Humberger Menu

Plant-Based Beauty สวยใสแบบไม่รังแกสัตว์

คุณสามารถอ่านได้อีก

5

บทความ

Register

or

Login

creator
เอกศาสตร์ สรรพช่าง
LineCopy

LATEST

+
#พ่อทำร้ายลูก กับสายสัมพันธ์ที่พังทลาย ในสังคมไร้รัฐสวัสดิการ
Summary
  • ทุกวันนี้ เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์บำรุงผิวต่างๆ พยายามหาจุดขายให้กับแบรนด์ของตัวเอง โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวกับเรื่องสุขภาพ, สิ่งแวดล้อม รวมถึงการสร้างประสบการณ์ที่แปลกใหม่ให้แก่ผู้ใช้ ซึ่งหนึ่งในจุดขายที่เราเห็นมากขึ้นเรื่อยๆ ก็คือ การหันมาใช้ส่วนประกอบที่มาจาก ‘พืช’ แทนที่โปรตีนหรือสารสกัดที่มาจากสัตว์
  • คนในอุตสาหกรรมจึงมีความพยายามในการใช้สีแดงที่มาจากหัวบีตรูต หรือผลไม้สีแดงจำพวกเบอร์รี่ (แทนการใช้สีแดงจากแมลงจำนวนมหาศาล) หรือการใช้ไขจากพืชอย่าง ไขปาล์มคาร์นอบา หรือไขจากถั่วเหลือง (แทนการใช้ไขจากสัตว์)
  • เครื่องสำอางที่ทำมาจากส่วนประกอบของพืชเป็นหลัก ต้องมีส่วนผสมมาจากการสกัดวัตถุดิบจากสเต็มเซลล์ (Stem Cell) หรือเซลล์ต้นกำเนิดของพืช ไม่ก็ต้องมีสารสกัดบางอย่างที่ได้มาจากส่วนต่างๆ ของพืช ซึ่งแน่นอนว่าสัดส่วนของการผสม ก็ขึ้นอยู่กับจุดประสงค์การใช้งาน และสูตรของแต่ละแบรนด์


ทุกวันนี้ เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์บำรุงผิวต่างๆ พยายามหาจุดขายให้กับแบรนด์ของตัวเอง โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวกับเรื่องสุขภาพ, สิ่งแวดล้อม รวมถึงการสร้างประสบการณ์ที่แปลกใหม่ให้แก่ผู้ใช้ ซึ่งหนึ่งในจุดขายที่เราเห็นมากขึ้นเรื่อยๆ ก็คือ การหันมาใช้ส่วนประกอบที่มาจาก ‘พืช’ แทนที่โปรตีนหรือสารสกัดที่มาจากสัตว์ 

อุตสาหกรรมความงาม เป็นหนึ่งในห่วงโซ่อุปทานที่ลากต่อมาจากบริษัทผลิตสารตั้งต้น (Raw Material) ที่วิจัยและสกัดสารสำคัญต่างๆ จากสิ่งที่ได้มา ทั้งสิ่งที่หลงเหลือจากอุตสาหกรรมแปรรูปอื่นๆ, จากอุตสาหกรรมอาหาร, อุตสาหกรรมการเกษตร ประมง และการเสี้ยงสัตว์ -- จะเห็นได้ว่าอุตสาหกรรมเหล่านี้มีความเกี่ยวข้องกันทั้งหมด 

โดยแนวโน้มในอนาคตในเรื่องของการลดการปล่อยมีเทนจากอุตสาหกรรมปศุสัตว์ และการเลี้ยงสัตว์ที่ใช้ระยะเวลายาวนาน ได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงแนวโน้มของอุตสาหกรรมความงาม และทำให้พวกเขาหันมาสนใจสารสกัดที่ได้จากพืชมากขึ้น เพราะส่งผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมน้อยกว่า ซึ่งเมื่อมองสิ่งที่จะเกิดขึ้นตลอดทั้งกระบวนการแล้ว ผลิตภัณฑ์จากพืช (Plant-Based Product) ถือเป็นแนวโน้มที่น่าจับตามอง และมันก็ได้เริ่มขึ้นแล้วในอุตสาหกรรมอาหาร เช่น การคิดค้นเนื้อที่ให้รสสัมผัสเหมือนกับเนื้อจริงๆ แต่ทำมาจากพืช 

ดังนั้น แนวโน้มที่กำลังจะเกิดขึ้น ก็คือ อุตสาหกรรมความงามกำลังพยายามปรับเปลี่ยนส่วนประกอบหลายอย่างที่ใช้พืชเป็นหลัก

ว่าแต่ Plant-Based Beauty คืออะไร? แล้วมันเหมือนหรือแตกต่างจากสิ่งที่เราคุ้นเคยอย่างผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ (Natural), ออร์แกนิก (Organic) หรือวีแกน (Vegan) อย่างไร? ...หรือจะเป็นแค่ ‘กลลวงทางการตลาด’ กันแน่?   

ผมขอยกตัวอย่างหนึ่งที่มักถูกอ้างอิงเสมอๆ เมื่อเราพูดถึงผลิตภัณฑ์ Plant-Based ว่ามันดีกว่าอย่างไร จากหนึ่งในเครื่องสำอางที่ขายดีที่สุดในโลก นั่นคือลิปสติก ซึ่งมีสีที่ขายดีที่สุดคือ เฉดสีแดง

ในการผลิตลิปสติกโดยมากจะใช้โปรตีนจากสัตว์ โดยเฉพาะในเฉดสีแดงธรรมชาติ (Natural Red 4) ซึ่งได้จากกรดคาร์มินิก (Carminic Acid) ที่มีอยู่ในแมลงตัวเล็กๆ ที่ชื่อ โคชิเนียล (Cochineal) ซึ่งหากินอยู่ตามต้นกระบองเพชรในแถบอเมริกากลาง 

แมลงโคชิเนียลที่มีลักษณะคล้ายเพลี้ยไม่ได้มีสีแดง แต่เราต้องเอาโคชิเนียลเพศเมียที่มีตัวอ่อนอยู่ในท้องมาอบให้แห้งแล้วบด จึงจะได้สารที่เราเรียกกันในภาษาไทยว่า ‘สีแดงชาดลิ้นจี่’ และการจะได้สีแดงเพียง 1 กรัม เราต้องใช้ตัวโคชิเนียลอย่างน้อย 4,000 ตัว ซึ่งในปีหนึ่งๆ สารสีแดงเหล่านี้ถูกส่งออกจากอเมริกากลางไม่น้อยกว่า 1,000 ตัน 

สีแดงจากกรดคาร์มินิกถูกใช้กันอย่างแพร่หลายในอุตสาหกรรมเครื่องสำอางและอาหาร ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อเป็นโปรตีนที่มาจากสัตว์ ก็อาจเกิดผลเสียคือ ผู้ใช้มีโอกาสที่จะเกิดอาการแพ้ได้เช่นกัน หลายคนจึงต้องคอยระวังขณะซื้อหาเครื่องสำอาง โดยสามารถสังเกตได้จากชื่อที่ใส่ไว้ในส่วนประกอบของลิปสติก หรือดูจากรหัสของสี ที่หากระบุไว้ว่า CI 75470 หรือ Natural Red 4 ก็แสดงว่าเป็นสีที่ได้จากกองทัพแมลงที่เรากล่าวถึง

นอกเหนือจากสีที่มาจากแมลงแล้ว เนื้อของลิปสติกที่เป็นไขขึ้นรูปก็มักจะใช้ไขจากวัวหรือแกะ (Tallow) ไม่ก็ใช้ไขจากรังผึ้งมาเป็นส่วนประกอบอีกด้วย

เมื่อมองถึงแนวโน้มในปัจจุบัน คนในอุตสาหกรรมจึงมีความพยายามที่จะเปลี่ยนส่วนประกอบจากสัตว์เหล่านี้ มาเป็นพืชมากขึ้นเรื่อยๆ เช่น การใช้สีแดงที่มาจากหัวบีตรูต หรือผลไม้สีแดงจำพวกเบอร์รี่ หรือการใช้ไขจากพืชอย่าง ไขคาร์นอบา (จากต้นปาล์มคาร์นอบาที่ปลูกในอเมริกากลาง ซึ่งเป็นไขจากพืชที่มีความแข็งที่สุด) หรือไขจากถั่วเหลือง เป็นต้น


(ภาพโดย Weglet จาก Wikimedia Commons)

 

แล้ว Plant-Based แตกต่างจาก Vegan ไหม?

น่าจะเป็นคำถามที่หลายคนคงสงสัย ซึ่งเราอาจพูดได้ว่าเกือบทั้งหมดของเครื่องสำอางวีแกนถือเป็นผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากพืช แต่ในบางผลิตภัณฑ์ที่บอกว่าตัวเองเป็นวีแกนก็อาจมีส่วนผสมอย่าง ‘น้ำผึ้ง’ อยู่บ้าง อันนี้ต้องพลิกหลังกล่องพิจารณากันเอาเองนะครับ เพราะบางคนก็อาจตีความว่า น้ำผึ้งเป็นผลผลิตที่มาจากน้ำหวานของพืช ไม่ได้มาจากสัตว์

Planted-Based เป็น Organic หรือเปล่า?

เครื่องสำอางที่ทำมาจากสารสกัดจากพืชทุกแบรนด์ ไม่ได้เป็นผลิตภัณฑ์ระดับออร์แกนิกไปเสียหมด การถูกรับรองว่าเป็นออร์แกนิก หมายถึงว่าพืชที่นำมาสกัดเป็นส่วนประกอบในเครื่องสำอางต้องถูกปลูกขึ้นมาแบบปราศจากสารเคมี ทั้งสารเคมีที่ใช้ในการกำจัดศัตรูพืชโดยตรง หรือสารเคมีที่มาจากการปนเปื้อนในดิน ฉะนั้น เครื่องสำอางที่ทำมาจากพืชไม่ใช่ทุกขวดทุกแบรนด์ที่จะเป็นออร์แกนิก

แล้วสารตัวไหนบ้างที่เราพอจะบอกได้ว่า มันมาจากพืชหรือสัตว์?

เครื่องสำอางที่ทำมาจากส่วนประกอบของพืชเป็นหลัก ต้องมีส่วนผสมมาจากการสกัดวัตถุดิบจากสเต็มเซลล์ (Stem Cell) หรือเซลล์ต้นกำเนิดของพืช ไม่ก็ต้องมีสารสกัดบางอย่างที่ได้มาจากส่วนต่างๆ ของพืช ซึ่งแน่นอนว่าสัดส่วนของการผสม ก็ขึ้นอยู่กับจุดประสงค์การใช้งาน และสูตรของแต่ละแบรนด์ 

ผมจะลองยกตัวอย่างชื่อที่เราคุ้นหูมาเล่าให้ฟังครับ 

อย่างเช่น กรดไฮยาลูโรนิก (Hyaluronic Acid) ที่แม้จะเป็นสารที่ร่างกายผลิตได้เองก็จริง แต่ร่างกายจะผลิตได้น้อยลงเรื่อยๆ ตามอายุที่มากขึ้น การผลิตกรดนี้สามารถสกัดได้จากสัตว์ เช่น หงอนไก่ หรือแบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรคหวัดในม้า แต่ก็สามารถสกัดจากโปรตีนพืชได้ด้วยเช่นกัน เช่น เห็ดหูหนู หรือพืชในตระกูลมะขามแขก -- คุณต้องลองดูฉลากจากผู้ผลิตว่าเลือกใช้ไฮยาลูโรนิกที่สกัดจากพืชหรือสัตว์

หรือจะเป็นสารอีกตัวที่เราอาจคุ้นชื่ออย่าง เคราติน (Keratin) ที่ช่วยให้ผมและเล็บแข็งแรงขึ้น โดยมากมักจะสกัดจากเขาสัตว์, กีบเท้าสัตว์ หรือเปลือกนอกของสัตว์ต่างๆ แต่หากเป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็น Plant-Based ก็จะเลือกใช้เคราตินที่สกัดจากพืชแทน เช่น ควินัว, อาร์ติโชก, น้ำมันอาร์กัน หรือสารสกัดที่ได้จากข้าวโพด, มันฝรั่ง หรือถั่วเหลือง ก็สามารถสกัดเคราตินออกมาใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องสำอางได้เช่นกัน   

นอกจากนั้น หากคุณต้องการลดการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มาจากสัตว์ให้น้อยลง ก็ลองดูส่วนประกอบ เช่น โจโจบา (Jojoba), แอสตาแซนธิน (Astaxanthin) สารต้านอนุมูลอิสระที่ได้จากสาหร่ายสีแดง, สควอเลน (Squalane) สารที่สกัดมาจากมะกอก ซึ่งคุณอาจต้องดูสารตัวหลังนี้ให้ดี เนื่องจากมีสารอีกตัวที่สกัดมาจากบางส่วนของปลาฉลาม แต่มีชื่อคล้ายๆ กัน และมักถูกนำมาผสมในสกินแคร์ภายใต้ชื่อ สควอลีน (Squalene) ซึ่งพบมากในผลิตภัณฑ์ที่ให้ความชุ่มชื้นกับผิว  

เชื่อว่าในอนาคต ผู้บริโภคจะให้ความสำคัญในการเลือกเครื่องสำอาง โดยคำนึงถึงผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม, สุขภาพ และการไม่ทำร้ายสัตว์มากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งหากมองในอีกด้านหนึ่ง ถ้าไทยเราสามารถปรับตัวได้ทัน ในฐานะเป็นหนึ่งแหล่งพืชสมุนไพรของโลก มันก็น่าจะช่วยสร้างโอกาสได้อีกมากสำหรับผู้ประกอบการในอนาคต

อ้างอิง: Simplicite.com.au, Wikipedia, Greenpeople.co.uk, BBC


Share article
  • Line
  • link
creator
Author
เอกศาสตร์ สรรพช่าง
อดีต Executive Editor ของ ELLE MEN Thailand ก่อนผันตัวเองมาทำงานด้าน Digital Content ปัจจุบันทำงานเกี่ยวกับธุรกิจความสวยความงาม และเชื่อว่า “หากคุณอยากรู้จักคนในประเทศนั้นๆ ว่ามีค่านิยมเป็นอย่างไร คุณแค่เดินไปที่เคาน์เตอร์ลิปสติก คุณก็จะสามารถรับรู้ถึงรสนิยมของพวกเขาได้”

Follow

RELATED

+