Humberger Menu

เมื่อ ‘ความดี’ เป็นบ่อเกิดของ ‘ความรุนแรง’ : สำรวจความดีงามที่บิดเบี้ยว ผ่านตัวละครจากมังงะ/อนิเมะเรื่องดัง

คุณสามารถอ่านได้อีก

5

บทความ

Register

or

Login

creator
วิบูลย์ ภัสสรศิริกุล
LineCopy

LATEST

+
West Side Story : เมื่อหนังเพลงคลาสสิกที่กำลังหวนคืนจอ ...เคยเปิดตัวเป็นละครเวทีสุดแป้กมาก่อน!
Summary
  • ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา คำว่า ‘คนดี’ มักถูกหยิบขึ้นมาพูดถึงอยู่บ่อยครั้งในสังคมไทย โดยเฉพาะในรอบปีสองปีมานี้ ที่อุณหภูมิทางการเมืองระอุร้อน ก็มีการยกวาทกรรมที่เกี่ยวกับความดีมาใช้ เพื่อเป็นเครื่องมือในการสร้างค่านิยมให้สังคมเป็นไปในแบบที่รัฐต้องการ ขณะที่ผู้คนที่มีความคิดเห็นแตกต่างออกไปจากแนวคิดเหล่านั้น ก็มักถูกผลักไสให้กลาย ‘เป็นอื่น’
  • แต่ถึงอย่างนั้น การตีความ ‘ความดี’ ก็ยังคงเป็นเรื่องที่สามารถนำมาพูดคุยและถกเถียงต่อยอดกันได้ ตั้งแต่ในระดับปัจเจก ไปจนถึงระดับสากล เพราะจากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาของมวลมนุษยชาติ ความดีมักถูกใช้เป็นเครื่องมือและข้ออ้างในการก่อให้เกิดความรุนแรง การแบ่งแยกกีดกันผู้คน และการรบราฆ่าฟันกันอยู่เสมอ
  • วันนี้ เราจึงอยากลองชวนผู้อ่านมาสำรวจแนวคิดนี้ ผ่านเหล่าตัวละคร ‘คนดี’ ในโลกมังงะ/อนิเมะของวัฒนธรรมญี่ปุ่นอย่าง ฟาลเนเซ่ (Berserk), ซาคาสึกิ (One Piece), กาบิ (Attack on Titan) และ ไลท์ (Death Note) ซึ่งก็อาจทำให้เราพอจะเข้าใจได้ว่า ทำไมความดีงาม -ที่น่าจะเป็นแนวคิดที่ช่วยยึดเหนี่ยวผู้คนในสังคมให้อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขได้- จึงกลายมาเป็นชนวนที่ก่อให้เกิดโศกนาฏกรรมของมนุษยชาติอยู่ร่ำไป


ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา คำว่า ‘คนดี’ มักถูกหยิบขึ้นมาพูดถึงอยู่บ่อยครั้งในสังคมไทย โดยเฉพาะในรอบปีสองปีมานี้ ที่อุณหภูมิทางการเมืองระอุร้อน ก็มีการยกวาทกรรมที่เกี่ยวกับความดีมาใช้ เพื่อเป็นเครื่องมือในการสร้างค่านิยมให้สังคมเป็นไปในแบบที่รัฐต้องการ ขณะที่ผู้คนที่มีความคิดเห็นแตกต่างออกไปจากแนวคิดเหล่านั้น ก็มักถูกผลักไสให้กลาย ‘เป็นอื่น’ ในฐานะของ ‘คนชังชาติ’

และในเวลาเดียวกัน ก็เกิดเครื่องหมายคำถามตัวโตๆ ต่อความหมายของ ‘คนดี’ ในมุมมองของรัฐตามมา ว่ามีมาตรฐานใดในการแบ่งแยกระหว่าง ‘คนดี’ กับ ‘คนไม่ดี’ ในเมื่อเราเห็นประชาชนที่ไม่พอใจกับการทำงานของรัฐและออกมาเรียกร้องในสิ่งที่พวกเขาต้องการ ถูกปราบปรามด้วยความรุนแรงและถูกกักขังหน่วงเหนี่ยวคนแล้วคนเล่า 

เมื่อลองมองผ่านเหตุการณ์เหล่านี้ เราจึงอาจพอจะบอกได้ว่า คนดีในมุมมองของรัฐ อาจเป็นเพียงคนที่เชื่อฟังและสนับสนุนการทำงานของรัฐ ส่วนคนที่ต่างออกไปจากนี้ถือว่าเป็นคนไม่ดี และรัฐสามารถใช้ความรุนแรงเข้าปราบปรามคนไม่ดีได้โดยการอ้างหลักความชอบธรรมดังกล่าว

แต่ถึงอย่างนั้น การตีความ ‘ความดี’ ก็ยังคงเป็นเรื่องที่สามารถนำมาพูดคุยและถกเถียงต่อยอดกันได้ ตั้งแต่ในระดับปัจเจก ไปจนถึงระดับสากล เพราะจากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาของมวลมนุษยชาติ ความดีมักถูกใช้เป็นเครื่องมือและข้ออ้างในการก่อให้เกิดความรุนแรง การแบ่งแยกกีดกันผู้คน และการรบราฆ่าฟันกันอยู่เสมอ 

วันนี้ เราจึงอยากลองชวนผู้อ่านมาสำรวจแนวคิดนี้ ผ่านเหล่าตัวละคร ‘คนดี’ ในโลกมังงะ/อนิเมะของวัฒนธรรมญี่ปุ่น ซึ่งก็อาจทำให้เราพอจะเข้าใจได้ว่า ทำไมความดีงาม -ที่น่าจะเป็นแนวคิดที่ช่วยยึดเหนี่ยวผู้คนในสังคมให้อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขได้- จึงกลายมาเป็นชนวนที่ก่อให้เกิดโศกนาฏกรรมของมนุษยชาติอยู่ร่ำไป



ฟาลเนเซ่ เดอ วาลดิเมี่ยน จาก Berserk

(มังงะ : 1989-ปัจจุบัน / อนิเมะ : 1997-2017)

Berserk คือผลงานมหากาพย์ของ อาจารย์ มิอุระ เคนทาโร่ ที่เดินทางผ่านร้อนผ่านหนาวมาอย่างยาวนานกว่า 32 ปี และแม้ตัวผู้เขียนจะเสียชีวิตไปเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา จนทำให้มันกลายเป็นผลงานที่ไม่มีตอนจบที่แท้จริง แต่คุณค่าของผลงานที่ อ.มิอุระ ได้สร้างเอาไว้ ก็ทำให้ Berserk กลายเป็นสมบัติล้ำค่าแห่งยุคสมัย ที่ผู้อ่านยกขึ้นหิ้งไว้เป็น ‘ตำนาน’ ซึ่งจะถูกเล่าขานบอกต่อกันไปอีกแสนนาน

เนื้อหาของมันเล่าถึงชายผู้มีดาบเล่มใหญ่เป็นอาวุธนามว่า กัซ ผู้ออกเดินทางเพื่อตามล่าเหล่าปีศาจที่ได้สร้างความแค้นไว้ให้กับเขาในอดีต เขาต้องพยายามต่อสู้ดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอด และจ่อมจมอยู่ในวังวนแห่งความแค้นนั้น โดยเรื่องราวดำเนินไปผ่านบรรยากาศสงครามการรบราฆ่าฟันกันเองของมนุษย์และเหล่าปิศาจ ซึ่งปอกเปลือยให้เราได้ลิ้มรสของความสิ้นหวัง และดำดิ่งไปสู่ความมืดมิดในจิตใจของมนุษย์ 

เหตุการณ์ในเรื่องมีฉากหลังที่อิงมาจากบรรยากาศของยุโรปในยุคกลาง ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยการกดขี่ทางชนชั้น โรคระบาดที่รุนแรง และสงครามที่โหดร้าย จนถูกเรียกขานกันว่าเป็นยุคมืดของมนุษยชาติ แต่ท่ามกลางบรรยากาศน่าหดหู่ใจเหล่านั้น ศาสนจักรก็กลับเรืองอำนาจขึ้นมา ซึ่งตัวละครที่เราอยากพูดถึงในที่นี้ ก็เป็นหนึ่งในตัวแทนของศาสนจักรที่ว่าด้วย 

เธอคือหญิงสาวผู้มีนามว่า ฟาลเนเซ่ 

แม้จะดูเหมือนเป็นเพียง ‘คุณหนู’ ผู้อ่อนแอไร้พิษสง แต่เธอคนนี้มีประวัติความเป็นมาที่ไม่ธรรมดา เพราะฟาลเนเซ่เกิดในตระกูลขุนนางวาลดิเมี่ยน พ่อของเธอเป็นขุนนางที่ร่ำรวย แต่ด้วยความที่เขาต้องทำงานหนักอยู่ตลอดเวลา จึงทำให้ไม่ค่อยได้อยู่ที่คฤหาสน์ และไม่มีเวลาเลี้ยงดูฟาลเนเซ่ เธอจึงต้องอาศัยอยู่อย่างโดดเดี่ยว และกลายเป็นเด็กที่มีปมทางใจ จนมีพฤติกรรมที่ก้าวร้าวและชอบความรุนแรง 



เมื่อฟาลเนเซ่เติบโตขึ้น เธอได้เป็นแม่ทัพในกองทัพอัศวินโซ่ศักดิ์สิทธิ์ที่ขึ้นตรงกับศาสนจักร ที่นี่เองที่ทำให้เธอได้พบกับท่าน มอสกุส นักบวชชั้นสูงผู้คลั่งศาสนา ซึ่งเป็นผู้ที่เชื่อว่า ‘การทรมาน’ จะเป็นการชำระบาปให้กับผู้ที่หลงผิด และใครก็ตามที่ปฏิเสธพระเจ้า ก็จะถูกกล่าวหาว่าเป็น ‘พวกนอกรีต’ ในทันที โดยหน้าที่ของฟาลเนเซ่ในฐานะผู้นำทัพอัศวินก็คือ เธอจะต้องเป็นผู้ที่สั่งการให้จุดไฟเผาพวกนอกรีตด้วยตัวเธอเอง โดยที่เสียงกรีดร้องของเหยื่อพร้อมกับไฟที่ลุกโชติช่วงนั้น มักทำให้เธอรู้สึกพึงพอใจอย่างน่าประหลาด 

หน้าที่ดังกล่าวที่มาพร้อมกับใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มอันน่าพรั่นพรึงของฟาลเนเซ่ กลายมาเป็นกิจวัตรที่คอยเติมเต็มความเว้าแหว่งภายในจิตใจของเธอเอง

ฟาลเนเซ่ไม่มีความรู้สึกผิดต่อสิ่งที่ตัวเองกระทำลงไปแต่อย่างใด เพราะเธอเชื่อเสมอว่า สิ่งที่ทำลงไปนั้นเป็นการกระทำในนามของพระเจ้า ที่จะช่วยปลดปล่อยผู้ที่หลงผิดให้พ้นทุกข์ ส่วนเหล่าผู้คนที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นพวกนอกรีตนั้น แท้จริงแล้วก็ไม่ใช่ผู้ที่นับถือปิศาจแต่อย่างใด หากแต่เป็นเพียงผู้คนที่โกรธแค้นและออกมาต่อต้านเหล่าขุนนางและศาสนจักร ที่คอยขูดรีดทรัพย์สินและแบ่งแยกชนชั้นของผู้คน 

พวกเขาเป็นเพียง ‘ชนชั้นล่าง’ ที่ออกมาเรียกร้องเพื่อปากท้องของตัวเองเพียงเท่านั้น 

และแม้ว่าในท้ายที่สุด ฟาลเนเซ่จะพบว่าศรัทธาต่อพระเจ้า ไม่สามารถทำให้เธอค้นพบสิ่งที่ตัวเองต้องการได้ เธอจึงหันหลังให้กับศาสนจักร และออกเดินทางร่วมกับกัซ เพื่อค้นหาคำตอบในชีวิตด้วยตัวเธอเอง ทิ้งไว้เพียงร่องรอยของเถ้าถ่านจากซากปรักหักพังแห่งความศรัทธา

เมื่อใดก็ตามที่มนุษย์มีศรัทธาและความเชื่อที่แตกต่างกัน มันก็พร้อมจะกลายเป็นเชื้อไฟชั้นดีที่ก่อให้เกิดความรุนแรงตามมาได้เสมอ และแม้เราจะมีบทเรียนจากหน้าประวัติศาสตร์ให้เห็นอยู่มากมาย แต่ก็ดูเหมือนว่าเราจะไม่ได้เรียนรู้อะไรจากเรื่องราวเหล่านั้นสักเท่าไร ในเมื่อทุกวันนี้ เรายังคงเห็นผู้คนที่มีศรัทธาอันมืดบอด คอยไล่ล่าผู้คนที่เห็นต่างในนามแห่งความดีงาม ไม่ต่างจากเมื่อวันวาน



ซาคาสึกิ อาคาอินุ จาก One Piece

(มังงะ : 1997-ปัจจุบัน / อนิเมะ : 1999-ปัจจุบัน)

ในประวัติศาสตร์ของวงการการ์ตูนญี่ปุ่นที่ผ่านมา แม้จะมีการ์ตูนชื่อดังออกมาประดับวงการอยู่เป็นจำนวนมาก แต่ก็ดูจะไม่มีผลงานชิ้นไหนที่ได้รับความนิยมเทียบเท่ากับ One Piece สุดยอดผลงานของ อาจารย์ เออิจิโระ โอดะ ผู้สร้างปรากฏการณ์ด้วยยอดขายมังงะกว่า 490 ล้านเล่มทั่วโลก ซึ่งได้รับความนิยมจนถูกนำมาสร้างเป็นอนิเมะและภาพยนตร์หลายต่อหลายภาค และถึงจะดำเนินเรื่องมาอย่างยาวนานกว่า 24 ปีแล้ว แต่มันก็ยังคงรักษาระดับความนิยมเอาไว้ได้อย่างไม่เสื่อมคลาย เนื่องจากยังมีแฟนๆ ทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่ ที่คอยติดตามอยู่ทั่วทุกมุมโลก

One Piece เล่าเรื่องการเดินทางของเด็กหนุ่มที่ชื่อ ลูฟี่ ผู้สวมหมวกฟางเป็นเอกลักษณ์ประจำตัว และมีความใฝ่ฝันว่าอยากจะเป็น ‘เจ้าแห่งโจรสลัด’ เขาออกเดินทางร่วมกับผองเพื่อนเพื่อค้นหามหาสมบัติแห่งยุคสมัยที่เรียกว่า ‘วันพีซ’ แต่หนทางนั้นก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะตลอดการเดินทาง พวกเขาต้องพบเจอกับอุปสรรคมากมาย ต้องต่อสู้ฟาดฟันกับเหล่าโจรสลัดด้วยกันเอง ถูกตามล่าจากกองทัพเรือและถูกหมายหัวจากรัฐบาลโลก ที่คอยกีดกันไม่ให้มีใครได้ค้นพบมหาสมบัติวันพีซที่เก็บงำความลับของโลกเอาไว้

ตัวละครคนดีที่เราอยากจะหยิบมาพูดถึงนี้ คือหนึ่งในศัตรูตัวฉกาจของลูฟี่ นามว่า ซาคาสึกิ อาคาอินุ จอมพลผู้ยิ่งใหญ่แห่งกองทัพเรือ ผู้ยึดถือความยุติธรรมเหนือสิ่งอื่นใดในชีวิต 

ซาคาสึกิเข้าเป็นทหารเรือในสังกัดของรัฐบาลโลกตั้งแต่วัยหนุ่ม เขาไต่เต้าตำแหน่งขึ้นมาอย่างรวดเร็วด้วยฝีมือการต่อสู้ที่ชาญฉกาจ แต่สิ่งที่ทำให้เขาเหนือกว่าทหารเรือคนอื่นๆ ก็คือความเด็ดเดี่ยว ไร้ความปรานี ในการปฏิบัติหน้าที่ของเขา ที่พร้อมจะบดขยี้ทุกสิ่งที่เข้ามาขวางเส้นทางของความยุติธรรมให้แหลกเป็นผุยผง นั่นทำให้การทำหน้าที่ของเขาไปเตะตาของผู้มีอำนาจระดับสูง และผลักดันให้ตัวเขาได้รับยศที่สูงขึ้นจนถึงระดับจอมพล 



ความเด็ดขาดของซาคาสึกิแสดงออกมาให้เห็นอย่างเด่นชัด จากเหตุการณ์บัสเตอร์คอลที่เกาะโอฮาร่า (คำสั่งบัสเตอร์คอล คือคำสั่งที่เรียกให้กองทัพเรือรบจำนวนมาก มาระดมยิงเกาะที่เป็นเป้าหมายให้หายสาบสูญออกไปจากแผนที่ ซึ่งหากเปรียบเทียบกับโลกความเป็นจริง ก็พอจะอนุมานได้ว่า มันเหมือนกับการระดมยิงหัวรบนิวเคลียร์ใส่ประเทศหนึ่งจนจมหายไป) โดยในตอนนั้น ซาคาสึกิผู้มียศเป็นพันเรือโทได้รับคำสั่งให้นำกองทัพเรือรบออกไปยิงถล่มเกาะดังกล่าว ซึ่งสาเหตุในครั้งนั้น ก็เกิดมาจากการที่นักวิชาการของเกาะแห่งนี้พยายามจะอ่านตัวอักษรโพเนกลีฟ และศึกษาเรื่องราวประวัติศาสตร์ที่สูญหายไปในช่วงหนึ่งร้อยปีแห่งความว่างเปล่า 

การกระทำเหล่านี้ถือเป็นเรื่องต้องห้าม และผิดกฎหมายอย่างร้ายแรง จนทำให้รัฐบาลโลกออกคำสั่งบัสเตอร์คอล เพื่อสังหารผู้ที่ล่วงรู้ความลับที่รัฐบาลไม่ต้องการให้ใครรู้ 

เมื่อประชาชนบนเกาะรู้ข่าว จึงพยายามที่จะอพยพหนีออกมา แต่ซาคาสึกิก็สั่งให้จมเรือทุกลำที่แล่นออกจากเกาะโดยไม่มีข้อยกเว้นว่ามันจะเป็นเพียงเรือของประชาชนผู้บริสุทธิ์หรือไม่ เขายึดถือคำสั่งอย่างเคร่งครัด และจะไม่ยอมปล่อยให้มีผู้กระทำผิดแอบเล็ดลอดออกไปได้แม้แต่คนเดียว 

ความยุติธรรม คือ อุดมการณ์ที่ซาคาสึกิยึดถือมาโดยตลอด ผู้ใดก็ตามที่อยู่ตรงข้ามกับเขา ย่อมถือเป็นศัตรูของความยุติธรรม และเขาก็พร้อมจะทำทุกวิถีทาง เพื่อบดขยี้ผู้คนเหล่านั้นให้แหลกเป็นเถ้าธุลี

ในนามแห่งความยุติธรรมนั้น มนุษย์เราใช้ความรุนแรงเข่นฆ่าชีวิตของผู้อื่นโดยอ้างความชอบธรรมเสมอมา โดยเราจะเห็นปรากฏการณ์ลักษณะนี้ได้ตั้งแต่ในระดับตัวบุคคลอย่างการอ้างว่า “นายสั่งมา” ไปจนถึงระดับรัฐที่ใช้อำนาจและกฎหมายเพื่อกดขี่ข่มเหงผู้คน ซึ่งบ่อยครั้งที่เหตุการณ์ใน One Piece มักถูกนำมาเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองของเรา 

เพราะไม่ว่าจะผ่านไปกี่ยุคสมัย เรื่องราวการกดขี่ผู้คนโดยอำนาจรัฐและเจ้าผู้ปกครองแคว้นก็ยังคงเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นบนโลกวนเวียนไปเสมอ และเมื่อใดก็ตามที่ ‘ความยุติธรรม’ ถูกนำมาใช้อย่างไร้ความชอบธรรม สิ่งที่มนุษย์กระทำต่อกันก็คงไม่ต่างจาก ‘อาชญากรรม’ ดีๆ นี่เอง



กาบิ บราวน์ จาก Attack on Titan

(มังงะ : 2009-2021 / อนิเมะ : 2013-ปัจจุบัน)

หากจะมีการ์ตูนสักเรื่องที่มีเนื้อหาสะท้อนความขัดแย้งของมนุษย์ การแบ่งแยกทางการเมือง และความเลวร้ายของสงคราม หนึ่งในนั้นต้องมีชื่อของ Attack on Titan รวมอยู่ด้วยอย่างแน่นอน 

ผลงานเรื่องนี้เป็นผลงานที่โดดเด่นของ อาจารย์ ฮาจิเมะ อิซะยะมะ นักวาดการ์ตูนวัย 34 ปี ที่สร้างผลงานเรื่องยาวเรื่องแรกในชีวิตของเขาจนได้รับความนิยมไปทั่วโลก โดยตัวมังงะนั้นมียอดขายไปแล้วกว่า 52 ล้านเล่ม ถูกนำมาสร้างเป็นอนิเมะจนโด่งดัง และยังถูกดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ฉบับคนแสดงมาแล้ว

Attack on Titan เล่าถึงเรื่องการต่อสู้ระหว่างมนุษย์กับ ‘ไททัน’ สิ่งมีชีวิตลึกลับที่มีรูปร่างหน้าตาคล้ายคน แต่มีขนาดสูงใหญ่ราวกับยักษ์ พวกมันคอยจับมนุษย์กินโดยไม่เลือกหน้าและทำลายบ้านเมืองจนมนุษย์แทบจะสูญสิ้นเผ่าพันธุ์ ซึ่งเรื่องราวก็ค่อยๆ เผยให้เห็นในภายหลังว่า แท้จริงแล้ว เบื้องหลังการต่อสู้ระหว่างคนกับไททัน กลับกลายเป็นการสู้รบกันเองระหว่างมนุษย์คนละเผ่าพันธุ์ ที่ใช้ไททันเป็นเครื่องมือในการก่อสงครามเพื่อล้มล้างให้อีกเผ่าพันธุ์หนึ่งต้องสูญสิ้นไป 

และตัวละครคนดีของ Attack on Titan ก็เป็นเพียงเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่ต้องตกอยู่ในวังวนของสงครามครั้งนี้ ที่แบ่งแยกมนุษย์ออกจากกันด้วยความเกลียดชัง

เธอมีชื่อว่า กาบิ บราวน์ ผู้ตกเป็นเหยื่อของการโฆษณาชวนเชื่อ (Propaganda) โดยรัฐมาเลย์อย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งด้วยความว่านอนสอนง่ายและความจงรักภักดีของเธอ ทำให้กาบิยอมทำตามแนวคิดของรัฐทุกอย่าง โดยไม่เคยตั้งคำถามและไม่พยายามหาคำตอบ -- เธอคือผลผลิตอันสมบูรณ์แบบของการล้างสมองโดยรัฐที่พร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อชาติ แม้จะต้องสละชีวิตตัวเองก็ตาม 

รัฐมาเลย์ได้ป้อนข้อมูลที่สร้างความเกลียดชังต่อผู้คนบนเกาะพาราดี้ ที่เป็นศัตรูของรัฐ ผ่านค่านิยมของสังคม โดยใช้การเรียนการสอนและเรื่องเล่าในอดีต เป็นเครื่องมือช่วยผลิตซ้ำทางความคิด และสร้างภาพให้ผู้คนบนเกาะพาราดี้เป็นดั่ง ‘ปีศาจร้าย’ ที่อำมหิตและเป็นอันตรายต่อมนุษยชาติ พวกเขาถูกปลูกฝังไว้ว่า เมื่อใดก็ตามที่ผู้คนบนเกาะแห่งนั้นสูญสิ้นไป สันติภาพจะกลับคืนมาสู่โลกอีกครั้ง  



กาบิซึมซับเรื่องราวเหล่านี้จนกลายเป็นอุดมการณ์หลักในการใช้ชีวิตของเธอ กระทั่งวันหนึ่ง เธอก็สามารถทำหน้าที่ในฐานะพลเมืองชาวมาเลย์ที่ดีได้สำเร็จ เมื่อกาบิได้ลั่นไกปืนใส่ ซาช่า ผู้เป็นทหารทีมสำรวจจากเกาะพาราดี้จนถึงแก่ความตาย และการฆ่าซาช่าก็ไม่ได้ทำให้กาบิรู้สึกผิดแต่อย่างใด เพราะเธอเปรียบเทียบว่า สิ่งที่ทำลงไป ก็เหมือนแค่การกำจัด ‘สัตว์’ ตัวหนึ่งเท่านั้น 

เพราะในเมื่อ ‘พวกมัน’ เป็นปิศาจชั่วช้าที่มาเหยียบย่ำบ้านเกิดของ ‘พวกเธอ’ ก็สมควรแล้วที่จะต้องถูกฆ่าตาย และเธอก็ต้องการกำจัดพวกปีศาจเหล่านี้ให้หมดไป เพื่อสันติภาพและความสงบสุขของชาวมาเลย์ 

แม้ในภายหลัง ตัวของกาบิจะได้ไปสัมผัสกับชีวิตของผู้คนบนเกาะพาราดี้ด้วยตัวเอง และเริ่มได้เห็นว่าผู้คนบนเกาะแห่งนี้ก็เป็นเพียงมนุษย์ที่มีเลือดเนื้อเชื้อไข มีความสุข มีความทุกข์ มีครอบครัว และมีคนที่รักเหมือนกับเธอ แต่ด้วยความเชื่อที่ฝังหัวมาตลอดชีวิตก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำให้เธอเปิดใจรับข้อมูลจากอีกฝั่งที่เธอมองว่าเป็นปิศาจร้าย ซึ่งก็สะท้อนว่า สุดท้ายแล้ว ผู้คนจากทั้งสองฟากฝั่งล้วนกำลังจมอยู่กับวังวนแห่งความเกลียดชัง และความทุกข์ทรมานจากสงครามที่ตัวเองไม่ได้เป็นผู้ก่อ 

ความคิดที่บิดเบี้ยวของเด็กผู้หญิงอย่างกาบินั้น เป็นผลพวงจากการปลูกฝังเมล็ดพันธุ์แห่งความเกลียดชังโดยการทำงานของรัฐมาเลย์ การพยายามใช้ Hate Speech ด้อยค่าให้มนุษย์กลายเป็นปิศาจ และให้ข้อมูลเพียงด้านเดียวเพื่อสร้างเรื่องราวให้เกิดผู้กระทำ (คนบนเกาะพาราดี้ ) และเหยื่อผู้ถูกกระทำ (ชาวมาเลย์) แบ่งแยกให้เป็น ‘พวกเขา-พวกเรา’ -- สิ่งเหล่านี้เป็นจุดเริ่มต้นของโศกนาฏกรรมร้ายแรงที่เคยเกิดขึ้นกับมนุษยชาติมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน ซึ่งตัวผู้เขียนอย่าง อ.ฮาจิเมะ ได้กล่าวไว้ว่า เขาอยากสื่อสารเรื่องราวให้ผู้คนได้เห็นจุดเริ่มต้นของสงคราม และชี้ให้เห็นถึงสิ่งที่ผลักดันมนุษย์ไปสู่การแบ่งแยกเหล่านี้ 

ความขัดแย้งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ในสังคมทุกยุคสมัย แต่เมื่อมนุษย์เริ่มมองผู้อื่นเป็นปิศาจร้าย มันก็อาจไม่ใช่เรื่องยากที่คนอย่างเราๆ จะลุกขึ้นมากระทำเกินเลยจนถึงขั้นประหัตประหารปีศาจเหล่านั้นในนามของ ‘ความดี’



ยางามิ ไลท์ จาก Death Note

(มังงะ : 2003-2006 / อนิเมะ : 2006-2007)

Death Note คือผลงานระดับมาสเตอร์พีซของ อาจารย์ ทาเคชิ โอบาตะ (ภาพ) และ อาจารย์ โอบะ ทสึกุมิ (เรื่อง) ที่นำเสนอเรื่องราวสืบสวน/ระทึกขวัญในโลกยุคใหม่ ซึ่งชวนให้เราตั้งคำถามถึงเส้นแบ่งของศีลธรรม และสำรวจความเป็นมนุษย์ภายในจิตใจของผู้คน 

โดยมังงะได้รับการตีพิมพ์ไปมากกว่า 30 ล้านเล่ม และเป็นที่นิยมอย่างล้นหลามจนถูกนำไปสร้างเป็นอนิเมะและภาพยนตร์ฉบับคนแสดง ซึ่งด้วยจากพล็อตเรื่องที่มีเอกลักษณ์แหวกแนวไม่เหมือนใคร ก็ทำให้ทางฝั่งฮอลลีวูดซื้อลิขสิทธิ์ไปดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ชื่อเดียวกัน และออกฉายผ่านทาง Netflix

เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นจากเด็กมัธยมปลายคนหนึ่งที่มีผลการเรียนระดับท็อป หน้าตาดี และมีความใฝ่ฝันว่าอยากเข้ากรมตำรวจเพื่อปราบปรามคนชั่ว ซึ่งเขาบังเอิญเก็บสมุดโน้ตเล่มหนึ่งได้ และพบว่าเมื่อเขาเขียนชื่อของใครลงไป ผู้นั้นก็จะถึงแก่ความตาย โดยสมุดโน้ตเล่มนี้มีชื่อเรียกว่า ‘เดธโน้ต’

ยางามิ ไลท์ เด็กหนุ่มผู้ครอบครองเดธโน้ต และถูกผู้คนขนานนามว่า คิระ วาดฝันว่าอยากจะกำจัดคนชั่วให้หมดไปจากสังคมเพื่อสร้างโลกในอุดมคติที่มีแต่ความดีงาม ไลท์จึงใช้เดธโน้ตคร่าชีวิตของเหล่าอาชญากร นักการเมืองที่คดโกง และผู้ที่กระทำผิดไปมากมาย จนผู้คนในสังคมเริ่มตกอยู่ในความหวาดผวา และแม้จำนวนการก่ออาชญากรรมจะลดจำนวนลง แต่สิ่งที่ตามมาก็คือ คำถามว่าสิ่งที่ไลท์ทำลงไปนั้น จะต่างอะไรจากการเป็นฆาตกรเสียเอง ในเมื่อไลท์ก็ฆ่าคนโดยใช้เพียงความรู้สึก และบรรทัดฐานความดีของตัวเองเป็นที่ตั้งเท่านั้น

ไลท์พยายามสร้างตัวเองให้เป็น ‘พระเจ้า’ ของโลกใหม่ เป็นตัวแทนแห่งคุณงามความดี และเมื่อมีใครพยายามที่จะขัดขวาง พระเจ้าก็พร้อมจะลงทัณฑ์ผู้นั้นโดยไม่เลือกหน้า เขาลงมือฆ่าตำรวจที่พยายามจะสืบหาและจับกุมเขา ฆ่าเหล่าผู้คนที่อาจล่วงรู้ตัวตนที่แท้จริงของเขาไปอีกมาก 

อุดมการณ์ที่ต้องการจะกำจัดเพียงคนชั่วค่อยๆ แปรเปลี่ยนไปเป็นการกำจัดคนที่ขวางทางและคนที่เห็นต่าง



เมื่ออำนาจการชี้ขาดตกไปอยู่ในมือของคนเพียงคนเดียว สังคมแห่งนั้นก็ไม่ต่างไปจากสังคมเผด็จการที่ผู้นำสามารถทำอะไรก็ได้โดยไม่มีความผิด ไม่มีใครมีสิทธิ์มีเสียง ไม่มีการตรวจสอบหรือคานอำนาจ สังคมถูกปกครองไปด้วยบรรยากาศแห่งความกลัว 

และถึงแม้ไลท์จะพยายามบอกผู้คนที่ไม่เข้าใจการกระทำของเขา ด้วยประโยคคลาสสิกที่ว่า “ถ้าไม่ได้ทำอะไรผิด ก็ไม่เห็นต้องกลัว” แต่ในเมื่อไลท์เองก็เป็นเพียงมนุษย์คนหนึ่งที่มีความรัก โลภ โกรธ หลง แล้วเขามีสิทธิ์อะไรที่จะไปพิพากษาและตัดสินชีวิตของผู้อื่น

อ.โอบะ ผู้แต่งเรื่องได้กล่าวไว้ว่า แนวคิดที่ว่า “ไม่มีมนุษย์คนใดมีสิทธิ์ที่จะตัดสินการกระทำของผู้อื่น” มีรากฐานมาจากความเชื่อของตัวเขาเอง ซึ่งสิ่งนี้ถูกสะท้อนออกมาในบทพูดของตัวละครในช่วงท้ายเรื่อง ผ่านตัวละครที่ชื่อว่า เนียร์ ผู้ที่สามารถจับกุมและปิดฉากฆาตกรอย่างคิระลงได้ 

สุดท้ายแล้ว มนุษย์อย่างไลท์ที่คิดว่าตัวเองเป็นคนดีและสูงส่งกว่าผู้อื่น ในอีกมุมหนึ่ง เขาก็เป็นเพียงฆาตกรเลือดเย็นที่ยืนอยู่บนกองซากศพจำนวนมหาศาล 

ด้วยเรื่องเล่าจากตัวละครทั้งหมดนี้ อาจทำให้เหล่าคนดีที่ยังคงเข่นฆ่าชีวิตของผู้อื่นอยู่ ต้องย้อนกลับมาถามตัวเองอีกครั้ง ว่าก่อนที่จะเป็น ‘คนดี’ นั้น พวกเขามี ‘ความเป็นคน’ มากพอแล้วหรือยัง?


Share article
  • Line
  • link
creator
Author
วิบูลย์ ภัสสรศิริกุล
ชอบอ่านมังงะเป็นชีวิตจิตใจและมีแมวเป็นของตัวเอง

Follow

RELATED

+