Humberger Menu

ฮาวทูทิ้ง ...ทิ้งอย่างไร ไม่ให้ทำร้ายใจแม่

คุณสามารถอ่านได้อีก

5

บทความ

Register

or

Login

creator
สุภาวดี ไชยชลอ
LineCopy

LATEST

+
#พ่อทำร้ายลูก กับสายสัมพันธ์ที่พังทลาย ในสังคมไร้รัฐสวัสดิการ
Summary
  • สำหรับใครที่วางแผนเก็บบ้าน แต่ดูเหมือนว่าอุปสรรคใหญ่ไม่ใช่เฟอร์นิเจอร์เก่าที่ไม่ใช้แล้ว แต่เป็น ‘พ่อแม่’ ของเราเองต่างหาก เราอาจต้องเริ่มหันหน้าเข้าหากันเพื่อทำความเข้าใจ
  • ในการจัดบ้าน คนหนุ่มสาวย่อมเห็นว่า บ้านที่อยู่แล้วสบายตาสบายใจ ประโยชน์ใช้สอยครบครัน สร้างประสบการณ์ที่ดีต่อชีวิต มีความสำคัญกว่าข้าวของรุงรัง พวกเขาเลยไม่เข้าใจว่า ทำไมผู้สูงอายุจึงชอบเก็บของจำนวนมาก ทั้งที่มันไม่ได้สร้างประสบการณ์ดีๆ ให้ชีวิตเลย แถมอาจยังต้องทุ่มเทพลังงาน และเวลาไปกับการดูแลรักษาหรือปัดฝุ่นของเก่าเหล่านั้นด้วย
  • อะไรคือเหตุผลของคนชอบเก็บ (ของเก่า) และเราจะทิ้งข้าวของอย่างไรโดยไม่ทำร้ายใจกันและกัน ...บทความนี้ชวนมาทำความเข้าใจทั้งสองฝ่าย เพื่อพบกันครึ่งทาง และป้องกันความบาดหมางในใจ


เทรนด์การแต่งบ้านที่เน้นความมินิมอลภายใต้นิยาม Less is More อาจกำลังมาแรงสุดๆ แต่เมื่อหันกลับมาดูบ้านพักอาศัยของเราจริงๆ หลายคนคงรู้สึกว่ายังห่างไกลจากความมินิมอลอยู่หลายขุม และดูๆ ไปจะคล้ายกับ ‘มินิมาร์ท’ ที่มีข้าวของเต็มไปหมดเสียมากกว่า 

ดังนั้น เมื่อคิดว่า เราน่าจะเก็บข้าวของ โละของเก่าที่ไม่ใช้ไปบริจาค หรือกำจัดไปเสียบ้าง ก็คงเข้าที แต่ยังไม่ทันได้ลงมือ ก็เหมือนจะมีพลังงานบางอย่างส่งเสียงห้าม ชวนให้ขนคอลุกชัน

“ของยังดีๆ อยู่เลย จะทิ้งทำไม” น้ำเสียงที่คุ้นเคยเอ่ยทุกครั้ง เมื่อคุณเริ่มหยิบจับของในบ้าน 

มันเป็นประโยคที่คนอยู่ร่วมชายคากับพ่อแม่ หรือปู่ย่าตายาย ต้องเคยได้ยิน จะขยับตัวทิ้งของที่ไม่ Spark Joy ตามแนวคิดของ มาริเอะ คนโดะ แต่ละที ทำไมช่างยากเย็น ไม่ใช่เพียงแค่ทิ้งไม่ได้ แต่หากทิ้งไปเมื่อไร ก็อาจกลายเป็นทำร้ายจิตใจบุพการีโดยที่เราไม่รู้ตัว -- ซึ่งเมื่อลองปรับทุกข์กับเพื่อนๆ ก็พบว่า ไม่ใช่เฉพาะกับครอบครัวเราเท่านั้น แต่หลายๆ ครอบครัว ก็ดูจะมีความขัดแย้งนี้ไม่ต่างกัน 

อะไรคือเหตุผลของคนชอบเก็บ (ของเก่า) และเราจะทิ้งข้าวของอย่างไรโดยไม่ทำร้ายใจกันและกัน ...บทความนี้ชวนมาทำความเข้าใจทั้งสองฝ่าย เพื่อพบกันครึ่งทาง และป้องกันความบาดหมางในใจ

เหตุผลของคนชอบ ‘ทิ้ง’  

สำหรับวัยรุ่นหรือวัยทำงาน การทิ้งข้าวของที่ไม่ใช้แล้ว อาจไม่ใช่เรื่องยากเท่าใดนัก ส่วนใหญ่สามารถทิ้งได้โดยไม่ลังเล ซึ่งเหตุผลหนึ่งอาจเป็นเพราะคุณค่าที่คน Gen Y จนถึง Gen ปัจจุบันยึดถือนั้น แตกต่างจากคนรุ่นพ่อแม่ปู่ย่าตายาย 

เพราะสำหรับ Gen X เป็นต้นมา มักให้คุณค่ากับประสบการณ์มากกว่าวัตถุ นี่จึงอาจเป็นเหตุผลว่า การทิ้งสิ่งของที่ไม่ใช้แล้ว และไม่ได้มีความหมายพิเศษต่อจิตใจ จึงเป็นเรื่องที่ทำได้ไม่ยากเย็น ซึ่งหากย้อนกลับไปดูคติที่ของคน Gen นี้ ไม่ว่าจะเป็นวลี Seize the day. หรือ ‘จงฉกฉวยวันเวลา’ ที่เกิดขึ้นในยุคของ Gen X หรือแนวคิด YOLO (You Only Live Once) หรือ ‘เรามีแค่ชีวิตเดียว’ ที่ฮิตในช่วงวัยรุ่นของ Gen Y ก็จะพบว่าคำกล่าวเหล่านี้ ล้วนให้คุณค่ากับประสบการณ์มากกว่าสิ่งของวัตถุต่างๆ 

การศึกษาโดย ด็อกเตอร์ โธมัส กีโลวิช นักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัย คอร์เนลล์ สหรัฐอเมริกา พบว่า การจ่ายเงินเพื่อซื้อประสบการณ์ของ Gen Y เช่น การท่องเที่ยว หรือการทำกิจกรรมที่ตัวเองสนใจ ทำให้พวกเขารู้สึกมีความสุขมากกว่าการจับจ่ายซื้อของที่อยากได้ นอกจากนี้ คนรุ่นใหม่ยังให้ความสำคัญกับการแบ่งปันประสบการณ์ ซึ่งแน่นอนว่าการแชร์รูปภาพจากคลาสปั้นดิน หรือเรื่องราวจากการวิ่งมาราธอน ย่อมน่าสนใจกว่าการแชร์ภาพทีวีรุ่นใหม่เป็นไหนๆ 

ในเรื่องเกี่ยวกับร้านอาหารหรือการซื้อของก็เช่นเดียวกัน คนรุ่นพ่อแม่ปู่ย่าตายายอาจเลือกภัตตาคารชื่อดัง ซื้อของแบรนด์คุ้นหู แต่สำหรับคนรุ่นใหม่ มักเลือกการได้เสพประสบการณ์จากร้านสไตล์ Chef Table หรือ Farm to Table ที่เน้นความน่าตื่นตาและความสดใหม่ของอาหาร ขณะที่เวลาเลือกซื้อของก็มักให้ความสนใจกับการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการเน้นขายสินค้าท้องถิ่น (Local) มากกว่าแบรนด์ดังๆ 

ฉะนั้น เมื่อมาถึงการจัดบ้าน คนหนุ่มสาวย่อมเห็นว่า บ้านที่อยู่แล้วสบายตาสบายใจ ประโยชน์ใช้สอยครบครัน สร้างประสบการณ์ที่ดีต่อชีวิต มีความสำคัญกว่าข้าวของรุงรัง พวกเขาเลยไม่เข้าใจว่า ทำไมผู้สูงอายุจึงชอบเก็บของจำนวนมาก ทั้งที่มันไม่ได้สร้างประสบการณ์ดีๆ ให้ชีวิตเลย แถมอาจยังต้องทุ่มเทพลังงานและเวลาไปกับการดูแลรักษาหรือปัดฝุ่นของเก่าเหล่านั้นด้วย 


เมื่อมาถึงการจัดบ้าน คนหนุ่มสาวย่อมเห็นว่า บ้านที่อยู่แล้วสบายตาสบายใจ ประโยชน์ใช้สอยครบครัน สร้างประสบการณ์ที่ดีต่อชีวิต มีความสำคัญกว่าข้าวของรุงรัง พวกเขาเลยไม่เข้าใจว่า ทำไมผู้สูงอายุจึงชอบเก็บของจำนวนมาก ทั้งที่มันไม่ได้สร้างประสบการณ์ดีๆ ให้ชีวิตเลย

share


เรื่องเล่าของคนชอบ ‘เก็บ’

สำหรับใครที่วางแผนเก็บบ้าน แต่ดูเหมือนว่าอุปสรรคใหญ่ไม่ใช่เฟอร์นิเจอร์เก่าที่ไม่ใช้แล้ว แต่เป็น ‘พ่อแม่’ ของเราเองต่างหาก ลองมาทำความเข้าใจเรื่องราวของคนชอบเก็บกันสักนิด เพื่อหาทางรับมืออย่างเหมาะสม

เก็บเพราะกลัว : พ่อแม่หรือปู่ย่าตายาย ที่เคยผ่านช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2, ยุคข้าวยากหมากแพง หรือภาวะขาดแคลนสิ่งของเครื่องใช้ อาจรู้สึกวิตกกังวลเมื่อต้องทิ้งสิ่งต่างๆ เพราะกลัวมีไม่พอใช้เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน -- ในยุคที่พวกเขาเติบโต การจะได้ของแต่ละชิ้นมักเป็นเรื่องยากลำบาก สิ่งของแต่ละอย่างจึงมีคุณค่ามากกว่าในปัจจุบันที่เราสามารถหาซื้อสินค้าได้ง่ายๆ เพียงกดสั่งผ่านหน้าจอ

เก็บเพราะป่วย : หากการทิ้งของสักอย่างทำให้เกิดความคิดว่า ‘เก็บไว้ก่อนดีกว่า เผื่อว่าต้องใช้อีก’ จนสุดท้ายไม่ได้ทิ้งอะไรสักอย่าง นั่นก็อาจเข้าข่ายที่จะเป็นโรค Hoarding Disoder หรือโรคเก็บสะสมสิ่งของ ซึ่งจัดเป็นอาการทางจิตที่สามารถมีมาตั้งแต่ช่วงวัยรุ่นจนถึงช่วงสูงวัย และทำให้ข้าวของที่เก็บไว้เป็นสิบปี กองอยู่เต็มบ้าน จนส่งผลต่อสภาพความเป็นอยู่และสุขอนามัย แต่ก็ยังตัดใจทิ้งไม่ลงอยู่ดี ซึ่งหากเป็นเพราะสาเหตุนี้ก็อาจจำเป็นต้องได้รับการบำบัดจากจิตแพทย์

เก็บเพราะความทรงจำ : ของบางชิ้นอาจมีคุณค่าทางใจ เพราะมีความทรงจำมากมายอยู่เบื้องหลัง ส่วนใหญ่คนที่เก็บของเพราะมีความทรงจำ มักมีของสำคัญที่ไม่ยอมทิ้งอยู่ไม่กี่ชิ้น การเก็บสิ่งเหล่านั้น ช่วยย้ำเตือนให้พวกเขาไม่ให้ลืมเรื่องราวสำคัญในชีวิตเมื่อถึงวัยที่ทุกอย่างช่างพร่าเลือน และยากจะจดจำ

เก็บเพราะความเหงา : บางครั้งข้าวของที่มากมายเกินจำเป็น ก็ช่วยเติมเต็มชีวิตว่างเปล่าที่แสนเปลี่ยวเหงา เพราะสำหรับผู้สูงอายุที่ลูกหลานออกไปทำงานนอกบ้านกันหมด แต่ละวันผ่านไปอย่างเชื่องช้า การมีของสะสม หรือข้าวของเครื่องใช้ที่คุ้นเคยอยู่รอบตัว ก็ช่วยชดเชยความเหงาในจิตใจให้ไม่ให้ว้าเหว่เกินไปนัก

เก็บเพื่อทดสอบขอบเขต : คำกล่าวที่ว่า คนเราเมื่อแก่ตัว ก็ยิ่งทำตัวเหมือนเด็กๆ ขึ้นทุกที อาจมีส่วนเป็นความจริงอยู่บ้าง ลองสังเกตผู้สูงอายุในบ้านของเรา จากที่เคยเป็นพ่อแม่ผู้เลี้ยงดูครอบครัว มีอำนาจสั่งการคนโน้นคนนี้ จู่ๆ วันหนึ่ง กลับกลายเป็นคนที่ต้องให้ลูกหลานดูแล ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้เหมือนเดิม ซึ่งความสามารถที่ลดลง ขณะที่อายุเพิ่มขึ้น อาจทำให้พวกเขารู้สึกไร้คุณค่า ยิ่งหากว่าลูกหลานพยายามกำจัดสิ่งของในบ้านที่เขาเคยใช้ หรือเป็นเจ้าของ ก็อาจทำให้ผู้สูงอายุเกิดอาการน้อยใจ การยื้อยึดสิ่งของเอาไว้ แม้ว่าจะใช้การไม่ได้แล้ว จึงอาจเป็นรูปแบบหนึ่งของการทดสอบขอบเขตว่า ตัวเองยังมีคุณค่า และมีอำนาจภายในบ้านมากแค่ไหน คล้ายๆ กับเด็กเตาะแตะที่พยายามทดสอบพ่อแม่ว่า ทำแบบนี้จะถูกดุหรือเปล่า 

หรือก็คือพฤติกรรมที่เรียกสั้นๆ ว่า ‘ดื้อ’ นั่นเอง



ทีมเก็บ VS ทีมทิ้ง ...สิ่งสำคัญคือ ‘ใจ’

เมื่อทั้งสองทีมต้องอยู่ร่วมชายคาเดียวกัน แน่นอนว่าคุณค่าที่แตกต่างกันของสองฝ่าย ย่อมทำให้เกิดปัญหาความขัดแย้ง 

เมื่อทีมทิ้งมองว่า สิ่งของมากมายเป็นภาระ หนำซ้ำยังไม่ได้สร้างประสบการณ์ที่ดีในชีวิต เป็นอุปสรรคต่อการจัดบ้านสไตล์มินิมอล แต่ทีมเก็บก็อาจมีเหตุผลหลากหลายตั้งแต่เสียดายของ, กลัวว่าจะมีไม่พอใช้ หรือเพียงเพราะว่าอยากเก็บเพราะฉันอยากเก็บ 

เมื่อต่างฝ่ายต่างยืนอยู่บนฐานความเชื่อที่ต่างกัน ก็ย่อมไม่มีวันพบกันครึ่งทางได้สักที

สำหรับทีมทิ้ง ควรเข้าใจว่าการจัดบ้าน โละทิ้งสิ่งของที่อยู่มานาน ซึ่งบางชิ้นอาจนานกว่าช่วงอายุของเรานั้น จำเป็นต้องทำอย่างเป็นกระบวนการ ค่อยเป็นค่อยไป อาจเริ่มจากลองเกริ่นๆ กับผู้สูงอายุในบ้านถึงสิ่งของต่างๆ ที่เห็นว่าไม่ค่อยได้ใช้งานหรือใช้การไม่ได้แล้ว เช่น “โต๊ะตัวนี้เป็นสนิมแล้ว ขาก็โยก บริจาคไปดีไหม” แล้วรอดูปฏิกิริยาตอบกลับ พ่อแม่ปู่ย่าตายายบางคนอาจเห็นด้วย บางคนอาจลังเล หรือบางคนอาจคัดค้านหัวชนฝา การสังเกตปฏิกิริยาโต้ตอบของอีกฝ่าย อาจทำให้เราประเมินได้ว่าควรรับมืออย่างไรต่อไป

หากผู้สูงวัยบ้านไหนคัดค้านไม่ยอมทิ้งท่าเดียว ลองให้คำแนะนำเรื่องของความปลอดภัย เช่น ของมากมายจนไม่มีที่เก็บ อาจทำให้สะดุดหกล้ม เป็นอันตรายได้ หรือเฟอร์นิเจอร์ที่ไม่แข็งแรง พังลงมาก็อาจทำให้บาดเจ็บ อีกทั้งข้าวของรกรุงรังก็ยังสะสมฝุ่น, เชื้อรา, เชื้อโรคต่างๆ ทำให้ไม่สบายบ่อยๆ ได้ -- อธิบายให้เห็นภาพว่าการมีสิ่งของที่ไม่จำเป็นมากเกินไปส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างไรบ้าง 

มีการศึกษาพบด้วยว่า การอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ยุ่งเหยิง ไม่มีระเบียบ จะส่งผลต่อระดับความเครียด ที่อาจนำไปสู่ภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวล ยิ่งบ้านสะอาด ปราศจากของรกรุงรังเท่าไร ก็จะช่วยให้รู้สึกสดชื่นผ่อนคลายมากขึ้นเท่านั้น

ในการเก็บข้าวของภายในบ้าน ควรให้ผู้สูงอายุมีส่วนร่วมมากเท่าที่จะทำได้ เช่น ให้ช่วยเลือกว่าสิ่งไหนทิ้ง สิ่งไหนบริจาค หลีกเลี่ยงการบังคับ ซึ่งวิธีที่จะช่วยลดความบาดหมาง คือพยายามเปลี่ยนทีมเก็บให้กลายมาเป็นทีมทิ้งทีมเดียวกับเรา 

แต่หากผู้สูงอายุยังยืนยันว่าไม่ทิ้ง หรือไม่เห็นด้วย การเสนอว่าจะนำสิ่งที่อยู่ในสภาพดีไปบริจาค ซึ่งเป็นการทำแบ่งปันให้กับผู้ที่ต้องการของเหล่านี้จริงๆ ก็น่าจะช่วยให้ทีมเก็บยอมอ่อนข้อลงได้บ้าง

หากทีมเก็บยังยืนยันที่จะเก็บต่อไป และการกำจัดสิ่งเหล่านั้นอาจทำลายจิตใจและความรู้สึกของผู้สูงอายุ ทีมทิ้งอาจอดทนรอเวลาอีกสักหน่อย ค่อยลองเกลี้ยกล่อมอีกสักครั้ง หรือหากสิ่งของที่เก็บไว้ ไม่ได้มีคุณค่ามากนัก เช่น ถ้วยโยเกิร์ต, ขวดน้ำ, กล่องอาหารจากร้านสะดวกซื้อ ฯลฯ ก็อาจแอบทิ้งทีละน้อย เพื่อเคลียร์พื้นที่ไว้เก็บของอื่นๆ ที่จำเป็น

สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าจะ ‘เก็บ’ หรือ ‘ทิ้ง’ ก็ต้องไม่ลืมว่า ทั้งหมดนั้นคือ วัตถุสิ่งของที่ไม่มีความรู้สึกใดๆ แต่กับคนในครอบครัวด้วยกัน พวกเขาล้วนมีความคิด จิตใจ และมีเหตุผลในการกระทำของตัวเอง

ทีมทิ้งอาจคิดว่าเหตุผลของตนเองเหมาะสม ทำเพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย สุขอนามัยที่ดี ส่วนทีมเก็บก็เชื่อว่าฉันเก็บมาตั้งนานไม่เห็นจะเป็นไร และไม่เข้าใจว่าทำไมเด็กยุคใหม่เอะอะก็ทิ้งของอยู่ร่ำไป

แน่นอนว่าเหตุผลของเราย่อมฟังเข้าท่าที่สุด แต่หากทั้งสองฝ่ายลองถามใจตนเองว่า “อะไรกันแน่คือสิ่งสำคัญในชีวิต” คนที่อยู่ตรงหน้า หรือข้าวของมูลค่าไม่กี่ร้อยกี่พัน เราก็อาจได้คำตอบว่า สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่การเก็บหรือทิ้งข้าวของ แต่เป็นการเก็บรักษาจิตใจของคนในครอบครัว 

และทิ้งความคิดลบๆ ที่คอยทำร้ายผู้คนในชีวิตของเราเหล่านั้นต่างหาก 


อ้างอิง: Forbes, Mytrusense.com, Companionsforseniors.com


Share article
  • Line
  • link
creator
Author
สุภาวดี ไชยชลอ
อดีตนักเขียนนิตยสารบันทึกคุณแม่ ปัจจุบันเป็นนักเขียนอิสระ และคุณแม่ของลูกสาว Homeschool ที่ชอบดูซีรีส์เกาหลี

Follow

RELATED

+