Humberger Menu

กาแฟห้องแล็บ เพาะในถาดให้ได้รส ดื่มจากถ้วยให้ยั่งยืน

คุณสามารถอ่านได้อีก

5

บทความ

Register

or

Login

creator
กองบรรณาธิการ
LineCopy

LATEST

+
สปายแวร์ในมือถือ การสอดแนมล่องหน เครื่องมือคุกคามของรัฐเผด็จการ
Summary
  • เมื่อพื้นที่ปลูกกาแฟต้องเพิ่มขึ้น ส่งผลกระทบต่อทั้งสิ่งแวดล้อมและสังคม ทั้งมลพิษในน้ำ ความเสียหายทางชีวภาพ ดินเสื่อมสภาพ การใช้สารเคมีทางการเกษตร การทำลายป่า ไปจนถึงการละเมิดสิทธิแรงงาน
  • การเพาะเลี้ยงเซลล์กาแฟในห้องทดลอง ให้ได้รสและกลิ่นเหมือนเมล็ดกาแฟ คือการแก้ปัญหาการขยายตัวของพื้นที่การปลูก ซึ่งคาดว่าจะเป็นการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน
  • แต่ความน่ากังวลอยู่ที่ความยั่งยืนของระบบเกษตรกรรม เพราะการเพาะเลี้ยงเซลล์กาแฟในห้องแล็บ จะส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตเกษตรกรจำนวนมาก


ทั่วโลกมีคนดื่มกาแฟเป็นประจำวันละประมาณ 25 ล้านคน คาดกันว่าแต่ละปีเราดื่มกาแฟรวมกันราว 600,000 ล้านถ้วย ความต้องการมหาศาลนี้ทำให้พื้นที่เพาะปลูกกาแฟขยายตัวอย่างรวดเร็ว เนื่องจากกาแฟเป็นพืชที่ปลูกในพื้นที่เขตร้อน ซึ่งเป็นบริเวณที่ระบบนิเวศเปราะบางที่สุดในโลก จนสร้างความกังวลว่าทุกครั้งที่ดื่มกาแฟ เราอาจกำลังทำลายสิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆ กัน ทั้งมลพิษในน้ำ ความเสียหายทางชีวภาพ ดินเสื่อมสภาพ การใช้สารเคมีทางการเกษตร การทำลายป่า ไปจนถึงการละเมิดสิทธิแรงงาน

และในอนาคต คาดกันว่าฐานการผลิตกาแฟจะเพิ่มขึ้นอีก 3 เท่า ภายในปี 2050 การบริโภคการแฟที่ยั่งยืนจึงกลายเป็นทางออกหนึ่งที่เริ่มมีความสำคัญ และผู้เกี่ยวข้องฝ่ายต่างๆ เองก็กำลังมองหาทางเลือกใหม่ๆ เช่นกัน



ที่ฟินแลนด์ นักวิทยาศาสตร์กลุ่มหนึ่งชวนให้ลองดื่มกาแฟที่สร้างขึ้นในห้องทดลอง  โดย ศูนย์วิจัย วีทีที เทคนิคอล (VTT Technical) ในฟินแลนด์ ทดลองใช้กระบวนการ cellular agriculture สร้างเซลล์กาแฟในห้องทดลอง ผลปรากฏว่า สิ่งที่ได้มามีกลิ่นและรสชาติคล้ายกาแฟปกติ แม้จะไม่ 100 เปอร์เซ็นต์ก็ตาม

ไฮโก ริชเชอร์ (Heiko Rischer) หัวหน้าคณะวิจัยให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว Reuters ว่า เป็นเซลล์กาแฟที่เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อขึ้นในห้องทดลอง เขาคาดว่าใช้เวลาอีกประมาณ 4 ปี เพื่อดำเนินการด้านต่างๆ รวมทั้งการยื่นขออนุญาต ก่อนที่จะสามารถผลิตและจำหน่ายกาแฟจากห้องทดลองได้ รวมทั้งยังต้องพัฒนาสูตรและเตรียมความพร้อมทางการตลาด

อีกเหตุผลคือ ริชเชอร์เล็งเห็นว่า เกษตรกรผู้ปลูกกาแฟกำลังได้รับผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง ทั้งอุณหภูมิที่สูงขึ้น ฝนตกน้อยลง ความแห้งแล้งเพิ่มขึ้น

ขณะที่ในสหรัฐอเมริกา คอมพาวด์ ฟู้ดส์ (Compound Foods) บริษัทที่เพิ่งก่อตั้งเมื่อปี 2020 พยายามผลิตกาแฟโดยไม่ต้องใช้เมล็ดกาแฟ แต่ใช้ชีววิทยาสังเคราะห์ (synthetic biology) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ได้พัฒนาเพื่อการออกแบบ ปรับปรุงแก้ไข การผลิต หรือดัดแปลงสารพันธุกรรมสิ่งมีชีวิตแทน บริษัทระดมทุนได้ 4.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อสังเคราะห์กาแฟจากการแยกโมเลกุล

ส่วน อะตอมโม คอฟฟี (Atomo Coffee) ที่ซีแอตเทิล ก็เพิ่งวางจำหน่าย ‘กาแฟโมเลกุล’ (molecular coffee) เป็นครั้งแรกเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ราคาประมาณขวดละ 5.99 ดอลลาร์สหรัฐ



แม้จะด้วยเจตนาที่ดี แต่การหันมาสนใจ ‘ปลูก’ กาแฟในห้องทดลองทางวิทยาศาสตร์ แทนการพึ่งพาเมล็ดกาแฟที่แท้จริงก็อาจจะสร้างปัญหาเชิงสังคมหลายอย่าง ดานิเอเล โจวานนุชชี (Daniele Giovannucci) ประธานและผู้ร่วมก่อตั้งคณะกรรมการประเมินความยั่งยืนที่ทำงานด้านเกษตรยั่งยืน กังวลว่า การขยายตัวของกาแฟที่เพาะในห้องทดลองจะกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนจำนวนมาก โดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อยและแรงงานที่ทำไร่กาแฟขนาดเล็กราว 12.5 ล้านแห่งทั่วโลก ส่วนใหญ่อยู่ในประเทศกำลังพัฒนา เช่น เอธิโอเปีย

นอกจากนี้ เขามองว่า ยังไม่แน่ชัดว่ากาแฟที่เกิดขึ้นจากการเพาะเลี้ยงในห้องทดลองจะแก้ปัญหาสภาวะภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงได้มากน้อยเพียงใด หรือมันอาจจะทำให้เรื่องราวเลวร้ายกว่าเดิม และกระทบต่อความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อมมากขึ้นด้วย

สิ่งที่ต้องการมากกว่าน่าจะเป็นความร่วมมือกันระหว่างธุรกิจ รัฐบาล องค์กรไม่แสวงหากำไร สถาบันวิจัย และผู้เกี่ยวข้องอื่นๆ เพื่อสร้างการเปลี่ยนผ่านให้อุตสาหกรรมกาแฟมีความยั่งยืนเต็มรูปแบบ


อ้างอิง: theguardian.com, techcrunch.com, weforum.org

Share article
  • Line
  • link
creator
Author
กองบรรณาธิการ
กองบรรณาธิการไทยรัฐพลัส

Follow