาต้องการข้ามขั้นตอนการเลือกรายการ กดปุ่มเพียงปุ่มเดียว แล้วให้เราเลือกรายการให้พวกเขารับชมได้ทันที” บริษัทตัดสินใจเรียกฟังก์ชันนี้ว่า Play Something 

ยิ่งไปกว่านั้น ความน่าสนใจเชิงการออกแบบ Play Something นี้ อยู่ตรงที่ปีเตอร์สมองว่า หากผู้ชมเลือกที่จะกดใช้ฟังก์ชันนี้ เท่ากับว่า พวกเขายอมสละบทบาทของผู้เลือกรายการให้แก่แอปพลิเคชัน มาให้โทรทัศน์ “เลือก” รายการให้แทน โดยที่คนดูไม่ต้องตัดสินใจอะไรมาก แค่บริโภคคอนเทนต์ที่อัลกอริทึมคัดเลือกมาให้อย่างเชื่องๆ ทั้งนี้ ปีเตอร์สและทีมนักผลิตไม่ได้ให้เหตุผลว่าเพราะอะไรทางบริษัทจึงไม่เปิดฟังก์ชันนี้ให้ใช้ในโทรศัพท์มือถือ เราอาจอนุมานได้ว่าเพราะแอปพลิเคชันเน็ตฟลิกซ์ ในมือถือมีฟังก์ชันการดาวน์โหลดรายการเก็บไว้ได้ ทำให้ผู้บริโภคสามารถจัดการการสตรีมได้เหมาะสมตามแพ็กเกจอินเทอร์เน็ตของตน การสุ่มรายการอาจส่งผลให้เกิดการใช้งานอินเทอร์เน็ตเกินแพ็กเกจโดยใช่เหตุ

เน็ตฟลิกซ์โปรโมตการสละ ‘อำนาจในการเลือกรายการ’ ผ่านการใช้ฟังก์ชันนี้ในวิดีโอแนะนำการใช้ฟังก์ชันในเว็บไซต์ของเน็ตฟลิกซ์ ด้วยการพาดหัวเพจว่า “With Play Something, Netflix Does All the Work For You” (ใช้ Play Something แล้วให้เน็ตฟลิกซ์ทำงานให้คุณ) เห็นได้ชัดว่า เน็ตฟลิกซ์เองก็เห็นว่า การเลือกคอนเทนต์นั้นก็เป็น “งาน” ประเภทหนึ่ง ที่กินเวลาพักผ่อนอันมีค่าของผู้ชมไปไม่น้อย

วิดีโอแนะนำการใช้ฟังก์ชัน Play Something ตอกย้ำการปลดเปลื้องภาระในการเลือกชมรายการด้วยภาพยนตร์สั้น ที่เล่าเรื่องผ่านรีโมตโทรทัศน์ที่เบื่อหน่ายกับคู่รักต่างเชื้อชาติที่ตัดสินใจไม่ได้สักทีว่าจะดูอะไรกันในค่ำคืนนั้น จึงต้องกดๆ เลื่อนๆ รีโมตจนมันเจ็บปวด เจ้ารีโมตเลยยื่นข้อเสนอแกมบังคับว่า ถ้าทั้งคู่ไม่ลองใช้ฟังก์ชัน Play Something ตามที่มันแนะนำ มันจะหายตัวไปในร่องโซฟา มันบอกทั้งคู่ว่า ฟังก์ชัน Play Something นี้จะช่วยให้พวกเขาดูรายการใหม่ๆ ได้ทันที โดยเนื้อหาที่เน็ตฟลิกซ์สุ่มมาให้ผู้ชม จะอิงกับประวัติการรับชมในอดีต และหากไม่พอใจกับเนื้อหาที่แอปพลิเคชันเลือกให้ ผู้ใช้สามารถกดปุ่ม Play Something Else ให้โทรทัศน์สุ่มรายการให้ดูอีกครั้งจนกว่าจะพอใจ วิดีโอแนะนำฟังก์ชันจบลงตามขนบสุขนาฏกรรม คู่รักได้รับชมรายการที่แปลกใหม่ ส่วนเจ้ารีโมตก็ให้ข้อคิดอันลุ่มลึกกับทั้งคู่ว่า “Sometimes the best choice, is not to choose” (บางครั้งการเลือกที่ดีที่สุด คือการไม่เลือกเลย) ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดการออกแบบฟังก์ชัน Play Something ที่ปลดเปลื้องภาระการเลือกตามที่เกรก ปีเตอร์ส กล่าวไว้

มิติเวลาและการรับชมโทรทัศน์

แล้วมันสำคัญอย่างไร? แน่นอนว่าในการรับชมสื่อในอุปกรณ์พกพา ฟังก์ชันนี้แทบไม่สำคัญหรือค่อนไปทางล้าหลังเสียด้วยซ้ำ แอปพลิเคชันวิดีโออย่าง YouTube หรือ TikTok มีฟังก์ชันการเล่นสุ่มเป็นมาตรฐาน เราสามารถปล่อยให้สองแอปพลิเคชั่นนี้ “Play Something” ให้กับเราในรูปแบบของ Autoplay (วิดีโอเล่นอัตโนมัติ) ที่อิงกับพฤติกรรมการรับชมส่วนบุคคลของเราได้ตลอด 

ในทางกลับกัน การมีเมนู Play Something ในโทรทัศน์ถือเป็นสิ่งที่แปลกใหม่มาก จนเรียกว่าเป็นก้าวแรกของวิวัฒนาการอีกขั้นของการรับชมโทรทัศน์ได้เลย

ผมขอพูดถึง Play Something กับวิวัฒนาการการรับชมโทรทัศน์ผ่านมิติเวลา (temporality) โดยทั่วไป เราสามารถจำแนกมิติเวลาในการชมโทรทัศน์ได้เป็นสองประเภท ประเภทแรกคือการรับชมโทรทัศน์ตามระบบเวลาที่เป็นเส้นตรง (linear time) การรับชมโทรทัศน์ตามระบบเวลาชุดนี้หมายถึงการรับชมรายการโทรทัศน์ตามที่เครือข่ายโทรทัศน์ (TV Network) กำหนดไว้ในผังรายการ หลายคนน่าจะคุ้นกับวลีที่เกี่ยวกับเวลาในการชมโทรทัศน์อย่าง “การ์ตูนวันเสาร์” “ละครหลังข่าว” หรือ “ข่าวสองทุ่ม” ชื่อรายการอย่าง “เรื่องเล่าเช้านี้” หรือ “ก่อนบ่ายคลายเครียด” ก็เป็นผลผลิตของระบบเวลาที่เป็นเส้นตรงของเครือข่ายโทรทัศน์เช่นเดียวกัน 

ระบบเวลาที่เป็นเส้นตรงตามผังรายการนี้เป็นเครื่องมือทางวัฒนธรรมที่สำคัญในการจัดระเบียบร่างกายของผู้ชมและความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ในโครงสร้างทางสังคม ผมเชื่อว่าผู้อ่านที่อายุเฉียดเลข 4 จะต้องตื่นเช้าเป็นพิเศษแม้ไม่มีหน้าที่ที่จะไปโรงเรียนในวันเสาร์เพื่อดูการ์ตูนตอนใหม่ล่าสุดให้หนำใจสมกับที่รอคอยมาทั้งอาทิตย์ พวกเราจะต้องเอาร่างกายเข้าใกล้กล่องโทรทัศน์ตอนแปดโมงเช้าไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง แม้ต้องแลกด้วยความโกรธเกรี้ยวของผู้ปกครองก็ตามที ในทำนองเดียวกันนั้น หลายครอบครัวเปิดรายการเล่าข่าวในตอนเช้า ขณะเตรียมตัวออกจากบ้าน รู้ตัวอีกทีเสียงของนักข่าวที่ขับออกจากลำโพงได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของบรรยากาศและรวมศูนย์ความเป็นบ้านไปเสียแล้ว พอหมดวัน ทุกคนก็กลับมานั่งพร้อมหน้ากันอีกครั้งเพื่อดูละครหลังข่าว กิจกรรมและบรรยากาศเหล่านี้ถูกเชื่อมเข้าด้วยกันผ่านบทบาทของโทรทัศน์ ซึ่งเครือข่ายโทรทัศน์รวมถึงแบรนด์ที่ต้องการโฆษณาสินค้าก็จัดผังรายการและงบประมาณการถ่ายทำตามผังรายการที่เป็นพลวัตกับร่างกายและสายตาของผู้ชม


ภาพจาก Netflix

 

ขั้วตรงข้ามของระบบเวลาที่เป็นเส้นตรงตามผังรายการคือระบบเวลาแบบไม่เป็นเส้นตรง (non-linear time) การชมโทรทัศน์ในระบบเวลานี้หมายถึงการที่ผู้ชมเป็นผู้กำหนดเวลาในการรับชมรายการโทรทัศน์ การกำหนดเวลาของผู้ชมในที่นี้กินความถึงการบันทึกรายการเอาไว้เพื่อรับชมตามความสะดวก ด้วยการใช้เทคโนโลยีการบันทึกรูปแบบอนาล็อกผ่านเครื่อง VCR (video cassette recorder) หรือการเลือกหาคอนเทนต์เพื่อการรับชมตามใจของเราในบริการอย่างสตรีมมิงอย่างเน็ตฟลิกซ์ จะเห็นได้ว่าการรับชมโทรทัศน์ใต้ระบบเวลาที่ไม่เป็นเส้นตรง เปรียบเสมือนการปลดแอกร่างกายของมนุษย์ออกจากการควบคุมของโทรทัศน์ และสะท้อนความเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ในโครงสร้างสังคมไปพร้อมกันด้วย ถ้าเลือกได้ คงไม่มีเด็กคนไหนที่อยากกลับไปอยู่ในยุคที่ต้องรอดูการ์ตูนตอนใหม่ทุกสัปดาห์

แต่ในขณะเดียวกัน สภาวะที่ผู้บริโภครายการโทรทัศน์สามารถรับชมรายการโทรทัศน์ได้ทุกที่ผ่านอุปกรณ์ส่วนตัว ก็สะท้อนให้เห็นว่ามนุษย์ในสังคมได้แตกแยกออกเป็นส่วนเล็กส่วนน้อย (atomized) และสายตาที่จับจ้องซีรีส์เกาหลีตอนล่าสุด เป็นสายตาของปัจเจกบุคคลที่หลุดพ้นออกจากบ้าน ผังรายการ และสถาบันครอบครัว

Play Something ของ Netflix อยู่นอกระบบเวลาทั้งสองระบบที่กล่าวไปข้างต้น มันไม่ใช่ระบบเวลาแบบเส้นตรงที่มีผังรายการแน่นอน เพราะผู้ชมไม่มีวันรู้เลยว่ามันจะเล่นรายการอะไรให้ดู ในทางกลับกัน มันก็ไม่ใช่ระบบเวลาแบบไม่เป็นเส้นตรง เพราะผู้ชมเลือกรายการเองไม่ได้ เว้นเสียว่าเราจะนับให้การ “ไม่เลือก” ด้วยฟังก์ชัน Play Something เป็นการเลือกขั้นสูงสุด 

ถ้าเราเอา ‘ระบบเวลา’ ในการชมโทรทัศน์ทั้งสองประเภทเป็นข้อเปรียบเทียบ เน็ตฟลิกซ์ไม่เพียงปลดแอกผู้ชมออกจากภาระในการเลือกรายการ ฟังก์ชันนี้ยังสร้างระบบเวลาแบบอัตโนมัติ (automated time) ที่ระบบประมวลผลทำหน้าที่จัดการเวลาและประสบการณ์ในการรับชมของผู้ใช้โดยอัตโนมัติ ฟังก์ชัน Play Something เป็นวิวัฒนาการขั้นล่าสุดที่เครื่องจักรทำหน้าที่เป็นผู้กำหนดเวลารับชมโทรทัศน์ ถัดจากเครื่องข่ายสถานีและการเลือกชมของปัจเจกบุคคล และร่างกายผู้ชมจึงถูกลดทอนให้เหลือเพียง “นิ้วที่กดปุ่มสุ่มเล่น” เพื่ออนุญาตให้โทรทัศน์ที่มีแอปพลิเคชันเน็ตฟลิกซ์สามารถฉายรายการในคลังได้โดยอัตโนมัติ

การเกิดใหม่ของโทรทัศน์และการตายของการคัดสรร

บทความนี้ไม่ได้กำลังจะบอกว่าฟังก์ชัน Play Something เป็นสิ่งชั่วร้ายที่ผู้อ่านห้ามกดเข้าไปใช้ เช่นเดียวกับที่เราอาจมองโทรทัศน์เป็นภาพสะท้อนของสังคมได้ Play Something ของเน็ตฟลิกซ์เองก็สะท้อนเทรนด์การเพิ่มประสิทธิภาพ (optimization) ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือบริการของตนเอง เพราะในเชิงประสบการณ์การใช้งานของผู้ใช้ (user experience) นั้น ฟังก์ชัน Play Something ถือเป็นออปชั่นเสริมที่ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องข้องแวะด้วย หรือถ้าหากผู้ชมตัดสินใจกดเข้าไป แล้ว Play Something สุ่มซีรีส์ที่โดนใจก็ถือว่าทั้งเน็ตฟลิกซ์และผู้บริโภคได้ประโยชน์กันทั้งสองฝ่าย เราได้ดูคอนเทนต์ที่แปลกใหม่ ส่วนเน็ตฟลิกซ์ก็ได้ใช้คลังคอนเทนต์อันมหาศาลของบริษัทได้อย่างคุ้มค่ากับเม็ดเงินที่ลงทุนไป

ทั้งนี้ ผลกระทบของฟังก์ชันนี้ สะท้อนผ่านมิติทางวัฒนธรรมการรับชมโทรทัศน์เสียเป็นส่วนใหญ่ หรือถ้าจะพูดให้ตรงจุดกว่านี้ก็ต้องบอกว่า ฟังก์ชัน Play Something นี้เกิดขึ้นมาเพื่อฆ่าวัฒนธรรมการคัดสรรคอนเทนต์ (content curation) ที่แวดล้อมการชมโทรทัศน์ 

เราจะเสี่ยงกับการกดเข้าไปอ่านเรื่องย่อจาก Thumbnail ที่เขียนเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้างทำไม? การกด รอโหลด แล้วเริ่มใหม่ก็เป็นงานประเภทหนึ่ง

เราจะเสียเวลานั่งจัดเรียงรายการที่ควรดูใน My List ไปทำไม ถ้ามันมีความเป็นไปได้ว่าการกดปุ่ม Play Something Else ไปเรื่อยๆ อาจทำให้เราเจอรายการที่เราไม่คิดว่าจะอยากดูได้เร็วกว่า? การจัดทำ My List ก็เป็นงานประเภทหนึ่ง

เราจะอ่านคอนเทนต์เกี่ยวกับภาพยนตร์หรือซีรีส์ในสื่อออนไลน์อย่างไทยรัฐออนไลน์เพื่อแสวงหาสิ่งใหม่ๆ เพื่อรับชมให้เหนื่อยไปทำไม เพราะเวลาในการ browse หรืออ่านบทความก็ถือเวลาที่เสียไปจากการเสพสื่อบันเทิงในโทรทัศน์ สู้เราปล่อยให้ Play Something สุ่มอะไรให้เราดูดีกว่า ใครจะไปรู้ว่า เราอาจจะชอบมันกว่าที่เราคิด? อย่างไรเสีย การอ่านก็ถือเป็นงานประเภทหนึ่ง

และที่สำคัญที่สุด เราจะยอมเสียเวลาช่วงสุดสัปดาห์อันมีค่าที่จะได้ใช้กับคนที่เรารักไปกับการหารายการโทรทัศน์ไปทำไม เวลาเป็นทรัพยากรที่จำกัด นี่เป็นสัจธรรมที่ทุกคนรู้ สู้เราปล่อยให้เครื่องจักรจัดการเวลาที่เราใช้ไปกับมันจะดีกว่าไหม? เพราะมันก็บอกเองว่าอยากจะทำงานในการเลือกแทนเรา

วิวัฒนาการอีกก้าวของโทรทัศน์นี้ กำลังเกิดขึ้นอย่างเงียบเชียบ ใต้บรรยากาศที่ผู้ใช้ถูกทำให้คุ้นเคยและไว้วางใจต่อการที่เน็ตฟลิกซ์และแอปพลิเคชันสตรีมมิงคอนเทนต์อื่นๆ สามารถจัดหาเนื้อหาและรายการที่ตรงกับรสนิยมส่วนตัวของผู้ใช้ ที่จำกัดบทบาทของปัจจัยทางสังคมอื่นๆ ที่จะเข้ามาขวางกั้นการรับชมคอนเทนต์ของผู้ใช้ 

เราคาดเดาได้ไม่ยากว่า แอปพลิเคชันสตรีมมิงวิดีโอเจ้าอื่นๆ ก็คงจะเพิ่มฟังก์ชันนี้เข้าไปในบริการของตัวเอง เมื่อวันนั้นมาถึง คำถามที่ผู้ชมอาจต้องเก็บไว้ในใจเสมอคือ “วันนี้โทรทัศน์จะจัดการเวลาของฉันอย่างไร?” 


อ้างอิง: About.netflix.com (1, 2), The Verge


Share article
  • Line
  • link
creator
Author
เมธาวี โหละสุต
อาจารย์ด้านวรรณคดีอเมริกัน และมนุษย์ดิจิทัลที่สนใจโลกออนไลน์มากกว่าประวัติเชคสเปียร์

Follow

RELATED

+