Humberger Menu

7 ปีอาถรรพณ์ ทำคู่รักเลิกกันจริงหรือ?

คุณสามารถอ่านได้อีก

5

บทความ

Register

or

Login

creator
สุภาวดี ไชยชลอ
LineCopy

LATEST

+
#พ่อทำร้ายลูก กับสายสัมพันธ์ที่พังทลาย ในสังคมไร้รัฐสวัสดิการ
Summary
  • หลายคนอาจเคยได้ยินคำกล่าวว่า ชีวิตคนเรามักมีการเปลี่ยนแปลงทุก 7 ปี โดยเฉพาะเรื่องของความสัมพันธ์ ใครก็ตามที่คบกันนานๆ น่าจะเคยได้รับคำเตือนให้ “ระวังอาถรรพณ์ 7 ปี” และแม้ในใจจะไม่อยากให้มันเกิดขึ้น แต่บ่อยครั้งคำว่า อาถรรพณ์รัก 7 ปี ก็ถูกหยิบยกมาเป็นเหตุผลหนึ่งของการเลิกรา ...ว่าแต่ 7 ปีในความสัมพันธ์เป็นเหตุผลให้คนเราเลิกรักกันจริงหรือ?


หลายคนอาจเคยได้ยินคำกล่าวว่า ชีวิตคนเรามักมีการเปลี่ยนแปลงทุก 7 ปี โดยเฉพาะเรื่องของความสัมพันธ์ ใครก็ตามที่คบกันนานๆ น่าจะเคยได้รับคำเตือนให้ “ระวังอาถรรพณ์ 7 ปี” และแม้ในใจจะไม่อยากให้มันเกิดขึ้น แต่บ่อยครั้งคำว่า อาถรรพณ์รัก 7 ปี ก็ถูกหยิบยกมาเป็นเหตุผลหนึ่งของการเลิกรา 

ความสัมพันธ์ที่ดูเหมือนว่า ราบรื่น ไร้อุปสรรค แต่อยู่ดีๆ ครบ 7 ปี ก็มีเหตุให้เลิกกันเสียอย่างนั้น

ว่าแต่ 7 ปีในความสัมพันธ์เป็นเหตุผลให้คนเราเลิกรักกันจริงหรือ? 

7-Year Itch กับ 7 ปีอาถรรพณ์ คำสาปความสัมพันธ์ที่คนเชื่อเหมือนกันทั้งโลก

ความเชื่อเรื่องอาถรรพณ์ความรัก 7 ปี ไม่ได้มีเฉพาะแต่ในประเทศไทยเท่านั้น แต่ในสังคมตะวันตก ก็มีคำกล่าวถึงความสัมพันธ์ที่มักเผชิญปัญหาเมื่อย่างก้าวเข้าสู่ปีที่ 7 เช่นกัน 

7-Year Itch คือคำที่ใช้เรียกวิกฤติความสัมพันธ์ที่มักเกิดขึ้นในปีที่ 7 ที่คบกัน ซึ่งที่มาของคำนี้มาจากชื่อภาพยนตร์ The Seven Year Itch ที่ออกฉายในปี 1955 นำแสดงโดยนักแสดงสาวสุดเซ็กซี่ มาริลีน มอนโร ซึ่งเนื้อหาของภาพยนตร์เกี่ยวข้องกับชีวิตแต่งงานที่เมื่อครบรอบ 7 ปี สามีก็เกิดนอกใจ โดยเปรียบเปรยเหมือนกับอาการ ‘คัน’ หรือคำว่า Itch ในภาษาอังกฤษนั่นเอง 

The Seven Year Itch ได้รับความนิยมอย่างล้นหลามเมื่อออกฉาย ทั้งยังสร้างภาพจำที่คนทั้งโลกคุ้นตา นั่นคือ ภาพของมอนโรในชุดกระโปรงบานสีขาวกำลังเอามือปิดกระโปรงที่ถูกลมพัดเปิดขึ้น ซึ่งกลายเป็นท่าโพสสุดคลาสสิกตลอดกาลอีกด้วย


The Seven Year Itch

 

สำหรับในวงการภาพยนตร์ไทย ก็มีการหยิบยกวงจรชีวิต 7 ปีมาเป็นประเด็นในภาพยนตร์เรื่อง ‘รัก 7 ปี ดี 7 หน’ (พ.ศ. 2555) ที่ไม่ได้พูดถึงแต่เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างคู่รักเท่านั้น แต่ยังพูดถึงความเปลี่ยนแปลงในชีวิตของคนเราโดยรวม ที่ว่ากันว่าจะเปลี่ยนไปทุกๆ 7 ปีด้วย 

โดยแนวคิดเรื่อง 7 Year Cycles หรือวงจรชีวิต 7 ปีนั้น มาจากนักปรัชญาชาวออสเตรีย รูดอล์ฟ สไตเนอร์ ที่ระบุว่าร่างกายและจิตใจของคนเราจะเปลี่ยนไปทุกๆ 7 ปี ยกตัวอย่างเช่น ตั้งแต่แรกเกิด ถึงอายุ 7 ปี จากเด็กที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ต้องพึงพิงพ่อแม่ เมื่ออายุครบ 7 ปี ร่างกาย สติปัญญา และจิตใจ ก็จะถูกพัฒนาจนพร้อมออกสู่โลกกว้างได้ ซึ่งอายุ 7 ขวบก็ตรงกับเกณฑ์ที่บังคับที่เด็กๆ ต้องเข้าโรงเรียนพอดี, เมื่ออายุ 21-28 ก็เป็นช่วงที่ความสนุกในชีวิตเริ่มหดหายไป และต้องเรียนรู้ที่จะรับผิดชอบมากขึ้น, ขณะที่ช่วงอายุ 49-56 คนเราจะเริ่มมีมุมมองที่เติบโต เข้าใจชีวิตมากขึ้น, และช่วงอายุ 70 ปีขึ้นไป ก็จะเป็นเวลาสำหรับการมองย้อนกลับไปในอดีต และดื่มด่ำกับปัจจุบันขณะ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเดินทางครั้งใหม่เมื่อเวลานั้นมาถึง

งานวิจัยจากประเทศจีนเรื่อง Is the “seven-year itch” real?-a study on the changing divorce pattern in Chinese marriages ตีพิมพ์ใน The Journal of Chinese Sociology เมื่อปี 2016 เผยแพร่ผลการวิจัยที่ทำการศึกษาคู่แต่งงาน 4 กลุ่ม นั่นคือ กลุ่มที่แต่งงานก่อนปี 1980 กลุ่มที่แต่งงานระหว่างปี 1980-1989, 1990-1999 และแต่งงานหลังปี 2000 พบว่า ลักษณะความสัมพันธ์ในชีวิตแต่งงานของทั้ง 4 กลุ่ม มีลักษณะเหมือนตัวอักษร U กลับหัว โดยช่วงที่ความสัมพันธ์ราบรื่นดีที่สุดคือประมาณปีที่ 3 ของการแต่งงาน และกราฟจะค่อยๆ ดิ่งลงต่ำสุดในช่วงปีที่ 7 ซึ่งตรงกับคำกล่าว 7-Year Itch หรืออาถรรพณ์รัก 7 ปีเช่นกัน

ตั้ง 7 ปี ...ไม่มีเลยหรือความผูกพัน?

หากอาถรรพณ์รัก 7 ปีมีจริง อะไรคือเหตุผลของความร้าวฉานนี้ เพราะในความสัมพันธ์ ยิ่งอยู่ด้วยกันนาน ก็น่าจะยิ่งผูกพันกันไม่ใช่หรือ?

เพื่อหาคำตอบนี้ เราอาจต้องย้อนกลับไปรำลึกถึงจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ ที่มักทำให้คู่รักรู้สึกราวกับตัวเองเป็นพระเอก-นางเอกในซีรีส์โรแมนติก-คอมเมดี้ แต่เมื่อความสัมพันธ์ดำเนินต่อไปในรูปแบบที่จริงจังขึ้น ทำให้ต่างฝ่ายต่างมีภาระหน้าที่ต้องรับผิดชอบ ความคาดหวังต่อคู่ครองก็สูงขึ้นตามไปด้วย 

จากความรักหวานชื่นในหนังรอมคอม ชีวิตรักก็อาจกลายเป็นดราม่า น้ำตานอง หรือหนังทริลเลอร์สยองขวัญ เพราะการรู้จักใครบางคนดีขึ้นนั้น ไม่เพียงทำให้เราเห็น ‘ข้อดี’ แต่ยังเห็น ‘ข้อเสีย’ ที่บางครั้งอาจทำให้รู้สึกรำคาญใจด้วย 

อาถรรพณ์ 7 ปี จึงอาจไม่ใช่เรื่องใหญ่ที่เกิดขึ้นในคราวเดียว แล้วนำไปสู่การแตกหัก แต่เป็นปรากฏการณ์ที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นหลังจาก 7 ปีของชีวิตคู่ เมื่อความตื่นเต้นต่างๆ หมดลง

จอช มาโกร นักจิตบำบัดจากสหรัฐอเมริกา ระบุว่า เรื่องเล็กๆ ในแต่ละวัน เช่น การกล่าวโทษกัน, การพร่ำบ่น-วิพากษ์วิจารณ์, การขาดพื้นที่ส่วนตัว หรือการพยายามเปลี่ยนแปลงคู่ครองของตน คือชนวนของความขัดแย้งในชีวิตคู่ที่กัดกร่อนจิตใจ และอาจกลายเป็นสาเหตุของความร้าวฉานได้ ไม่ว่าจะอยู่ด้วยกันมานานแค่ไหนก็ตาม

ดังนั้น แม้จะมีความผูกพันอยู่ แต่ความบาดหมางที่สะสม ผนวกกับวงจรความสัมพันธ์ซึ่งเชื่อมโยงกับวงจรความเปลี่ยนแปลงในชีวิต ก็อาจเพิ่มโอกาสให้เกิดการร้างราได้ง่ายกว่าเดิม


อาถรรพณ์ 7 ปี จึงอาจไม่ใช่เรื่องใหญ่ที่เกิดขึ้นในคราวเดียว แล้วนำไปสู่การแตกหัก แต่เป็นปรากฏการณ์ที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นหลังจาก 7 ปีของชีวิตคู่ เมื่อความตื่นเต้นต่างๆ หมดลง

share


วงจรชีวิตกับวิกฤติความสัมพันธ์

แม้ว่าอาถรรพณ์รัก 7 ปีอาจไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกคู่รัก แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าในความสัมพันธ์ระยะยาว แต่ละคู่ย่อมต้องเคยผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบาก เพราะในช่วงชีวิตของเรามีความเปลี่ยนแปลงทั้งที่คาดเดาได้ และคาดเดาไม่ได้มากมาย บางความเปลี่ยนแปลงก็ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์โดยตรง เช่น เปลี่ยนไปทำงานต่างจังหวัดหรือต่างประเทศ ทำให้ต้องห่างกัน หรืออีกฝ่ายรู้สึกว่าตัวเองเติบโตขึ้น ความคิดเปลี่ยนไป ทำให้มองความสัมพันธ์ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป 

ความเปลี่ยนแปลงต่างๆ เหล่านี้ มักตรงกับแนวคิดเรื่อง 7 Year Cycles หรือวงจรชีวิต 7 ปี ของสไตเนอร์ และเพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น เราอาจเรียกมันว่าเป็น ‘พัฒนาการของชีวิต’ ก็ว่าได้ เปรียบเสมือนวัยเด็กที่พ่อแม่เฝ้าดูพัฒนาการของลูก จากทารกสู่วัยเตาะแตะ เดิน วิ่ง หัวเราะ พูด เป็นพัฒนาการทางร่างกายที่เห็นชัดเจน 

แต่สำหรับผู้ใหญ่อย่างเราๆ พัฒนาการมักเป็นเรื่องความเปลี่ยนแปลงจากภายใน ทางความคิด-จิตใจ ที่บางครั้งก็ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นโดยเราก็ไม่รู้ตัวมาก่อน ผนวกกับปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้ในชีวิตคู่ เช่น หน้าที่การงานที่ส่งผลกระทบต่อเวลาที่มีให้กัน หรือการดูแลลูกที่ไม่เหมือนในตำรา -- สิ่งต่างๆ ที่ประดังเข้ามาโดยที่ไม่ทันตั้งตัวนี่เอง ที่อยู่เบื้องหลังอาถรรพณ์ของชีวิตคู่อย่างที่เราคาดไม่ถึง

การมีความสัมพันธ์ที่ดีจึงต้องอาศัยความพยายาม ความตั้งใจ และความมุ่งมั่น เพราะความสัมพันธ์ไม่อาจอยู่รอดได้ด้วย ‘ความรัก’ เท่านั้น เพราะความรักเป็นอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา

ดังนั้น แทนที่จะให้ความสำคัญกับความรักที่เป็นอารมณ์วูบไหว เราอาจลองเปลี่ยนมาให้ความสำคัญกับ ‘ความมั่นคงต่อกัน’ ซึ่งเป็นสิ่งที่ตั้งใจทำได้ แม้อาจจะดูเป็นเรื่องที่ยากและต้องทุ่มเท แต่ก็อาจช่วยให้หลายคู่ก้าวผ่านอาถรรพณ์รัก 7 ปีไปได้  


รัก 7 ปี ดี 7 หน

 

หรือ 7 ปีเป็นเพียงข้ออ้างของคนหมดใจ?

จะว่าไปแล้วความเชื่อเรื่องอาถรรพณ์ปีที่ 7 อาจเป็น ‘ดาบสองคม’ ก็ได้ กล่าวคือ สำหรับคู่รักบางคู่ อาจใช้สิ่งนี้เพื่อเฝ้าระวังและคอยจับสัญญาณความเปลี่ยนแปลงในความสัมพันธ์เพื่อหาทางรับมือ แต่สำหรับบางคู่ ความเชื่อนี้อาจกลายเป็นเรื่องที่ทำให้ระแวงกันและกัน จนทำให้เรื่องเล็กๆ บานปลาย และกลายเป็นความรักที่เจอกับอาถรรรพณ์ไปจริงๆ  

อาถรรพณ์รัก 7 ปี จะเป็นเพียงวิกฤติชีวิตธรรมดาเหมือนเรื่องทั่วไป หรือเป็นคำสาปของชีวิตคู่ ก็ขึ้นอยู่กับ สาเหตุที่แท้จริงเบื้องหลังความเชื่อนี้ หากสองฝ่ายมีความมั่นคงต่อกัน ไม่ว่าจะวิกฤติหรืออาถรรพณ์ใดๆ ก็น่าจะจับมือร่วมฟันฝ่าให้ผ่านพ้นไปได้ อีกทั้งยังเป็นโอกาสอันดีที่สองคนจะได้กลับมาทบทวน ประเมินลำดับความสำคัญต่างๆ ในชีวิตว่า ทั้งคู่ยังคิดตรงกันหรือเปล่า หากมีความแตกต่างจะปรับจูนเข้าหากันได้อย่างไร เพราะความเต็มใจที่จะร่วมมือกันแก้ปัญหา เป็นหนทางที่ก้าวข้ามอาถรรพณ์ 7 ปีในความสัมพันธ์ได้

ในทางกลับกัน หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือทั้งสองฝ่าย หมดใจต่อกันแล้วจริงๆ แม้ว่าปัญหาจะเล็กเพียงฝุ่นผง แต่ก็อาจลุกลามจนทำลายความสัมพันธ์ได้

ความเปลี่ยนแปลงเป็นสัจธรรมของสรรพสิ่งในโลกใบนี้ สิ่งใดที่ไม่ยอมเปลี่ยน ในที่สุดก็จะสูญหายไปกับกาลเวลา ความสัมพันธ์ของคนเราก็เช่นกัน ไม่ว่าจะ 3, 5, 7 หรือเป็นสิบๆ ปี ทุกคนต่างเปลี่ยนไปในแง่ใดแง่หนึ่งเสมอ คำถามคือ ขณะที่เราเติบโตและเปลี่ยนแปลงไป คนข้างๆ กายเติบโตและเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางเดียวกับเราหรือเปล่า? 

ในภาษาอังกฤษมีคำกล่าวเกี่ยวกับความสัมพันธ์ว่า Grow Together or Grow Apart หมายถึง ในความสัมพันธ์คนเราจะเติบโตไปด้วยกัน หรือจะเติบโตและห่างกันไปเรื่อยๆ ตามแนวทางของตัวเอง -- สิ่งนี้ไม่มีใครกำหนดได้ 

และอาจไม่ใช่เรื่องของอาถรรพณ์คำสาปใดๆ เพราะคำตอบสุดท้ายของหัวใจ เรากำหนดได้เอง 


อ้างอิง: Journalofchinesesociology.springeropen.com, Bustle.com, Womansday.com


Share article
  • Line
  • link
creator
Author
สุภาวดี ไชยชลอ
อดีตนักเขียนนิตยสารบันทึกคุณแม่ ปัจจุบันเป็นนักเขียนอิสระ และคุณแม่ของลูกสาว Homeschool ที่ชอบดูซีรีส์เกาหลี

Follow

RELATED

+