Humberger Menu

“รัฐประหารไม่ใช่ปฏิวัติ” 64 ปี แห่งการยึดอำนาจของ สฤษดิ์ ธนะรัชต์

คุณสามารถอ่านได้อีก

5

บทความ

Register

or

Login

creator
ตรีนุช อิงคุทานนท์
LineCopy

LATEST

+
‘ราชวงศ์และการสมรสเท่าเทียม’ ความก้าวหน้าทางเพศอีกขั้นของเนเธอร์แลนด์


เวลาประมาณหกโมงเย็นของวันที่ 16 กันยายน 2500 ประชาชนได้เห็นรถถังหลายคันจอดตามจุดของกรุงเทพมหานคร โดย จากการออกคำสั่งของ พลโทประภาส จารุเสถียร แม่ทัพภาค 1 ส่งกำลังยานเกราะและกำลังพลไปเฝ้าตามจุดยุทธศาสตร์ เช่น วังปารุสกวัน กองบัญชาการตำรวจนครบาล กองทัพเรือ ท่าวาสุกรี วัดราชาธิวาส หอประชุมกองทัพบก โดยเฉพาะกองบัญชาการตำรวจกองปราบ ที่จะต้องบุกยึดให้ได้ภายใน 120 นาทีหลังเริ่มทำรัฐประหาร 

แล้วรัฐประหารครั้งนี้ เกิดขึ้นด้วยเหตุผลใดกันแน่ บ้างบอกว่าเกิดขึ้นเพราะ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ หัวหน้าคณะรัฐประหาร ต้องการกำจัดอำนาจของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม บ้างก็ว่าเขาทำเพราะมิอาจทนเห็นบ้านเมืองวุ่นวายได้ บ้างก็ว่าเขาทำเพื่อจะได้เป็นรัฐบาล และจากคำอธิบายมากมายทั้งจากคำปราศรัยของจอมพลสฤษดิ์ ต่างก็ได้คำตอบที่หลากหลายแตกต่างกันออกไป 

ก่อนจะมาถึงการถามหาเหตุผล อาจคงต้องย้อนดูกันสักนิด ถึงเหตุการณ์ความวุ่นวายก่อนเกิดรัฐประหาร และการขึ้นสู่อำนาจที่ทำให้ยังมีคนสงสัยจนถึงทุกวันนี้ว่า สถานการณ์สร้างวีรบุรุษ หรือวีรบุรุษเป็นผู้สร้างสถานการณ์กันแน่ แล้วเหตุไฉน วีรบุรุษผู้กลายเป็น ‘พ่อขุนอุปถัมภ์แบบเผด็จการ’ ถึงทิ้งทรัพย์สินมหาศาลที่ตรวจสอบที่มาแน่ชัดไม่ได้เอาไว้เบื้องหลัง ?


ความวุ่นวายทางการเมืองก่อนวันที่ 16 กันยายน 2500 

ปฏิเสธไม่ได้ว่าเหตุบ้านการเมืองในช่วงก่อนเกิดรัฐประหารเต็มไปด้วยความวุ่นวาย โดยเฉพาะในช่วงฤดูกาลเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2500 ประชาชนส่วนใหญ่ครหาว่ามีการโกงครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย เกิดการโปรยใบปลิวหาเสียงไปทั่วเมือง มีการอ้างว่าเห็นการข่มขู่ชาวบ้าน มีการสลับหีบบัตรเลือกตั้ง และใช้เวลานับคะแนนนานถึง 7 วัน ก่อนสุดท้ายจะได้ผลออกมาว่า จอมพล ป. พิบูลสงคราม จากพรรคเสรีมนังคศิลา มีคะแนนเสียงข้างมาก ได้เป็นนายกรัฐมนตรีต่อ 

หลังจากนั้นไม่นาน ประชาชนที่ไม่ยอมรับผลเลือกตั้งเนื่องจากมีการโกง พากันถือป้ายเดินประท้วง เรียกร้องให้จอมพล ป. ออกจากตำแหน่ง นิสิตนักศึกษาหลายสถาบันตัดสินใจลดธงครึ่งเสา เพื่อแสดงสัญลักษณ์ว่ามีผู้คนกำลังไว้อาลัยกับการเลือกตั้งครั้งนี้ 

จอมพล ป. จึงตัดสินใจประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่กลับกลายเป็นการสุมไฟความโกรธแค้นให้โหมกระหน่ำ ประชาชนจึงพากันมุ่งหน้าจากสนามหลวงไปยังทำเนียบรัฐบาล ทำให้ในวันที่ 2 มีนาคม 2500 สํานักนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งให้ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นผู้รักษาความสงบเรียบร้อยตามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินและมีอํานาจบังคับบัญชาทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ และตํารวจได้ทั่วราชอาณาจักร จนได้วลีและประโยคเด็ดมากมายในช่วงก่อนการรัฐประหาร เช่น “ทหารและตํารวจทั้งหลาย อย่าใช้อาวุธทําร้ายประชาชนเป็นอันขาด จงเปิดทางให้ประชาชนผ่านเข้ามาโดยดี” หรือ “พบกันใหม่ เมื่อชาติต้องการ”

ต่อมาวันที่ 15 กันยายน ผู้ประท้วงจำนวนมากตัดสินใจเดินขบวนไปยังทำเนียบรัฐบาล กดดันให้ จอมพล ป. พิบูลสงครามลาออก แต่ไม่พบตัวนายกฯ จึงตัดสินใจไปยังบ้านพักของจอมพลสฤษดิ์แทน ขณะที่ในเวลาไล่เลี่ยกันมีข่าวแว่วมาว่า คณะรัฐบาลของจอมพล ป. กำลังเตรียมตั้งข้อหากบฏกับจอมพลสฤษดิ์ ก่อนวันที่ 16 กันยายน 2500 เรื่องราววุ่นวายได้จบลงโดยที่ทหารทำการรัฐประหาร ยึดอำนาจจากนายกรัฐมนตรีผู้เต็มไปด้วยคำครหา

ข้อมูลจากหนังสือ ‘อนุสรณ์ครบรอบ 100 ปี ฯพณฯ จอมพล ป. พิบูลสงคราม 14 กรกฎาคม 2540’ มีท่อนหนึ่งกล่าวถึงการหลบหนีในวันรัฐประหารของจอมพล ป. ว่า มุ่งหน้าไปยังจังหวัดตราด พร้อมผู้ติดตามอีก 3 คน 

“ท่านได้ขับรถออกจากทำเนียบพร้อมด้วย บุลศักดิ์ วรรณมาศ นายทหารคนสนิท ฉาย วิโรจน์ศิริ เลขานุการนายกรัฐมนตรี และ พันตำรวจโท ชุมพล โลหะชาละ ในค่ำของวันที่ 16 กันยายน 2500 เวลาประมาณ 21.00 นาฬิกา มุ่งหน้าสู่จังหวัดตราด ลงเรือของชาวประมงไปขึ้นที่เกาะกงของกัมพูชา วันรุ่งขึ้นรัฐบาลกัมพูชาได้จัดเรือรบหลวงมารับท่านเดินทางเข้าสู่กรงพนมเปญ ซึ่งได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเจ้ากรุงกัมพูชาและสมเด็จพระราชินี ประดุจแขกเมืองคนสำคัญ”


รัฐประหารซ้อนรัฐประหาร ?

เมื่อทหารสามารถยึดอำนาจได้ตามที่วางแผน จอมพลสฤษดิ์อ้างว่า ตนไม่เหมาะสมที่จะขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี เนื่องด้วยปัญหาสุขภาพและอื่นๆ เลือกไปรักษาตัวที่สหรัฐอเมริกา มอบหมายให้ พจน์ สารสิน เอกอัครราชทูตไทยประจำสหรัฐอเมริกา ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพื่อเตรียมจัดการเลือกตั้งใหม่อีกครั้งในวันที่ 15 ธันวาคม 2500 หลังจากนั้นไทยก็ได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ คือ ถนอม กิตติขจร 

หลังทำรัฐประหารได้ราวหนึ่งปี จอมพลถนอมไม่สามารถควบคุมความวุ่นวายในสภาฯ ได้ เกิดความขัดแย้งระหว่าง ส.ส. กับรัฐมนตรี มีการเรียกร้องข้อต่อรองเพื่อแลกกับการสนับสนุนรัฐบาลชุดใหม่ต่อไป 

เมื่อดูเหมือนว่านายกฯ ถนอม รับมือไม่ไหว จอมพลสฤษดิ์จึงต้องเดินทางกลับจากสหรัฐฯ มีการวางแผนกันอีกครั้ง ในวันที่ 20 ตุลาคม 2501 จอมพลถนอม กิตติขจร ตัดสินใจลาออก แต่ยังไม่ออกแถลงการณ์ให้ประชาชนทราบ  ก่อนถึงช่วงค่ำราวสามทุ่ม จอมพลสฤษดิ์ได้ทำรัฐประหารอีกครั้ง หลังจากที่เพิ่งทำรัฐประหารในวันที่ 16 กันยายน 2500 โดยให้เหตุผลเรื่องความมั่นคงของชาติ แต่หากมองอีกมุม เท่ากับว่าจอมพลท่านนี้ได้จัดการยึดอำนาจพรรคพวกตัวเองแบบซ้ำซ้อน 

นับจากการยึดอำนาจในครั้งนี้ ประเทศไทยจะเข้าสู่ยุค ‘พ่อขุนอุปถัมภ์แบบเผด็จการ’ เห็นได้จากการใช้อำนาจอย่างเบ็ดเสร็จ เด็ดขาด ตามรัฐธรรมนูญมาตราที่ 17 ที่มอบอำนาจให้นายกรัฐมนตรีสามารถส่งการให้ดำเนินการต่อผู้ที่กระทำการเป็นปรปักษ์ต่อความมั่นคงของรัฐได้ทันที


แนวคิดทางการเมืองของจอมพลผู้ยึดอำนาจ

แนวคิดทางการเมืองของ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ หรือไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามแต่ มักสะท้อนออกไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ทั้งจากคำพูดหรือการกระทำ ช่วงที่จอมพลสฤษดิ์ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เขาเดินทางไปหลายที่ กล่าวเปิดงานและปราศรัยหลายต่อหลายครั้ง ซึ่งคำพูดของผู้นำ ทำให้เห็นมุมมองทางการเมืองในช่วงที่จอมพลเรืองอำนาจได้ไม่มากก็น้อย 

ในคำกล่าวการเปิดประชุมปลัดจังหวัดและนายอำเภอทั่วราชอาณาจักร วันที่ 27 เมษายน 2502 มีความน่าสนใจอยู่ที่การกล่าวว่าถึงรัฐบาลชุดปัจจุบันภายใต้การนำของเขา ที่มาจากคณะปฏิวัติ มีความปรารถนาจะแก้ไขวิกฤติกาลที่มีก่อนเกิดการปฏิวัติ

“วิชารัฐศาสตร์ในสมัยใหม่จะก้าวหน้าไปสักเพียงใดก็ตามที หลักการอันหนึ่งในระบบการปกครองแบบโบราณของไทย ยังมีคุณค่าอย่างประเสริฐและควรจะใช้อยู่เสมอ หลักการที่ว่านี้คือการเป็นพ่อบ้านพ่อเมือง บ้านเมืองเป็นเหมือนครอบครัวใหญ่ นักปกครองต้องถือว่าพลเมืองที่อยู่ในความปกครองนั้น ไม่ใช่คนอื่น แต่เป็นพี่น้องลูกหลานในครอบครัวเดียวกัน”

“ความยากดีมีจน ความผาสุก ความเดือดร้อน เป็นเรื่องของครอบครัว จึงจำเป็นที่ผู้ปกครองจะต้องเอาใจใส่ดูแลความเป็นไปของครอบครัวนี้อย่างใกล้ชิด ปกครองกันด้วยความรักใคร่ไมตรี เมื่อนั้นเราจึงจะได้ชื่อว่าเป็นนักปกครองที่ดี เราได้เคยทราบเรื่องนักปกครองบางคน ที่กล่าวกันว่าพลเมืองรักเหมือนพ่อ เวลาถูกย้ายหรือจากไปมีคนเสียดายถึงกับร้องไห้ นั่นคือนักปกครองที่ดีจริง”

ตามความคิดเห็นในหนังสือ วิวัฒนาการเมืองการปกครองไทย ของ ลิขิต ธีรเวคิน หน้า 165 ระบุว่า 

“จอมพลสฤษดิ์พยายามทำให้สังคมมีอุดมการณ์ทางการเมืองที่เรียกว่า ‘พ่อขุนอุปถัมภ์แบบเผด็จการ’ หัวใจสำคัญของการปกครองบ้านเมืองในทัศนะของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ คือ ขึ้นอยู่กับตัวผู้ปกครองหรือพ่อขุนซึ่งมีหน้าที่ดูแลทุกข์สุขของผู้ที่อยู่ภายใต้การปกครอง โดยที่ข้าราชการและประชาชนมีหน้าที่ดำเนินการตามนโยบายและรับเอาสิ่งที่เป็นความอุปถัมภ์จากรัฐบาลหรือผู้นำรัฐบาล”

นอกจากนี้ จอมพลสฤษดิ์ ได้พยายามทำให้สังคมเข้าใจว่าบ้านเมืองที่ดี คือบ้านเมืองที่สะอาดเรียบร้อย 

“เราพูดกันมาถึงความเจริญ ความเป็นอารยะ และวัฒนธรรม เราพูดกันว่าเมืองนั้นเจริญกว่าเมืองนี้ ประเทศนั้นเป็นอารยะมากกว่าประเทศนี้ ชนชาตินั้นมีวัฒนธรรมมากกว่าชนชาตินี้ เราเอาอะไรเป็นเครื่องวัด ข้าพเจ้าคิดว่าเครื่องวัดหรือหลักวินิจฉัยที่แน่นอนที่สุดคือความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อย” 

จอมพลสฤษดิ์ อาจต้องการให้ประชาชนมองเขาในฐานะผู้นำที่ชอบธรรม เห็นได้จากหลายครั้งที่อธิบายความเข้าใจผ่านถ้อยแถลงต่างๆ ถึงการทำรัฐประหารของตัวเอง โดยพยายามชูว่า ‘งานครั้งนี้ไม่ใช่รัฐประหาร แต่เป็นการปฏิวัติ’ ในปราศรัยในวันชาติ 24 มิถุนายน 2502 

“แผนการปฏิวัติคืออะไร? ถ้าคิดแต่เพียงผิวเผิน ก็อาจจะเข้าใจแต่เพียงว่าเป็นแผนการยึดอำนาจ แล้วก็จัดตั้งสภาใหม่ รัฐบาลใหม่ ซึ่งล้วนแล้วไปด้วยคนของคณะที่ยึดอำนาจได้ อันที่จริงวิธีการคิดอย่างนั้น เป็นเรื่องของรัฐประหาร ข้าพเจ้าได้กล่าวยืนยันตั้งแต่ต้นมา ว่างานครั้งนี้ไม่ใช่รัฐประหาร แต่เป็นการปฏิวัติ รัฐประหารเป็นเรื่องช่วงชิงอำนาจ และยังไม่มีรัฐบาลใหม่ รัฐประหารเป็นเรื่องที่ถือว่าฝ่ายทรงอำนาจเป็นศัตรู ต้องขจัดไปเสีย แต่งานปฏิวัติครั้งนี้มิได้ถือว่าใครเป็นศัตรู ตรงกันข้าม กลับเรียกร้องเอาคนต่างพวกต่างพรรค เข้ามาร่วมมือกันเพื่อสร้างสรรค์ความดีงามให้แก่ประเทศชาติอย่างแท้จริง”

“ด้วยเหตุนี้ ที่เรียกว่า ‘แผนการปฏิวัติ’ จึงมีความหมายลึกซึ้งกว้างขวางกว่าที่สามัญชนจะเข้าใจอย่างผิวเผิน แผนการปฏิวัติไม่ใช่แผนการช่วงชิงอำนาจ ยึดอำนาจหรือถืออำนาจไว้ในมือใคร หรือในมือของบุคคลพวกหนึ่งพวกใด ตรงกันข้าม แผนการอันแรกของงานปฏิวัติครั้งนี้คือเสริมสร้างความสามัคคีกลมเกลียวกันในชาติ”

“แผนการปฏิวัติในขั้นต่อไป คือกวาดล้างสิ่งซึ่งเป็นภัยของชาติ เสมือนทำการปัดกวาดชำระล้างสิ่งโสโครกโรคร้ายในบ้านของเรา ท่านได้ทราบความในประกาศคณะปฏิวัติฉบับแรกๆ แล้ว ว่าภัยอันใหญ่หลวงของชาติคือคอมมิวนิสต์ จำต้องขจัดภัยอันนี้ให้จงได้ และถ้ามิได้อาศัยอำนาจปฏิวัติ ก็ยากที่จะทำสำเร็จได้ด้วยวิธีอื่น ข้าพเจ้าจึงจำเป็นต้องอาศัยอำนาจปฏิวัติ สั่งจับคอมมิวนิสต์ ซึ่งตรวจมีร่องรอยรู้เห็นอยู่แล้ว ว่าผู้ใดเป็นตัวแทนดำเนินการเพื่อลัทธิอันเป็นภัยแก่ชาติ”

และพูดย้ำอีกครั้งในวันครบรอบปีแห่งการปฏิวัติ วันที่ 20 ตุลาคม 2502 

"เมื่อปีหนึ่งมาแล้ว ในวันเดียวเวลาเดียวกันนี้ ได้มีประกาศยึดอำนาจและทำการปฏิวัติ โดยที่ข้าพเจ้าเป็นผู้ลงนามในฐานะหัวหน้าคณะปฏิวัติ ปัญหาที่ตั้งถามกันในเวลานั้นคือว่า ทำไมจึงต้องยึดอำนาจ ทำไมจึงต้องปฏิวัติ ถ้าข้าพเจ้าปรารถนาจะเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นหัวหน้ารัฐบาล ข้าพเจ้าก็สามารถจะเป็นได้ โดยไม่จำเป็นต้องทำการครึกโครมหักหาญถึงขั้นยึดอำนาจ เพราะความเป็นไปได้ในบ้านเมืองเวลานั้น เปิดโอกาสให้แก่ข้าพเจ้าอยู่แล้ว รัฐบาลซึ่ง พลเอกถนอม กิตติขจร เป็นนายกรัฐมนตรี ก็ได้กราบบังคมทูลพระกรุณาขอลาออกแล้ว และก็มีความสนับสนุนพร้อมอยู่ทุกทาง ที่จะทำให้ข้าพเจ้าเป็นนายกรัฐมนตรีเอง”

“กาลเวลาได้ล่วงมา การยึดอำนาจทำการปฏิวัตินั้น ไม่ใช่เพื่อให้ได้มาซึ่งตำแหน่ง แต่ต้องทำเพื่อให้เกิดอำนาจปฏิวัติ ตามหลักรัฐศาสตร์และกฎหมาย เพื่อได้ใช้อำนาจปฏิวัตินี้ ป้องกันภยันตรายของประเทศชาติ และกวาดล้างสิ่งไม่ดีทั้งหลายในบ้านเมืองได้โดยฉับพลันทันที ซึ่งไม่สามารถจะใช้วิถีทางอื่นใดให้ได้ผลเหมือนใช้อำนาจปฏิวัติ คณะรัฐมนตรีหรือคณะรัฐบาลที่ตั้งขึ้นภายหลังก็ต้องมีลักษณะเป็นรัฐบาลปฏิวัติ”


พ่อเมืองผู้กวาดล้างอันธพาล 

ในช่วงที่จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรี เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมการเมืองหลายอย่าง เช่น การประกาศยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2475 แก้ไขเพิ่มเติมฉบับ พ.ศ. 2495 ยกเลิกพรรคการเมือง ยกเลิกรัฐสภา ออกกฎหมายเลิกการเสพและจำหน่ายฝิ่น การออกแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 1 ควบคู่กับการสร้างสาธารณูปโภค ไฟฟ้า ประปา ถนน เรียกกันว่า “น้ำไหล ไฟสว่าง ทางดี มีงานทำ” นำความเจริญกระจายสู่ชนบท ส่วนหนึ่งเนื่องจากป้องกันภัยคุกคามของคอมมิวนิสต์ 

คณะรัฐประหารที่เรียกตัวเองว่า ‘คณะปฏิวัติ’ มีอำนาจเต็มที่ในการบริหารประเทศ โดยเฉพาะเรื่องการปราบปรามอันธพาลและผู้ก่อเหตุไฟไหม้หวังเอาเงินประกัน ตามคำประกาศฉบับที่ 21 ว่า “อันธพาลเป็นการบ่อนทำลายสังคมและประชาชนทั่วไป และว่าการที่จะขจัดพวกอันธพาลเหล่านี้ออกไปให้หมดสิ้นนั้นเป็นหนทางเดียวที่จะช่วยส่งเสริมความผาสุกของราษฎร”

จอมพลสฤษดิ์ ยังเคยแสดงมุมมองต่อเหล่านักเลงและวัยรุ่นที่ไม่ได้รับการศึกษา ในคำปราศรัยแก่นิสิตคณะรัฐศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในวันอังคารที่ 1 สิงหาคม 2504 ว่า

“เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น ถ้าเกิดในหมู่คนที่ไร้การศึกษา ข้าพเจ้าจะไม่ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญอะไร เพราะในหมู่คนที่ไร้การศึกษานั้น ไม่ต้องนึกถึงเกียรติ ไม่ต้องนึกถึงวินัย เรื่องทะเลาะวิวาทเป็นของธรรมดา ยกพวกตีกันก็ไม่ประหลาดสำหรับคนที่ไร้การศึกษา ทางรัฐบาลบ้านเมืองก็ไม่ต้องวิตกอะไรมาก มีเหตุการณ์เกิดขึ้นที่ไหนก็จับกุมเอาไปคุมขัง ถ้าเป็นเหตุใหญ่เกี่ยวกับคนหมู่มาก ก็เอารถดับเพลิงมาฉีดน้ำให้แตกกระจายกันไป ได้หัวหน้าก่อการร้าย จะเอาไปขังเป็นอันธพาลเสียก็ได้ ไม่เป็นเรื่องที่น่าวิตกหรือเสียใจอะไร ถ้าหากเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในหมู่คนชั้นเลวไร้การศึกษา”


มรดกที่ สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ทิ้งไว้ให้คนไทย 

หลังจากการอยู่ในอำนาจนานหลายปี จอมพลจอมสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ถึงแก่อสัญกรรมเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2506 ด้วยวัย 55 ปี 175 วัน จากโรคไตพิการเรื้อรัง และโรคอื่นๆ หนึ่งเดือนหลังจากไป เกิดปัญหาในตระกูลของอดีตผู้นำ เมื่อเหล่าญาติมิตรสหาย บรรดาภรรยาท่านต่างแย่งทรัพย์มรดกมหาศาลที่จอมพลสฤษดิ์ทิ้งไว้ เป็นเหตุให้วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2507 บุตรทั้ง 7 คนของจอมพลสฤษดิ์ ฟ้อง ท่านผู้หญิงวิจิตรา ธนะรัชต์ ที่พยายามจะตัดสิทธิในส่วนแบ่งอันถูกต้องของทายาท

ในบทความ ‘ฉาวโฉ่ ศึกชิงมรดก 2 จอมพล รวยอู้ฟู่ สู่การยึดทรัพย์มูลค่าพันกว่าล้าน’ ของไทยรัฐออนไลน์ ระบุว่า 

‘ข้อถกเถียงเรื่องมรดกของ จอมพลสฤษดิ์ ส่งผลให้กลายเป็นเรื่องที่ประชาชนต่างให้ความสนใจ สื่อมวลชนในยุคนั้นต่างยกให้เป็นคดีที่อื้อฉาวที่สุดคดีหนึ่ง และเปิดช่องว่างให้ จอมพลถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรี เข้าแทรกแซงและสอบสวนเบื้องหลังความมั่งคั่งของจอมพลสฤษดิ์ และได้มีการเปิดพินัยกรรมของจอมพลสฤษดิ์ ที่บ้านของจอมพลถนอม ต่อหน้าทนายความและนายทหารคนสำคัญๆ ที่ใกล้ชิดจอมพลสฤษดิ์’ 

‘ข้อสำคัญในพินัยกรรมกล่าวว่า ทรัพย์สินทั้งหมดของจอมพลสฤษดิ์ ให้ตกแก่ ท่านผู้หญิงวิจิตรา ธนะรัชต์ เพียงผู้เดียว โดยมีข้อแม้ว่าท่านผู้หญิงต้องให้ลูกเลี้ยง คือ พันตรีเศรษฐา ธนะรัชต์ และ ร้อยโทสมชาย ธนะรัชต์ คนละ 1 ล้านบาท พร้อมทั้งบ้านหนึ่งหลังที่เหมาะสมกับฐานะของบุคคลทั้งสอง อย่างไรก็ตาม จะเป็นไปตามเงื่อนไขนี้ ก็ต่อเมื่อทรัพย์สินทั้งหมดที่เป็นเงินสดมีมากกว่า 10 ล้านบาท นอกจากนี้ ที่นาของจอมพลสฤษดิ์ จะต้องแบ่งให้แก่บุตรชายคนโตทั้งสองคนจำนวนเท่าๆ กัน’ 

‘มีการร้องเรียนว่า จอมพลสฤษดิ์ ได้เขียนพินัยกรรมขึ้นอีกฉบับหนึ่ง ซึ่งถูกท่านผู้หญิงวิจิตรา ธนะรัชต์ ทำลายไปแล้วหลังจากที่เข้าบุกบ้านส่วนตัวของจอมพลสฤษดิ์ในค่ายกองพลที่ 1 ทั้งนี้บุตรชาย 2 คน ยังกล่าวหาว่า ท่านผู้หญิงวิจิตรา พยายามจะรวบรวมทรัพย์สินทั้งหมดของจอมพลสฤษดิ์ไว้ โดยอ้างว่ามีเงินจำนวนถึง 2,874,009,794 บาท รวมกันอสังหาริมทรัพย์อีกมากมายที่ไม่สามารถจะประมาณได้ ตรงกันข้าม ท่านผู้หญิงวิจิตรา กลับกล่าวว่า ตัวเธอรู้เพียง มีเงินเพียง 12 ล้านบาท เท่านั้น’ 

‘ขณะที่รอคอยผลการตัดสินจากศาล บุตรของ จอมพลสฤษดิ์ ได้ร้องเรียนจอมพลถนอม ให้ใช้อำนาจพิเศษตามมาตรา 17 แห่งธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2502 ในการสอบสวนเรื่องราวนี้ทั้งหมด หลังจากที่พิจารณาอย่างคร่าวๆ แล้ว รัฐบาลรู้สึกว่า หากมิได้ลงมือกระทำการอย่างรวดเร็วแล้ว ก็จะทำให้ฐานะของรัฐบาลไม่ดีในสายตาของประชาชน ดังนั้นเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2507 จอมพลถนอมจึงออกประกาศว่าตนจะได้นำมาตรา 17 มาใช้ในการยึดทรัพย์จอมพลสฤษดิ์และตั้งคณะกรรมการสอบสวนขอบข่ายการฉ้อราษฎร์บังหลวงของจอมพลสฤษดิ์’ 

‘จากรายงานของคณะกรรมการคณะนี้ ปรากฏว่า จอมพลสฤษดิ์ ได้ใช้เงินแผ่นดินเพื่อเลี้ยงดูนางบำเรอและลงทุนในธุรกิจ เงินผลประโยชน์ที่สำคัญๆ 3 แหล่งที่รัฐบาลสนใจคือ เงินงบประมาณ 394 ล้านบาท ที่เป็นเงินสืบราชการลับของสำนักนายกรัฐมนตรี เงิน 240 ล้านบาท จากกองสลากกินแบ่งรัฐบาล และประมาณ 100 ล้านบาท ซึ่งควรที่จะให้แก่กองทัพบก พบได้เปอร์เซ็นต์จากการขายสลากกินแบ่ง’

นอกจากนี้ยังมีเรื่องอื่นๆ อีก ทำให้จอมพลถนอม ใช้เหตุผลในการยึดทรัพย์ว่า ขณะที่จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ยังมีชีวิตอยู่ ได้ใช้อำนาจหน้าที่ในทางราชการโดยมิชอบกระทำการเบียดบังและยักยอกทรัพย์ของรัฐไปหลายครั้งมีจำนวนมากถึง 604,551,276.62 บาท การกระทำดังกล่าวนี้มีผลเป็นการบ่อนทำลายความมั่นคงของราชอาณาจักร

ทรัพย์สินมหาศาลของเขาช่างสวนทางกับคำปราศรัยขณะที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในวันครบรอบปีแห่งการปฏิวัติ วันที่ 20 ตุลาคม 2502 ว่า

“บางท่านอาจจะกล่าวว่า จนกระทั่งถึงบัดนี้ ยังไม่เห็นเศรษฐกิจดีขึ้น ค่าครองชีพยังแพงมาก คนยากจนยังมีมาก แน่นอน การสร้างความมั่งคั่งส่วนตัวบุคคลหนึ่งบุคคลใดอาจจะเนรมิตขึ้นได้โดยอาศัยโชคหรือวิธีการที่ไม่ชอบธรรม แต่การสร้างตัวโดยสุจริต หรือการยกฐานะความเป็นอยู่ในชีวิตของคนทั้งบ้านทั้งเมืองนั้น ต้องใช้เวลานาน ข้าพเจ้าไม่สามารถจะเอาเงินก้อนไหนกองไหนมาโปรยหว่าน เพื่อหาเสียงหาคะแนนนิยม เพราะเงินชนิดนั้นได้หมดไปเสียนานแล้วก่อนข้าพเจ้ามา ข้าพเจ้าต้องสร้างเนื้อหนักพอกระดูกขึ้นมาทีละน้อย และต้องใช้เวลานานหน่อยสำหรับจะทำโครงกระดูกให้กลับมามีเนื้อและชีวิตจิตใจขึ้นใหม่”

“สิ่งหนึ่งที่ข้าพเจ้าจะไม่ทำ และไม่ยอมให้ใครทำ คือสร้างเศรษฐีขึ้นมาในวันในพรุ่งด้วยการให้อภิสิทธิ์ สมรู้ยินยอมให้กระทำผิด หรือให้สร้างความมั่งคั่งด้วยการโกงกินกอบโกย เวลาล่วงมาแล้ว 2 ปี นับจากวันปฏิวัติเมื่อ 20 ตุลาคม 2501 ถ้าเป็นระบอบอื่น ป่านนี้ก็จะได้เห็นพรรคพวกในคณะปฏิวัติบางคนหรือหลายคนมั่งคั่งทันตาเห็น แต่ข้าพเจ้ารับรองได้ว่า จนกระทั่งถึงบัดนี้ ตัวข้าพเจ้าและเพื่อนร่วมงาน แม้ที่เป็นชั้นผู้ใหญ่ในคณะปฏิวัติ ก็ไม่มีใครสักคนเดียวที่จะเปลี่ยนฐานะส่วนตัวขึ้นมาร่ำรวย เราทำงานกันด้วยความสุจริต ความคิดที่ว่า ‘เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตัว’ นั้น เป็นหลักการที่ถือมั่นคงอยู่ในระบอบปฏิวัตินี้”

มรดกที่ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ทิ้งเอาไว้ไม่ได้มีแค่เงินทอง ที่ดิน ทรัพย์สมบัติสำหรับครอบครัวเท่านั้น แต่ยังได้ทิ้งมรดกทางแนวคิดและอุดมการณ์ทางการเมืองและการทหารให้กับคนรุ่นหลัง ทั้งวาทกรรมภาพลักษณ์วีรบุรุษผู้ยุติความขัดแย้ง การพยายามสร้างความเข้าใจว่าทหารจำเป็นต้องเข้ามายุ่งเมืองเพื่อทำให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อย สิ่งเหล่านี้ยังคงปรากฏให้เห็นเสมอ คณะรัฐประหารต่างใช้วาทกรรมเหล่านี้สืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน แม้สังคมไทยสมัยใหม่จะเริ่มไม่เชื่อวาทกรรมดังกล่าวอีกต่อไปแล้วก็ตาม 



อ้างอิง

สำนักนายกรัฐมนตรี. 2507. ประมวลสุนทรพจน์ของ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ พ.ศ. 2502-2504. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ: สำนักทำเนียบนายกรัฐมนตรี

สำนักนายกรัฐมนตรี. 2507. ประมวลสุนทรพจน์ของ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ พ.ศ. 2505-2506. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ: สำนักทำเนียบนายกรัฐมนตรี

ไพบูลย์ กาญจนพิบูลย์. 2540. อนุสรณ์ครบรอบ 100 ปี ฯพณฯ จอมพล ป. พิบูลสงคราม 14 กรกฎาคม 2540. พิมพ์ครั้งที่ 1. ลพบุรี: ศูนย์การทหารปืนใหญ่ ค่ายพหลโยธิน

ลิขิต ธีรเวคิน. 2550. วิวัฒนาการเมืองการปกครองไทย. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 

thairath.co.th

thairath.co.th


Share article
  • Line
  • link
creator
Author
ตรีนุช อิงคุทานนท์
กองบรรณาธิการสายสังคม-การเมือง ไทยรัฐพลัส ผู้สนใจใน 'คนเท่ากัน เฟมินิสต์ และสิทธิของผู้หลากหลายทางเพศ'

Follow