Humberger Menu

Earwig and the Witch กับก้าวย่างที่น่าจับตามอง ของหนังอนิเมะจาก สตูดิโอจิบลิ

คุณสามารถอ่านได้อีก

5

บทความ

Register

or

Login

creator
บดินทร์ เทพรัตน์
LineCopy

LATEST

+
West Side Story : เมื่อหนังเพลงคลาสสิกที่กำลังหวนคืนจอ ...เคยเปิดตัวเป็นละครเวทีสุดแป้กมาก่อน!
Summary
  • สตูดิโอจิบลิ (Studio Ghibli) เป็นค่ายผู้ผลิตแอนิเมชันจากญี่ปุ่นหรืออนิเมะที่มีผลงานซึ่งได้รับคำชื่นชมและเป็นขวัญใจของคอหนังทั่วโลกมาตลอดเกือบสี่ทศวรรษ จากหนังดังๆ อย่าง My Neighbor Totoro (1988), Princess Mononoke (1997), Spirited Away (2001) และ The Wind Rises (2013) แต่ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ข่าวคราวของสตูดิโอแห่งนี้ดูจะเงียบหายไป หลังจากได้ประกาศปิดตัวชั่วคราวในปี 2014
  • ความเคลื่อนไหวที่แสนเงียบเชียบทำให้แฟนๆ ของจิบลิใจหาย ว่าอาจจะไม่ได้เห็นผลงานจากสตูดิโอนี้อีก แต่ในช่วงปีที่ผ่านมา กลับมีข่าวคราวเกี่ยวกับโปรเจกต์ใหม่จากจิบลิออกมาหลายชิ้น ทั้ง Earwig and the Witch หนังอนิเมะสามมิติเรื่องแรกของค่ายในรอบหลายปีที่เพิ่งเข้าฉายใน Netflix, How Do You Live? ผลงานใหม่ของปรมาจารย์อนิเมะ ฮายาโอะ มิยาซากิ หรือแม้แต่ธีมพาร์ก ซึ่งก็ช่วยให้แฟนหนังอุ่นใจว่า สตูดิโอแห่งนี้จะยังคงมีผลงานให้เราได้รับชมต่อไปอีกเรื่อยๆ


สตูดิโอจิบลิ (Studio Ghibli) เป็นค่ายผู้ผลิตแอนิเมชันจากญี่ปุ่นหรืออนิเมะที่มีผลงานซึ่งได้รับคำชื่นชมและเป็นขวัญใจของคอหนังทั่วโลกมาตลอดเกือบสี่ทศวรรษ จากหนังดังๆ อย่าง My Neighbor Totoro (1988), Princess Mononoke (1997), Spirited Away (2001) และ The Wind Rises (2013) แต่ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ข่าวคราวของสตูดิโอแห่งนี้ดูจะเงียบหายไป หลังจากได้ประกาศปิดตัวชั่วคราวในปี 2014 เพื่อประเมินแผนงานและปรับโครงสร้างบริษัทเสียใหม่

การประกาศปิดตัวดังกล่าวเป็นผลมาจากการเกษียณตัวเองของผู้กำกับเสาหลักแห่งจิบลิทั้งสองคน คือ ฮายาโอะ มิยาซากิ (ภายหลังเขาเปลี่ยนใจกลับมากำกับหนังอีกครั้ง) และ อิซาโอะ ทาคาฮาตะ (ต่อมาเขาเสียชีวิตลงในปี 2018) บวกกับการที่หนังในยุคหลังของจิบลิซึ่งใช้ทุนสูง กลับทำรายได้ไม่มากเท่าที่ควร ส่งผลให้ช่วง 5 ปีหลังมานี้ จิบลิสร้างหนังเพียงเรื่องเดียว ได้แก่ The Red Turtle (2016) ที่เป็นการร่วมมือกับค่ายหนังนานาชาติ และมีลักษณะแตกต่างไปจากหนังจิบลิที่ผู้ชมคุ้นเคย

ความเคลื่อนไหวที่แสนเงียบเชียบทำให้แฟนๆ ของจิบลิใจหาย ว่าอาจจะไม่ได้เห็นผลงานจากสตูดิโอนี้อีก แต่ในช่วงปีที่ผ่านมา กลับมีข่าวคราวเกี่ยวกับโปรเจกต์ใหม่จากจิบลิออกมาหลายชิ้น ซึ่งก็ช่วยให้แฟนหนังอุ่นใจว่า สตูดิโอแห่งนี้จะยังคงมีผลงานให้เราได้รับชมต่อไปอีกเรื่อยๆ 



Earwig and the Witch หนังอนิเมะสามมิติเรื่องแรกของ สตูดิโอจิบลิ

ที่ผ่านมานั้น ผลงานของสตูดิโอจิบลิล้วนเป็นหนังอนิเมะสองมิติจากการใช้มือวาดเป็นหลัก โดยซีจี (CG) หรือคอมพิวเตอร์กราฟิกจะมีบทบาทเป็นเพียงตัวช่วยเสริมงานภาพในบางจุดเท่านั้น ซึ่งนั่นก็ทำให้ผลงานเรื่องล่าสุดอย่าง Earwig and the Witch หรือ Āya to majo กลายเป็นความแตกต่างที่น่าสนใจ 

เพราะมันเป็นหนังจิบลิเรื่องแรกที่เป็นอนิเมะสามมิติซึ่งสร้างด้วยซีจีเป็นหลัก 

ตัวหนังเป็นผลงานกำกับของ โกโร่ มิยาซากิ -ลูกชายของ ฮายาโอะ มิยาซากิ และผู้กำกับหนังจิบลิอย่าง Tales from Earthsea (2006), From Up on Poppy Hill (2011)- โดยดัดแปลงจากนิยายของ ไดอานา วินน์ โจนส์ (ผู้เขียนนิยาย Howl’s Moving Castle ที่จิบลิเคยนำมาดัดแปลงเป็นหนังปี 2004) โดยบอกเล่าเรื่องราวของ อาย่า เด็กหญิงในบ้านเด็กกำพร้าที่ถูกชาย-หญิงลึกลับคู่หนึ่งซึ่งเป็นพ่อมดแม่มดมารับไปอุปการะเลี้ยงดู เธอจึงได้ค้นพบความสามารถในการใช้เวทมนตร์ รวมถึงเบาะแสเกี่ยวกับมารดาของเธอที่หายตัวไปอย่างลึกลับ

โทชิโอะ ซูซูกิ ผู้บริหารสตูดิโอซึ่งรับหน้าที่เป็นโปรดิวเซอร์ให้กับหนังจิบลิเกือบทุกเรื่อง กล่าวถึงที่มาของหนังเรื่องนี้ว่า “ฮายาโอะลังเลว่าจะดัดแปลง Earwig and the Witch หรือ How Do You Live? เป็นหนังเรื่องใหม่ของเขาดี จนสุดท้าย เขาก็เลือกเรื่องหลัง ซึ่งผมก็เห็นด้วย แต่ Earwig and the Witch เองก็เป็นนิยายที่สนุกและเหมาะกับผู้ชมในตอนนี้เหมือนกัน เราจึงคิดว่าโกโร่ควรกำกับมัน” ซึ่งมิยาซากิฝ่ายพ่อได้พัฒนาธีมเรื่องและตัวละครเอาไว้ในช่วงต้น ก่อนที่จะส่งให้ฝ่ายลูกสานต่อ 

“เนื้อหาของ Earwig and the Witch มีความน่าสนใจ เพราะมันเล่าเรื่องของเด็กที่ต้องรับมือกับโลกของผู้ใหญ่ และหาทางผ่านพ้นอุปสรรคต่างๆ ไปให้ได้ด้วยตัวเอง ซึ่งเป็นประเด็นที่สอดคล้องกับสังคมในยุคนี้ ที่มีเด็กเกิดใหม่ลดลง และพวกเขาได้กลายเป็นคนส่วนน้อยในสังคมที่เต็มไปด้วยผู้ใหญ่” โกโร่ มิยาซากิ กล่าว


เนื้อหาของ Earwig and the Witch มีความน่าสนใจ เพราะมันเล่าเรื่องของเด็กที่ต้องรับมือกับโลกของผู้ใหญ่ และหาทางผ่านพ้นอุปสรรคต่างๆ ไปให้ได้ด้วยตัวเอง ซึ่งเป็นประเด็นที่สอดคล้องกับสังคมในยุคนี้ ที่มีเด็กเกิดใหม่ลดลง และพวกเขาได้กลายเป็นคนส่วนน้อยในสังคมที่เต็มไปด้วยผู้ใหญ่

share


การปรับเปลี่ยนเป็นอนิเมะสามมิติซึ่งสร้างด้วยซีจีเป็นหลักนั้น ทำให้จิบลิต้องรวบรวมทรัพยากรใหม่ๆ และรับสมัครแอนิเมเตอร์ที่เชี่ยวชาญการทำแอนิเมชันสามมิติเป็นจำนวนมาก ซึ่งโกโร่อธิบายว่า “หากต้องการให้จิบลิเดินหน้าต่อไปได้ เราต้องพร้อมที่จะรับความท้าทายและทดลองอะไรใหม่ๆ ซึ่งเป็นแนวคิดที่เราพยายามจะทำกับหนังเรื่องนี้ เพราะที่ผ่านมา มีคนอยากทำหนังอนิเมะซีจีสามมิติ แต่ไม่เคยมีโอกาส ซึ่งการเปลี่ยนมาทำแอนิเมชันแนวนี้ ทำให้แอนิเมเตอร์ที่มีศักยภาพหลายคนได้เข้ามาร่วมงานกับจิบลิมากขึ้น ซึ่งสำหรับทิศทางต่อไปของจิบลิ เราอยากพัฒนาโปรเจกต์อนิเมะ ทั้งแบบที่ใช้มือวาดและแบบที่ใช้ซีจีไปพร้อมๆ กัน” 

นอกเหนือจากงานด้านภาพแล้ว Earwig and the Witch ยังมีองค์ประกอบที่แตกต่างจากหนังจิบลิเรื่องอื่นๆ เช่น การดำเนินเรื่องที่ฉับไว และการใช้เพลงประกอบเป็นดนตรีร็อกอังกฤษยุค 70 รวมถึงแพลตฟอร์มในการจัดฉาย ที่จิบลิเลือกการเผยแพร่ทางโทรทัศน์ช่อง NHK ในช่วงปลายปี 2020 ก่อนการปล่อยฉายโรงที่ญี่ปุ่นในปีนี้ (หนังจิบลิเรื่องยาวก่อนหน้านี้ที่ฉายทางทีวีคือ Ocean Waves เมื่อปี 1993) รวมถึงที่ประเทศอื่นๆ ด้วย ซึ่งในไทย หนังเรื่องนี้เคยเข้าฉายเมื่อวันที่ 7 ตุลาคมมาแล้ว ในชื่อ ‘มหัศจรรย์แม่มดอาย่า’ -- อย่างไรก็ดี ในตอนนี้ เราสามารถรับชมหนังเรื่องนี้ได้ใน Netflix ของเกือบทุกประเทศทั่วโลก ยกเว้นสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น

โดยซูซูกิแจกแจงถึงแผนการจัดฉายนี้ว่า “ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ อุตสาหกรรมภาพยนตร์ในญี่ปุ่นมีความเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ผู้คนไม่ได้ดูหนังผ่านโรงหนังอีกต่อไป แต่ยังมีช่องทางอย่างโทรทัศน์ ดีวีดี และสตรีมมิง ซึ่งผมไม่ได้มองปรากฏการณ์นี้ในแง่ลบ แต่มองว่ามันน่าสนใจ และจากสถานการณ์ในตอนนี้ เราจึงได้ตัดสินใจเผยแพร่หนังเรื่องนี้ทางทีวี แล้วค่อยพิจารณาผลตอบรับว่าเป็นอย่างไร ซึ่งเราคิดว่ามันคุ้มค่าที่จะทดลองดู” ขณะที่โกโร่ก็มองแผนการนี้ในแง่ดีเช่นกัน “ผมคิดว่ามันช่วยให้ผู้คนมีโอกาสรับชมและสนุกสนานไปกับหนังเรื่องนี้ได้ในวงกว้างมากขึ้นครับ” 

ด้วยชื่อชั้นและเครดิตที่สั่งสมมานานของจิบลิ บวกกับความที่ Earwig and the Witch เป็นหนังยาวเรื่องแรกในรอบหลายปีของสตูดิโอ ความคาดหวังที่มีต่อหนังเรื่องนี้จึงมีมาก และก็ทำให้เสียงตอบรับที่ออกมากลับเป็นไปในเชิง ‘ผิดหวัง’ เพราะตัวหนังถูกวิจารณ์ว่ามีเนื้อหาที่สั้นและน้อยเกินไป รวมถึงมีงานภาพที่ยังดูแข็งกระด้างและขาดชีวิตชีวา (ต่างจากหนังเรื่องก่อนๆ ของจิบลิที่มักมีจุดเด่นอยู่ที่งานภาพ) ซึ่งนั่นส่งผลให้การปรับเปลี่ยนทิศทางใหม่ของจิบลิในครั้งนี้ ยังต้องอาศัยเวลาพิสูจน์อีกพอสมควร



How Do You Live? ผลงานใหม่ของปรมาจารย์อนิเมะ ฮายาโอะ มิยาซากิ 

นอกจากหนังอนิเมะซีจีสามมิติแล้ว จิบลิยังมีโปรเจกต์หนังอนิเมะสองมิติที่ใช้มือวาดในรูปแบบดั้งเดิมด้วย ซึ่งเป็นผลงานของ ฮายาโอะ มิยาซากิ ชายผู้ก่อตั้งจิบลิและผู้กำกับหนังอนิเมะสุดคลาสสิกหลายเรื่อง เช่น My Neighbor Totoro, Princess Mononoke, Spirited Away, Howl’s Moving Castle และ The Wind Rises 

ที่ผ่านมา เขาเคยประกาศเกษียณตัวเองหลายครั้ง ครั้งแรกคือหลังเสร็จสิ้นจากหนัง Princess Mononoke และครั้งล่าสุดคือหลังเสร็จสิ้นจากหนัง The Wind Rises โดยเขาให้เหตุผลว่า เขาอายุเยอะเกินกว่าจะสร้างหนังอนิเมะซึ่งเป็นงานที่ต้องใช้พลังกายพลังใจอย่างสูง 

แต่แล้ว เขาก็กลับมาอีกครั้งด้วยหนังอย่าง How Do You Live? หรือ Kimi-tachi Wa Do Ikiru Ka?

หนังดัดแปลงมาจากนิยายคลาสสิกปี 1937 ของ โยชิโนะ เกนซาบุโร่ อันว่าด้วยเรื่องราวชีวิตของเด็กชายที่ต้องอาศัยอยู่กับลุง ซึ่งประเด็นในหนังสือพูดถึงการเติบโตและความเป็นมนุษย์ โดยมิยาซากิได้ปรับเปลี่ยนเนื้อหาให้เหมาะสมกับบริบทของโลกยุคปัจจุบัน และเริ่มงานสร้างในปี 2016 ซึ่งซูซูกิเล่าว่า “มิยาซากิต้องการสร้างหนังเรื่องนี้มอบให้หลานชายของเขา เผื่อในวันที่เขาจากโลกนี้ไปแล้ว จะยังเหลือหนังเรื่องนี้ไว้เพื่อเป็นการส่งต่อสารที่เขาทิ้งเอาไว้ ผมคิดว่ามันจะออกมาเป็นผลงานที่ยิ่งใหญ่และน่าอัศจรรย์ทีเดียว”

และด้วยความที่ตอนนี้ มิยาซากิมีอายุ 80 ปีแล้ว ทำให้มีโอกาสสูงมากที่ How Do You Live? จะกลายเป็นหนังยาวเรื่องสุดท้ายของเขา โดยตอนแรก หนังมีกำหนดฉายในปี 2021 แต่มิยาซากิได้ให้สัมภาษณ์กับ NHK ช่วงปลายปี 2019 ว่า “อย่าคาดหวังว่าหนังจะเสร็จในเร็ววันนี้ เพราะความเร็วในการทำงานของผมลดลงอย่างมาก ตอนที่ยังอายุน้อย ผมอาจสร้างอนิเมะความยาว 10 นาทีได้ภายในเวลาหนึ่งเดือน แต่ตอนนี้ ความเร็วของผมลดลงเหลือเพียง 1 นาทีภายในหนึ่งเดือน ดังนั้น หนังจึงเพิ่งเสร็จสมบูรณ์ไปเพียง 15% เท่านั้น”

ซูซูกิยังได้ให้สัมภาษณ์กับ GKIDS ในเดือนพฤษภาคม 2020 ด้วยว่า “สตูดิโอใช้แอนิเมเตอร์ราว 60 คนสำหรับหนังเรื่องนี้ และด้วยความที่หนังใช้วิธีการวาดมือเป็นหลัก ก็ทำให้ต้องใช้เวลาสร้างนานหน่อย หลังจากใช้เวลาสร้าง 3 ปี หนังเรื่องนี้สำเร็จไปแล้ว 36 นาทีจากความยาวทั้งหมด 125 นาที ซึ่งในช่วงกักตัวจากโรคระบาด งานสร้างก็ดำเนินไปได้รวดเร็วกว่าเดิม เราจึงหวังว่าหนังจะเสร็จภายในอีก 3 ปีข้างหน้า” 

เขาเสริมอีกว่า “การทำงานในหนังเรื่องนี้ไม่มีข้อจำกัดทั้งเดดไลน์และงบประมาณ ผู้กำกับทำงานตามจังหวะของเขาเอง เราให้อิสระเขาเต็มที่จนกว่าเขาจะพอใจกับผลงาน มันเป็นกระบวนการที่ใกล้เคียงกับการสร้าง The Tale of the Princess Kaguya (2013) ซึ่งใช้เวลาสร้างนาน 8 ปี มันไม่ได้เป็นโมเดลทางธุรกิจที่ดีหรอก แต่เรามองว่ามันเป็นโอกาสในการสร้างผลงานที่แปลกใหม่ของผู้กำกับที่ยอดเยี่ยมคนหนึ่ง”

ถึงแม้ How Do You Live? จะดำเนินงานสร้างพร้อมกับ Earwig and the Witch (ที่เข้าฉายไปแล้ว) แต่แฟนหนังยังต้องรออีกนานเป็นปีๆ กว่าที่หนังเรื่องนี้จะเสร็จสมบูรณ์พร้อมฉาย ซึ่งหลายคนเชื่อว่าผลงานที่ออกมาจะยังยอดเยี่ยมตามสไตล์มิยาซากิ และคุ้มค่าแก่การรอคอย


Earwig and the Witch

 

สตรีมมิง, ธีมพาร์ก และทิศทางในอนาคตของจิบลิ

สิ่งใดที่ไม่มีการปรับตัว ก็ต้องย่อมรอวันล่มสลาย จิบลิจึงได้พยายามปรับตัวในหลายมิติ เพื่อให้สตูดิโอแห่งนี้สามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างราบรื่น

การปรับตัวที่สำคัญคือ การตัดสินใจเผยแพร่หนังของจิบลิผ่านช่องทางสตรีมมิงเป็นครั้งแรกในปี 2020 (HBO Max ในอเมริกา และ Netflix ในประเทศอื่นๆ) ต่างจากเมื่อก่อนที่ทางจิบลิไม่ต้องการเผยแพร่หนังทางช่องทางออนไลน์ เพราะต้องการสงวนประสบการณ์การดูหนังให้อยู่เฉพาะแค่ในโรงหนัง

ซูซูกิอธิบายเหตุผลว่า ทางสตูดิโอยังต้องการรายได้เพื่อใช้เป็นทุนสร้างหนังเรื่องใหม่ๆ โดยเฉพาะหนังของ ฮายาโอะ มิยาซากิ ที่ใช้เงินทุนและเวลาในการสร้างค่อนข้างมาก “มิยาซากิไม่รู้ว่าการรับชมหนังทางสตรีมมิงเป็นอย่างไร ด้วยความที่เขาเป็นคนที่ไม่ใช้คอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือ การโน้มน้าวให้มิยาซากิอนุญาตให้หนังของเขาเข้าฉายในสตรีมมิงจึงไม่ใช่เรื่องง่าย” เขาว่า 

“แต่ภูมิทัศน์ของโลกภาพยนตร์ได้เปลี่ยนผ่านไปสู่ทิศทางของดิจิทัลและวิดีโอสตรีมมิงมากขึ้นแล้ว และจิบลิก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงความเปลี่ยนแปลงนี้ได้ ไม่แน่ว่าในอนาคต จิบลิอาจพิจารณาสร้างหนังเพื่อสตรีมมิงโดยเฉพาะด้วยก็ได้”

นอกจากนั้น จิบลิยังมีอีกหนึ่งโปรเจกต์สำคัญอย่างธีมพาร์กหรือสวนสนุก จิบลิพาร์ก ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่เดิมที่เคยใช้จัดงาน Expo 2005 ในเมืองนางาคุเตะทางตะวันออกของนาโงย่ามาแล้ว โดยธีมพาร์กแห่งนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้าง และมีกำหนดเปิดบริการในช่วงฤดูใบไม้ร่วงของปี 2022 ซึ่งความโดดเด่นของที่นี่อยู่ที่มันไม่ได้เป็นธีมพาร์กแบบทั่วไปที่เป็นการนำจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวมารวมกัน แต่มันคือพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ที่ถูกออกแบบมาอย่างดี และมีการสอดแทรกโลกของจิบลิเข้าไป โดยมี โกโร่ มิยาซากิ เป็นผู้ช่วยออกแบบ (เขาเรียนจบสถาปนิกภูมิทัศน์ และเคยมีส่วนร่วมในการออกแบบ Ghibli Museum มาแล้ว) และมี ฮายาโอะ มิยาซากิ เป็นผู้ให้ความเห็น

ด้วยโปรเจกต์ที่มีหลากหลายเช่นนี้ ทำให้สตูดิโอจิบลิกลับมาเป็นที่น่าจับตามองสำหรับคอหนังอีกครั้ง ว่าพวกเขาจะพาผู้ชมไปในทิศทางไหน และจะสามารถกลับมารุ่งเรืองแบบเดียวกับในอดีตได้หรือไม่


อ้างอิง: Geektyrant.com, Nippon.com, BFI, Indiewire, Animenewsnetwork.com, Entertainment Weekly


Share article
  • Line
  • link
creator
Author
บดินทร์ เทพรัตน์
นักเขียน, นักจัดกิจกรรม, นักธุรกิจ, นักศึกษาปริญญาโท และนักดูหนัง (ในโรง)

Follow

RELATED

+